เส้นขนานที่ "ใจแผ่นดิน" เปิดปม "หน่อแอะ" กลับบ้านเกิดในวันที่รัฐชี้ลักลอบเข้าแก่งกระจาน
วันนี้ (8 มิ.ย.2569) จากกระแสข่าวการเดินทางกลับขึ้นไปยังพื้นที่ป่าตอนบนดั้งเดิม หรือที่รู้จักกันในนาม "บางกลอยบน" และ "ใจแผ่นดิน" ของนายหน่อแอะ มีมิ หรือ "ลุงนอแอะ" ชายกะเหรี่ยงผู้พิการทางการเคลื่อนไหวและเป็นบุตรชายของปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งผืนป่าแก่งกระจาน เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้เกิดความสนใจและการตั้งคำถามจากสาธารณชนในวงกว้าง เกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ รวมถึงข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์ในที่ดินทำกินระหว่างราษฎรชาติพันธุ์ดั้งเดิมและหน่วยงานภาครัฐที่ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและซับซ้อน
ชาวบางกลอยยัน "หน่อแอะ" ไม่ได้หาย แต่กลับไป "ใจแผ่นดิน" เพื่อวาระสุดท้าย
จากการสัมภาษณ์ นายแบงค์ ชาวบ้านจากบ้านบางกลอยล่าง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนและติดตามแก้ปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ อธิบายถึงเบื้องหลังและเหตุผลสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้
นายแบงค์ระบุว่า ลุงหน่อแอะไม่ได้สูญหายไปในลักษณะที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือภัยอันตรายใด ๆ หากแต่เป็นการตัดสินใจด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของตัวลุงหน่อแอะเอง ที่ต้องการเดินทางกลับไปอยู่อาศัยยังบ้านเกิดเมืองนอนและพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยทำกิน เนื่องจากนับตั้งแต่ถูกอพยพลงมาอยู่ด้านล่าง ลุงหน่อแอะมักบอกกับชาวบ้านและคนใกล้ชิดเสมอว่าไม่มีความสุขและไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
นายแบงค์เล่าต่อว่า แม้ลุงหน่อแอะจะมีสภาพร่างกายที่พิการ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถเดินได้ตามปกติ และต้องใช้วิธีกระเถิบก้นในการเคลื่อนที่ แต่ด้วยความผูกพันกับผืนป่าด้านบนและความมุ่งมั่นที่จะกลับไปปลูกข้าว ขยายพันธุ์พืชดั้งเดิมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ทำให้ลุงหน่อแอะตัดสินใจเดินทางเพียงลำพังในระยะแรก โดยที่ลูกหลานไม่ได้ทราบเรื่องในทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลุงหน่อแอะพยายามกลับไป ใจแผ่นดิน เมื่อปี 2564 ก็เคยพยายามมาแล้ว แต่ก็ถูกลูกหลานพาตัวกลับลงมา
อ่านข่าว : ด่วน! พา "หน่อแอะ มีมิ" ลูกหลาน ลงจากบ้านใจแผ่นดิน
ก่อนหน้านี้ลุงหน่อแอะเคยขอร้องให้ลูกหลานพากลับขึ้นไปหลายครั้งแต่ไม่มีใครยินยอม จนกระทั่งชาวบ้านมาพบว่าลุงหน่อแอะเดินทางไปได้ 2 วันแล้ว ลูกหลานจึงได้ติดตามขึ้นไป ช่วงแรกมีความพยายามจะพาตัวลุงหน่อแอะกลับลงมา แต่นายแบงค์บอกว่าครั้งนี้ลุงหน่อแอะยื่นคำขาดต่อลูกหลาน จนทำให้ลูกหลานใจอ่อน และช่วยพาขึ้นไปบ้านบางกลอยบน คอยดูแลและสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวให้
หลาน ๆ ลงมาบอกว่า พอขึ้นไปข้างบน ลุงแกก็ยิ้มมีความสุข ร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่ข้างล่าง แกบอกว่าไม่มีความสุขเลย
