กรมที่ดิน โต้ปม ‘เขากระโดง’ ลั่นไม่เคยออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ ย้ำทำตามกฎหมาย
"กรมที่ดิน" โร่แจงเอกสารเจ้าปัญหาลาม ‘ชัย ชิดชอบ’ เคยยอมรับที่ดิน ’เขากระโดง‘ เป็นของ ’การรถไฟฯ‘ ชี้เข้าใจคลาดเคลื่อน ยันไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินบริเวณดังกล่าว เป็นไปตาม ’สัญญาอาศัย‘ ไร้เอี่ยวในส่วนของ5,083ไร่ ย้ำดำเนินการตามระเบียบกม.ที่เกี่ยวข้องทุกประการ
วันที่ 8 มิ.ย.69 กรมที่ดิน(ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา เช่าที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า ปรากฏเอกสารบันทึกการประชุมระบุว่า นายชัย ยอมรับว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และทำเรื่องขออาศัยที่ดินจากการรถไฟฯ ทำให้สื่อมวลชนตลอดจนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.ตามสัญญาอาศัยที่ดิน ซึ่งนายชัย ได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ เมื่อปี พ.ศ.2516 เนื้อที่ 6 – 1 – 98 ไร่ นั้น ตรวจสอบแล้วตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณกิโลเมตรที่ 5.6 และอยู่ในแนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว เนื้อที่ตามสัญญาอาศัยมีเพียง 6 – 1 – 98 ไร่ ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดินแปลงอื่น และเนื้อที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ แต่อย่างใด
2.จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่รางรถไฟตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาฯ มีระยะทางยาวประมาณ 6.2 กิโลเมตร โดยมีแนวเขตรางรถไฟ ดังนี้
- กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
- กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
- กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร ซึ่งในบริเวณแนวเขตรางรถไฟดังกล่าวไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด หากเกินกว่าระยะแนวเขตรางรถไฟ การรถไฟฯได้รับรองแนวเขตที่ดินให้ทุกแปลงที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่เคยหวงกันพื้นที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การรถไฟฯ ยอมรับสิทธิของตนเฉพาะแนวเขตรางรถไฟตามนัยดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น
“กรมที่ดินขอเรียนว่า การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินได้ดำเนินการไปตามระเบียบกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งข้อพิพาทในบริเวณที่ดินระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว จึงควรรอผลการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นประการใดคู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามต่อไป”