โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “พาราเทกซ์” (Paratext) นวัตกรรมเสริมการตีความ ให้เรื่องเล่าไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง

นิตยสารคิด

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 19.35 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2568 เวลา 19.35 น.
paratext-cover

“เรื่องเล่า” เป็นหนึ่งในสิ่งที่ติดอยู่ในกรรมพันธุ์ของมนุษยชาติมายาวนานตั้งแต่อดีต ชาวเซเปียนอย่างเรา ๆ หลงใหลกับทั้งการเล่า การฟัง การอ่าน และการเห็นเรื่องราวผ่านสื่อต่าง ๆ ธรรมชาติของคนเราหลังจากรับสารแล้ว ก็มักชอบที่จะ “ตีความ” สารนั้น ๆ เสมอ โดยสื่อชนิดที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างยาวนานและรุ่มรวยไปด้วยสารที่สามารถตีความได้มหาศาลก็คือ “หนังสือ”

หนังสือเป็นรูปธรรมหนึ่งของเรื่องเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้เราสามารถจับสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่บรรจุ “ตัวบท” (Text) อันหลากหลายแนวเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าตัวบทเหล่านี้ก็คือสารสำคัญที่นักเขียนผู้บรรจงรังสรรค์ต้องการถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน โดยมีทั้งประเภทสารคดี (Non-Fiction) และบันเทิงคดี (Fiction) ทั้งสองแนวต่างก็มีเสน่ห์ของการรับสารและการตีความที่ต่างกันออกไป

ถึงแม้ตัวบทดูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับหนังสือเล่มหนึ่ง ๆ ที่จะทำให้บุคคลหนึ่ง ๆ เลือกซื้อเลือกเสพ แต่จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในฐานะนักอ่านผู้รับสารผ่านหนังสือที่เป็น “เล่ม ๆ” อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมการขายก็คือ “องค์ประกอบอื่นนอกเหนือตัวบท” เรามักจะเคยได้ยินคำพูดทำนองว่า “เลือกซื้อเล่มนี้เพราะปก” “เล่มนี้ภาพประกอบสวยมาก” ฯลฯ ซึ่งนอกเหนือจากการส่งเสริมในเชิงพาณิชย์แล้ว ในเชิงการสื่อสารนั้น สิ่งเหล่านี้ยังมีความสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการตีความตัวบทให้น่าสนใจมากยิ่งด้วย โดยในแวดวงวรรณกรรมศึกษาจะมีชื่อเรียกองค์ประกอบรอบ ๆ ตัวบทนี้ว่า “บริบท” หรือ “พาราเท็กซ์” (Paratext)

พาราเท็กซ์: เพราะหีบห่อเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อมองไปยังอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์นั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกเหนือจากการคัดสรรต้นฉบับของกองบรรณาธิการว่าเรื่องใดเหมาะสมกับการนำมาตีพิมพ์เพื่อสร้างผลกำไรให้แก่สำนักพิมพ์แล้วนั้น กระบวนการผลิตทั้งงานศิลปกรรมและการพิมพ์ที่จะสร้าง “หีบห่อ” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งเช่นกันที่ผลักดันให้หนังสือได้อยู่ในสายตาของนักอ่าน พาราเท็กซ์ในยุคแรกเริ่ม จึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์เช่นนี้

คำว่า พาราเท็กซ์ ได้รับการใช้ครั้งแรกในแวดวงวรรณกรรมศึกษาของฝรั่งเศส โดยเฌราร์ เกเนิตต์ (Gérard Genette) นักทฤษฎีวรรณกรรม ซึ่งเขาอธิบายถึงพาราเท็กซ์อย่างกว้าง ๆ ไว้ว่า พาราเท็กซ์นั้นเป็นเสมือน “ธรณีประตู” (Threshold) ระหว่างภายในและภายนอกตัวบท กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่จะสร้างความเข้าใจเบื้องต้นของตัวบทนั้น ๆ เพื่อที่ผู้อ่านจะไม่เข้าใจตัวบทนั้นผิดพลาดหรือผิดจากที่คาดไว้นัก ให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ ก่อนที่จะเข้าถึงตัวบทก็จะมีรายละเอียดของชื่อเรื่อง หรือส่วนของคำนำที่จะทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับตัวบทนั้น ๆ ก่อน