ทั้งนี้นายแบงค์ยืนยันว่า สำหรับคนในชุมชนแล้ว เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกหรือเป็นเหตุการณ์บุคคลสูญหายที่รุนแรงตามที่ปรากฏในกระแสข่าวของสื่อบางแห่ง เพราะหลาน ๆ ของลุงหน่อแอะยังคงมีการวางแผนที่จะเดินทางขึ้นไปส่งเสบียงและข้าวสารให้เป็นระยะ ๆ ตามปริมาณการบริโภคที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าในปัจจุบันหลานเหล่านั้นจะเดินทางกลับมาทำงานรับจ้างในพื้นที่ด้านล่างแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ นายแบงค์ยังได้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างเชิงพื้นที่ของบ้านบางกลอยล่าง โดยระบุว่าพื้นที่จัดสรรที่รัฐบาลมอบให้แก่ชาวบ้านหลังการอพยพนั้นมีข้อจำกัดอย่างมาก ปัจจุบันจำนวนประชากรในชุมชนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงประมาณ 57 ครอบครัว กลายมาเป็นมากกว่า 100 ครัวเรือนในปัจจุบัน ในขณะที่เนื้อที่และขอบเขตของที่ดินทำกินยังคงเท่าเดิม ทำให้ชาวบ้านรุ่นใหม่ประสบปัญหาไม่มีพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีทางวัฒนธรรมดั้งเดิม
จึงมีชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงมีความคิดและความปรารถนาที่จะกลับขึ้นไปทำกินในพื้นที่ด้านบน ซึ่งชุมชนเชื่อมั่นว่าพวกตนเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ.2524 โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแผนที่ทหารที่เคยปรากฏชื่อ "บ้านใจแผ่นดิน" มาเป็นเวลาช้านาน
ภารกิจคุ้มครองป่าไม้และสวัสดิภาพภายใต้กรอบกฎหมาย
ในทางกลับกัน ทางด้านหน่วยงานภาครัฐ นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ให้ข้อมูลชี้แจงในมุมมองของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามข้อกฎหมาย โดยระบุว่า ทางอุทยานฯ ได้รับทราบเรื่องการหายตัวไปของลุงหน่อแอะจากการลงพื้นที่หาข่าวของเจ้าหน้าที่และการประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางกลอย และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านโป่งลึก รวมไปถึงการสอบถามข้อมูลจากคุณครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ซึ่งระบุว่ามีชาวบ้านพบเห็นลุงหน่อแอะพยายามคลานขึ้นเขาพร้อมกับสัมภาระและมีดตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.
จากการตรวจสอบและสืบสวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและอุทยานฯ พบว่า มีหลานชายของลุงหน่อแอะจำนวน 3 คน ยอมรับว่าเป็นผู้ช่วยแบกหามลุงหน่อแอะและขนข้าวสารเดินทางเท้าขึ้นไปด้านบนเป็นเวลา 7 วันเนื่องจากทนแรงบังคับและขอร้องของลุงหน่อแอะไม่ไหว โดยได้ร่วมกันสร้างกระต๊อบหลังคามุงจากให้ลุงหน่อแอะพักอาศัยอยู่ 1 หลัง
อย่างไรก็ตาม พิกัดที่ตั้งของกระต๊อบดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากหลาน ๆ ยังไม่ได้ระบุตำแหน่งที่แน่นอน และทางอุทยานฯ ได้นำเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจแล้วแต่ยังไม่พบร่องรอยเนื่องจากติดปัญหาเรื่องสภาพอากาศมรสุมและฝนตกหนัก ประกอบกับพื้นที่ป่ามีความหนาแน่นและการเดินทางเท้าของชุดลาดตระเวนในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันสามารถทำระยะทางได้เพียงวันละไม่เกิน 2 กิโลเมตรเท่านั้น
