#TogetherWeRide เมื่อนักปั่น ‘จักรยาน’ ขอส่งเสียง เพราะเมืองไม่ได้มีเพียง…รถยนต์
คนรักจักรยาน นักปั่นในเมือง ร่วมสื่อสารข้อเสนอถึงอนาคต ‘เมืองน่าอยู่’ สำหรับทุกคน หวังให้ จักรยาน สร้างทางเลือกการเดินทางคนเมือง ลดมลพิษ ลดการใช้พื้นที่ถนน แนะ กทม. ออกแบบเมือง อย่างโฟกัสแค่รถยนต์ไปได้ทุกที่ หวังมี Bicycle Network หนุนคนกล้าขี่ ย้ำ รัฐบาล ต้องช่วย กทม. เพิ่มศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐานรอบรับจักรยานใช้งานได้จริง
ช่วงเย็นวันเสาร์ (6 มิ.ย. 69) ที่ผ่านมา บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร คือจุดนัดหมายของเหล่าคนรักจักรยาน และคนรักการปั่นในชีวิตประจำวัน มารวมตัวกัน ในกิจกรรม #TogetherWeRide World Bicycle Day เนื่องใน วันจักรยานโลก และได้เปลี่ยนให้ค่ำคืนนั้นที่ถนนราชดำเนิน ไม่ได้มีแค่รถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่มีขบวนจักรยานหลายร้อยคันค่อย ๆ เคลื่อนผ่านใจกลางเมือง
ผ่านแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ตลอดระยะทางกว่า 12 กิโลเมตร ตั้งแต่ ถนนราชดำเนิน, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, วัดพระแก้ว, องค์การสหประชาชาติ, ทำเนียบรัฐบาล, เยาวราช จนกลับมาสิ้นสุดที่เสาชิงช้า โดยใช้พื้นที่ถนนเพียงส่วนเล็ก ๆ ท่ามกลางเมืองที่โครงสร้างส่วนใหญ่ ยังถูกออกแบบเพื่อ รถยนต์ เป็นหลัก
บรรยากาศของกิจกรรมในค่ำคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ได้ต้องการแค่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญระดับสากล แต่ยังหวังการสื่อสารข้อเสนอถึงอนาคตของเมือง ว่าหากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย และเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง จักรยานอาจไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ออกกำลังกายของคนบางกลุ่ม แต่สามารถเป็นหนึ่งในทางเลือกการเดินทางของคนเมือง ที่ช่วยลดมลพิษ ลดการใช้พื้นที่ถนน และทำให้กรุงเทพฯ น่าอยู่มากขึ้นสำหรับทุกคน
พี่เป้ – ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง คาเฟ่เวโลโดม (Cafe’ Velodome) คาเฟ่ชื่อดังสำหรับนักปั่นจักรยานและคนรักสุขภาพ บอกเล่าถึงกิจกรรม #TogetherWeRide World Bicycle Day กับ The Active ว่าเป้าหมายกิจกรรมครั้งนี้เรียบง่ายมาก ๆ เพราะ การปั่นจักรยาน ที่คนส่วนใหญ่มองเห็นข้อดีอยู่แล้ว แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าผู้ใช้จักรยานส่วนใหญ่ไม่ค่อย ส่งเสียง ของตัวเอง
แต่ในวาระที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี เป็น วันจักรยานโลก (World Bicycle Day) ที่ถูกให้ความสำคัญเช่นเดียวกับวันสิ่งแวดล้อมโลก ในระดับสากล ซึ่งในประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2561 และปีนี้จัดมาเป็นปีที่ 8 แล้วนั้น โดยที่ผ่านมาการพูดถึงความสำคัญของการใช้จักรยานมักปรากฏใน Car Free Day หรือ วัดปลอดรถสากล ในวันที่ 22 กันยายน ของทุกปี สังคมไทยอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่า Car Free Day หมายถึงวันจักรยาน แต่ระดับสากลหมายถึงวันที่ให้คนจอดยานพาหนะส่วนตัวไว้ที่บ้าน และออกมาเดินทางด้วยวิธีอื่น เช่น ปั่นจักรยาน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า ขึ้นเรือ
“การให้ความสำคัญเรื่องจักรยานจริง ๆ มีวันของตัวเองอยู่แล้ว แต่ไทยมักไม่ค่อยรู้ ซึ่งมันเป็นวันของผู้ใช้จักรยานจริง ๆ ดังนั้น ถ้าจะเลือกสักวันเพื่อสื่อสารถึงความสำคัญจักรยานควรเป็นวันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี”
ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์
ส่วนที่เลือกจัดกิจกรรมในวันที่ 6 มิถุนายน ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ที่ปรึกษากันแล้วว่าวันเสาร์เป็นวันที่เหมาะสม หลายคนได้หยุดงาน วันอาทิตย์ก็ยังเป็นวันหยุดที่ได้พักผ่อนต่อ อีกทั้งวันที่ 6 เดือน 6 ปี 2569 มีเลข 6 รวมกัน 3 ตัว เป็นตัวเลขที่น่าสนุกสำหรับคนปั่นจักรยาน
และภายใต้ความสนุกจากการปั่นจักรยาน คือ การไม่ทำร้ายโลก ทำให้สุขภาพแข็งแรง แก้ปัญหาจราจร เพราะจักรยานใช้พื้นที่บนถนนน้อย ถ้าเมืองสามารถมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คนขี่จักรยานได้อย่างปลอดภัยขึ้น จะทำให้สภาวะแวดล้อมในเมืองดีขึ้นด้วย