แล้วอะไรบ้างคือพาราเท็กซ์ นิยามของพาราเท็กซ์นั้นขยายขอบเขตอย่างกว้างขวางตามพัฒนาการประวัติศาสตร์หนังสือ องค์ประกอบตั้งแต่หน้าปก สันหนังสือ ขอบกระดาษรอบ ๆ หนังสือ ภาพประกอบภายในเล่ม เชิงอรรถ ดัชนี ฯลฯ เรียกได้ว่าอะไรที่อยู่นอกเหนือตัวบทและอยู่ “รอบ ๆ” ตัวบท สิ่งนั้นสามารถถูกนิยามว่าเป็นพาราเท็กซ์ได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ในยุคแรกเริ่มของการผลิตหนังสือที่ยังเป็นการคัดลอกโดยลายมือนั้น พาราเท็กซ์ยังค่อนข้างมีเทคนิคการทำที่จำกัดและยังไม่แพร่หลายมากนัก เช่น ในยุคเริ่มต้น การมีหนังสือของอารยธรรมกรีกโรมันหรือจีนนั้น เทคนิคของพาราเท็กซ์ก็ยังจำกัดอยู่เฉพาะแค่ลักษณะของลายมือ การวาดภาพประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือที่นิยมทำในหนังสือสมัยช่วงยุคกลางก็คือ การวาดภาพตรงขอบด้านข้างของหนังสือ ซึ่งผู้อ่านจะสามารถเห็นภาพนี้สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อหนังสือถูกปิดอยู่และมองจากด้านข้างเท่านั้น หรือถ้าในปัจจุบันที่จะเห็นภาพได้ชัดเจนหน่อยก็คือ หนังสือวรรณกรรมคลาสสิกของสำนักพิมพ์เพนกวินที่นำฟอยล์ทองมาตกแต่งรอบ ๆ ขอบของหนังสือ หรือการใช้เทคนิคสเปรย์เอดจ์ (Spray Edge) พ่นสีขอบหนังสือให้เกิดลวดลายต่าง ๆ ขึ้นมา

การวาดภาพที่ขอบหนังสือ
(Special Collections Department / Wikimedia Commons)

จนล่วงเข้าทศวรรษ 1440-1450 หลังจากที่แท่นพิมพ์กูเทินแบร์ค (Gutenberg) เกิดขึ้น การทำหนังสือจากเดิมที่คัดลอกด้วยลายมือก็เปลี่ยนมาเป็นเครื่องเรียงพิมพ์ ทำให้หนังสือเล่มหนึ่ง ๆ แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเทคนิคของพาราเท็กซ์ที่ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เช่น เทคนิคการทำภาพประกอบ จากเดิมที่ต้องลงแรงและเวลาวาดด้วยมือ ก็มีการคัดลอกลงแท่นพิมพ์ที่ทำจากไม้ และภาพดังกล่าวก็สามารถนำมาพิมพ์ลงกระดาษได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม จากสายธารประวัติศาสตร์หนังสือข้างต้นนี้ พาราเท็กซ์ดูจะมีหน้าที่เป็นเพียงหีบห่อสำหรับจูงใจผู้อ่านให้เลือกซื้อ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว พาราเท็กซ์ในงานวรรณกรรมสมัยใหม่มีหน้าที่อันสะท้อนนัยความหมายที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ทำให้ประสบการณ์การอ่านตีความของผู้อ่านขยายขอบเขตกว้างขึ้นเช่นกัน