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอธิบายเพิ่มเติมถึงมิติทางกฎหมายและประวัติศาสตร์พื้นที่ว่า พื้นที่บางกลอยบนได้กลายสภาพกลับคืนเป็นป่าดิบที่สมบูรณ์ไปแล้วกว่า 15 ปี นับตั้งแต่การอพยพราษฎรลงมาครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2554 ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายและจัดสรรที่ดินทำกินรองรับไว้แล้ว และพื้นที่ดังกล่าวมีสถานะเป็นป่าคุ้มครองมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2524 พื้นที่นี้เคยถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี พ.ศ.2507 และป่าไม้ถาวรมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ.2500 ตามลำดับ
ดังนั้น ในแง่ของกฎหมายและแนวทางคำพิพากษา การครอบครองสิทธิ์ในที่ดินจึงต้องพิจารณาตามกรอบเวลาของกฎหมายที่ดินของรัฐเป็นสำคัญ การเดินทางขึ้นไปอยู่อาศัยในเขตอุทยานฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งหากมีการพิสูจน์ความผิด ลุงหน่อแอะก็ต้องได้รับโทษ และ ผู้ที่ให้การสนับสนุนทั้ง 3 คนก็อาจต้องรับโทษตามสัดส่วนกฎหมายเช่นกัน
นายมงคลยังได้แสดงความห่วงใยในสวัสดิภาพของลุงหน่อแอะ โดยระบุว่าการอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าลึกเพียงลำพังเป็นเวลาเดือนเศษโดยไม่มีระบบสาธารณูปโภค ยารักษาโรค หรือสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต ทั้งจากปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหาร สภาพอากาศที่แปรปรวน และโรคภัยไข้เจ็บในป่า เช่น ไข้มาลาเรีย หรือไข้เลือดออก
โดยปรกติแล้วหากชาวบ้านมีความจำเป็นต้องขึ้นไปด้านบนเพื่อทำกิจกรรมทางประเพณี เช่น การไว้ผีบรรพบุรุษ การตัดไม้ไผ่ทำแพ หรือการเก็บหาใบพ้อและน้ำผึ้ง จะต้องมีการประสานงานแจ้งผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้านและเข้าสู่กระบวนการประชาคมชุมชนอย่างเป็นระบบเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติร่วมกัน
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากกรณีของลุงหน่อแอะและชุมชนบ้านบางกลอยนี้ เป็นภาพสะท้อนของคำถามสำคัญที่ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถให้คำตอบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่า บนผืนดินบริเวณที่เรียกว่า "ใจแผ่นดิน" ฝ่ายใดเป็นผู้เข้ามาก่อนกันอย่างแท้จริง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในหลักฐานและชุดข้อมูลของตนเอง
ฝั่งภาครัฐยึดถือเอกสารสิทธิ์ ลำดับตรากฎหมายป่าไม้ และหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดิน ขณะที่ฝั่งชุมชนชาติพันธุ์ยึดถือประวัติศาสตร์บอกเล่า ร่องรอยวิถีชีวิตดั้งเดิม และสิทธิ์ในฐานะมนุษย์ที่เติบโตมาพร้อมกับผืนป่า
ปรากฏการณ์ความกระทบกระทั่งระหว่าง "หลักเกณฑ์ทางกฎหมาย" และ "หลักความเชื่อทางวัฒนธรรม" นี้ จึงยังคงเปรียบเสมือนเส้นขนานสองเส้นที่ทอดตัวยาวไกลเคียงคู่กันไปในสังคมไทย โดยที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถเบนเข็มเข้าหากันเพื่อบรรจบเป็นทางออกร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้
อ่านข่าวอื่น :
ยอดตายแผ่นดินไหว 7.8 ฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 19 คน ยกเลิกเตือนสึนามิ
คิม จองอึน ต้อนรับยิ่งใหญ่ สี จิ้นผิง เยือนเปียงยางในรอบ 7 ปี
"โฮมสคูล" การศึกษาตามมาตรา 12 เด็กบ้านเรียนยังไม่ได้ นม และ วัคซีน