“ที่สำคัญเส้นทางที่ปั่นจะสะท้อนสภาพของเส้นทาง เพราะปั่นบนเส้นทางของรถยนต์ หากปั่นคันเดียวจะทำได้ยาก เพราะมีทั้งถนนราชดำเนิน ถนนจักรพรรดิพงษ์ ถนนเยาวราช ที่โครงสร้างถูกออกแบบไว้สำหรับรถยนต์ บางถนน มี 4-8 เลน จะไปเดินหรือปั่นจักรยาน ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่นำกรวยไปกั้น ก็แทบจะใช้ไม่ได้ แต่ในกิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากหลายร้อยคน ใช้พื้นที่ถนนเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นวิธีการสื่อสารที่ทำให้เห็นว่า ถ้ามีการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้จักรยานใช้งานด้วยได้ เมืองจะมีทั้งความปลอดภัย และ มลพิษลดลง”
ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์
กทม.พัฒนา Bike Sharing หนุน คนทดลองปั่นมากขึ้น
ธีรเมศร์ ยังย้ำถึง โครงการ Bike Sharing ของ กทม. ด้วยว่า หากสังเกตจะเห็นว่าตรงไหนที่เกิดโครงการพื้นที่ตรงนั้นก็จะดีขึ้น เช่น มีการออกแบบทางให้กว้างขึ้น ทำให้จักรยานสามารถเข้าไปขี่ในนั้น โดยที่เพิ่มระยะห่างระหว่างจักรยาน กับรถยนต์ หรืออย่างบางจุดที่มีทางเท้ากว้างมาก ๆ มีการทำเครื่องหมายให้เห็นว่า จักรยานสามาถใช้ร่วมกับคนเดินเท้าได้ และทางที่เห็นเป็นรูปธรรม อย่างเช่น คลองแสนแสบ ทางเลียบคลองผดุงกรุงเกษม พอมีการปรับปรุงให้เส้นทางเรียบ ตัดผ่านแยกสำคัญ มีทางลอดสะพาน ทำให้คนรุ่นใหม่มาใช้จักรยานมากขึ้นผ่านบริการ Bike Sharing เช่น นักเรียนเทพศิรินทร์ ก็ปั่นไปมาจากหัวลำโพง
แต่อุปสรรค คือ ยังไม่สามารถทำได้ทุกที่ เพราะเท่าที่สัมผัส กทม. ไม่ได้มีอำนาจเต็มในการเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง การจะปรับถนนให้สามารถปั่นจักรยานได้ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเยอะ ทั้งกรมทางหลวง การไฟฟ้า การประปา การรถไฟ เป็นต้น
“การจะทำให้ของพวกนี้ใช้ได้จริง จะทำให้ขาด ๆ เกิน ๆ ไม่ได้ ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Bicycle Network (โครงข่ายเส้นทางจักรยาน) ถึงจะทำให้คนกล้าที่จะขี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าขี่ไปแล้วจะไปอย่างไรต่อ ประเทศเราทำโครงสร้าง Car Network สมบูรณ์แบบมาก รถไปได้ทุกที่แม้แต่ซอยที่แคบที่ควรสงวนไว้ให้คนเดินและจักรยาน”
ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์
ทั้งนี้มองว่า กทม. มีความพยามยาม แต่อาจมีข้อจำกัด ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ก็ทำให้การใช้จักรยานดีขึ้นจริง การมาของ Bike Sharing ทำให้คนจำนวนมากมีโอกาสได้ลอง แทนที่จะไปซื้อจักรยานเพื่อมาลองใช้ก็เสียค่าใช้บริการหลัก 10 มาทดลองว่าใช้จริงได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อดี เพราะอย่างน้อยทำให้คนมีโอกาสได้ทดลอง
อย่าโฟกัสแค่รถยนต์ไปได้ทุกที่
ธีรเมศร์ จึงเสนอว่าการทำให้ทางจักรยานเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มจากการสร้างในย่านที่คนใช้ได้จริง เช่น สามย่าน จุฬาฯ สยามสแควร์ ที่ทางเท้าเรียบ มี Bike Sharing ทางเท้าเรียบ ขยายขนาดทางม้าลาย พบว่า นิสิตใช้บริการจำนวนมาก หรือสะพานพุทธ ปากคลองตลาด ทางเท้าเรียบ มีสวนลอยฟ้า มีทางเท้าที่ปั่นจักรยานได้ ก็มีคนมาใช่งานเยอะ
“โครงสร้างพื้นฐานเป็นความรับผิดชอบที่ภาครัฐควรเริ่มทำก่อน และภาครัฐที่ว่าไม่ใช่แค่ กทม. แต่หมายถึงรัฐบาล ทั้งกระทรวงคมนาคม และอีกหลายกระทรวงที่มาช่วย กทม. ด้วย เพื่อสร้างศักยภาพให้จักรยานใช้งานได้จริง ลำพัง กทม. คงไม่ไหว ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามา”
“ควรมีฉันทามติ ในการเดินทางของคนส่วนมากในเมืองเกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่การไปโฟกัสที่ ว่าจะทำให้รถยนต์ไปได้ทุกที่ ทุกครั้งที่จะตัดถนนใหม่ต้องคิดด้วยว่าคนจะเดินอย่างไร ข้ามถนนอย่างไร จะใช้จักรยานอย่างไร วีลแชร์จะไปอย่างไร ต้องคิดแผนออกมาก่อน เพราะคนจำนวนมากไม่ได้มีรถยนต์เอง ควรมีแผนการเดินทางสาธารณะร่วมกัน และควรมีเจ้าภาพที่เป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจสั่งการ”
ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์
สุดท้ายที่เห็นชัดเจน คือ กระทรวงคมนาคม ที่มีหน่วยงานดูแลด้านนี้ และมีอำนาจในการปรับแก้กฎหมายที่จะทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ว่าการจะสร้างถนนใหม่ ต้องคิดถึง คนเดิน วีลแชร์ จักรยานตั้งแต่แรกด้วย