งานเขียนหลังสมัยใหม่: การผสานการตีความระหว่างตัวบทกับพาราเท็กซ์
สิ่งที่อยากชี้ชวนให้เห็นเกี่ยวกับพาราเท็กซ์ต่อไปก็คือ การทำงานสอดประสานกันระหว่างตัวบทกับพาราเท็กซ์ ด้วยจากข้างต้นอาจเห็นความสำคัญของพาราเท็กซ์ที่ดูน้อยนิด แต่ในทางวรรณกรรมศึกษานั้น พาราเท็กซ์เองกลายเป็นหนึ่งในกลวิธีที่นักเขียนผู้สร้างสรรค์ผลงานนำมาใช้สื่อสารกับผู้อ่าน และพาราเท็กซ์เองก็สามารถอ่านตีความได้ไม่ต่างจากเท็กซ์หรือตัวบท

งานวรรณกรรมแบบคตินิยมหลังสมัยใหม่ (Post Modernism) เป็นกระแสทางวรรณกรรมที่ตื่นตัวช่วงทศวรรษ 1960 ในโลกตะวันตก โดยแต่เดิมนั้นมีการเกิดขึ้นของวรรณกรรมคติสมัยใหม่ (Modernism) ที่มุ่งโต้กลับแนวคิดแบบสัจนิยมที่มองว่า วรรณกรรมสามารถถ่ายทอดความเป็นจริงได้ แต่คติสมัยใหม่เชื่อว่าวรรณกรรมคือการเล่นของภาษา ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของการนำเสนอแบบอัตวิสัย วิธีการนำเสนอวรรณกรรมในคติสมัยใหม่ จึงเน้นกลวิธีแบบกระแสสำนึกที่มองว่าสามารถสื่อสารความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงมาอย่างปัจเจกได้ดีกว่า ทว่าในคตินิยมหลังสมัยใหม่นั้นกลับมองลึกลงไปกว่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่าตัวภาษาที่นำเสนอเอง ก็สามารถถูกบิดเบือนและเกิดเป็นข้อจำกัดของการนำเสนอความจริงได้

งานวรรณกรรมคตินิยมหลังสมัยใหม่จึงมุ่งเน้นให้เห็นความพร่าเลือนระหว่างโลกวรรณกรรมกับโลกความเป็นจริง โดยพยายามเปิดโปงให้เห็นถึงสำนึกของการเป็นเรื่องแต่ง เช่น การให้ผู้เล่าเรื่องบอกกับผู้อ่านตรง ๆ เลยว่าเรากำลังอ่านเรื่องแต่งอยู่ หรืออีกกลวิธีหนึ่งที่ใช้คือการเล่นกับรูปแบบการนำเสนอ โดยพาราเท็กซ์ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่นักเขียนนำมาใช้ ในบริบทของวงวรรณกรรมไทยนั้น มีงานเขียนแนวทดลองที่นำเสนอคตินิยมหลังสมัยใหม่ผ่านการใช้พาราเท็กซ์อย่างน่าสนใจในช่วงทศวรรษปลายทศวรรษ 1980-1990

นักเขียนไทยคนหนึ่งที่ใช้พาราเท็กซ์มาสนับสนุนการนำเสนอแนวคิดของเรื่องได้อย่างน่าสนใจคือ “วินทร์ เลียววาริณ” โดยในเรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ช่อการะเกด ช่วง พ.ศ.2535 เป็นเรื่องสั้นที่เล่าถึงตัวละครหนึ่งที่เสาะหาสัจธรรมระหว่างความดีกับความเลว โดยเทคนิคที่วินทร์ใช้กับพาราเท็กซ์คือ การแบ่งคอลัมน์ซ้ายขวาและปูพื้นกระดาษด้านหนึ่งเป็นสีดำ ส่วนอีกด้านเป็นกระดาษขาวปกติ โดยทั้งสองคอลัมน์จะเล่าถึงตัวละครเดียวกันที่อยู่ในต่างสถานที่ต่างเวลา ด้านสีดำตัวละครจะอยู่ในอาบอบนวด ส่วนสีขาวตัวละครจะบวชเป็นพระอยู่ในวัด นัยหนึ่งของการเล่นกราฟิกเช่นนี้ ก็ช่วยส่งเสริมและตอกย้ำการแบ่งความดีความชั่วด้วยสีให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ธีมการเปรียบเทียบระหว่างฝั่งโลกีย-นิพพาน กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมานั่นเอง

หรือผลงานวรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่งที่นำการใช้พาราเท็กซ์มาเสริมประสบการณ์การอ่านได้อย่างน่าสนใจคือนิยายเรื่อง ร่างของปรารถนา โดย อุทิศ เหมะมูล นิยายอีโรติกที่นำเสนอความกระเหี้ยนกระหือรือในเพศรสของมนุษย์โดยไม่สนใจเส้นของศีลธรรม ด้วยความที่อุทิศเป็นทั้งนักเขียนและนักวาด เขาจึงได้วาดเรือนร่างแสนอีโรติกมาประกอบโดยตีพิมพ์เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ ภาพร่างของปรารถนา

การใช้กราฟิกสีปูพื้นในเรื่องสั้น “โลกีย-นิพพาน” ของวินทร์ เลียววาริณ
(บรรณรต แสงทอง)

ทั้งนี้ ในส่วนของนิยาย เขาได้นำภาพผู้หญิงเปลือยไปลดทอนจนกลายเป็น “ฟอนต์” ที่นำมาใช้ทั้งบนหน้าปกรวมถึงใช้สอดแทรกระหว่างเนื้อหาด้วย โดยในเนื้อหาจะเลือกใช้กับคำที่ตีตราว่าความรู้สึกปรารถนาทางเพศของมนุษย์เป็นเรื่องแง่ลบตามเส้นศีลธรรม เช่น คำว่ากิเลส ตัณหา ความใคร่ เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นฟอนต์ดังกล่าว โดยอุทิศเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การจงใจใช้ฟอนต์เช่นนี้ ก็เพื่อทำให้คำเหล่านี้กลายเป็นอื่น เพราะในพื้นที่ของหนังสือนี้ ความปรารถนาของมนุษย์เป็นสิ่งธรรมดาและไม่ถูกตัดสิน ดังนั้นคำที่เหมือนจะให้ประจุลบกับความรู้สึกทางเพศรสของมนุษย์จึงถูกทำให้กลายเป็นอื่นไป พาราเท็กซ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของนิยายเล่มนี้คือ ก่อนที่เราจะเริ่มอ่าน จำเป็นจะต้องฉีกหนังสือเล่มนี้ออก ฉีกให้ขาดเพื่อจะเปิดหนังสืออ่านได้ ประสบการณ์ตรงนี้ ผู้อ่านจะทำได้ครั้งเดียวก่อนเริ่ม ซึ่งหากตีความต่อไปแล้ว ก็คงไม่ต่างจากการทำลายพรหมจรรย์ของหนังสือเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

นิยายเรื่อง ร่างของปรารถนา ของอุทิศ เหมะมูล
(goodreads)

วรรณกรรมไทยร่วมสมัยอีกเล่มหนึ่งที่ใช้พาราเท็กซ์ได้อย่างชาญฉลาดและส่งเสริมการตีความของหนังสือได้ดียิ่งขึ้นคือ รวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า หลงยุคหลุดสมัย ฉบับครบรอบสามสิบปี โดย วัน รมณีย์ ที่เรื่องสั้นแต่ละเรื่องเต็มไปด้วยน้ำเสียงแดกดันสภาพสังคมไทยในหลากหลายประเด็น เป็นเรื่องสั้นอีกชุดหนึ่งที่นำพาราเท็กซ์มาเล่นในหลายจุด ตั้งแต่เปิดหน้าแรกที่ยกโควตออกมาดักทางผู้อ่านว่า “โควทเท่ ๆ ไว้ถ่ายเป็นภาพนิ่งลง IG หรือภาพเคลื่อนไหวประกอบเพลงสั้น ๆ ลง TikTok เพื่อบ่งบอกรสนิยมของฉัน หนังสือใครซื้อมาอ่านกัน เขาซื้อมาถ่ายโควททั้งนั้นแหละ” เท่านี้ก็แดกดันรสนิยมนักอ่านไทยในปัจจุบันได้หนึ่งฮาแล้ว

อีกส่วนที่พาราเท็กซ์ทำงานส่งเสริมตัวบทได้อย่างดีคือ การตั้งชื่อเรื่องว่า ฉบับครบรอบสามสิบปี และการลงปีพิมพ์ในหน้าข้อมูลของหนังสือว่า “พิมพ์เมื่อ ธันวาคม 2595” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหนังสือเล่มนี้ออกจำหน่ายใน พ.ศ. 2565 นัยหนึ่งที่พาราเท็กซ์กำลังสื่อสารกับเราคือ “หนังสือเล่มนี้มาจากอนาคตเช่นนั้นหรือ” ทว่านัยที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นเมื่ออ่านเรื่องสั้นทุกเรื่องจบแล้วคือ เรื่องเหล่านี้นำเสนอปัญหาที่เราพบเจอได้ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน (ทศวรรษ 2560) หนังสือเล่มนี้จึงทำให้ขำขื่นได้ว่า อีกสามสิบกว่าปีข้างหน้า ประเทศไทยก็ยังคงย่ำอยู่กับเรื่องแบบนี้นั่นเอง

กลวิธีการเล่นกับพาราเท็กซ์ในรวมเรื่องสั้น หลงยุคหลุดสมัย ฉบับครบรอบสามสิบปี ของวัน รมณีย์
(บรรณรต แสงทอง)

กลวิธีการเล่นกับพาราเท็กซ์ในรวมเรื่องสั้น หลงยุคหลุดสมัย ฉบับครบรอบสามสิบปี ของวัน รมณีย์
(บรรณรต แสงทอง)

กลวิธีการเล่นกับพาราเท็กซ์ในรวมเรื่องสั้น หลงยุคหลุดสมัย ฉบับครบรอบสามสิบปี ของวัน รมณีย์
(บรรณรต แสงทอง)

คำพูดหนึ่งที่สามารถสรุปทุกอย่างเกี่ยวกับพาราเท็กซ์ได้อย่างน่าสนใจ เป็นคำพูดของเฌราร์ เกเนิตต์ ผู้ที่นิยามคำว่าพาราเท็กซ์ โดยเขาบอกว่า “ตัวบทที่ปราศจาพาราเท็กซ์ก็ไม่ต่างอะไรกับช้างที่ปราศจากควาญช้าง” ขณะเดียวกัน “พาราเท็กซ์ที่ปราศจากตัวบทก็ไม่ต่างอะไรกับควาญที่ไม่มีช้างให้บังคับ” ทั้งสององค์ประกอบนี้สอดประสานและทำงานส่งเสริมกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในงานเขียนสมัยใหม่ที่มีนวัตกรรมการพิมพ์มากขึ้น พาราเท็กซ์จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับงานสร้างสรรค์ และกลายเป็นอีกหนึ่ง “ตัวบท” ที่รอนักอ่านตีความให้กว้างขวางยิ่งขึ้นไป

ที่มา : บทความ “How We Sell Stories: A Brief History of Paratext” โดย R. Nassor
บทความ “Paratextuality And The Lost Urtext” โดย Anthony Enns
บทความ “ชำแหละ (ก่อนอ่าน) ‘ร่างของปรารถนา’ กับ อุทิศ เหมะมูล” โดย พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล
บทความ “เปลือยเบื้องหลัง ‘ฟอนต์ปรารถนา’ : ตัวอักษรประกอบหนังสือ ร่างของปรารถนา” โดย พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์
บทความ “วงวรรณกรรมไทยในกระแสหลังสมัยใหม่ (ตอนที่ 1)” โดย เสาวณิต จุลวงศ์ จาก วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับ ต.ค.-ธ.ค. 2556
หนังสือ "หลงยุคหลุดสมัย" โดย วัน รมณีย์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

กรุงเทพธุรกิจ

รัชกาลที่ 2 "บาดหมาง" สมเด็จพระอมรินทราฯ พระราชมารดา ถึงขั้น "วิวาทกันบ่อยๆ"

ศิลปวัฒนธรรม

Stateside ติด Top 10 ชาร์ต Spotify ครั้งแรก หลังถูกนำไปประกอบโชว์ไอซ์สเกตของ Alysa Liu

THE STANDARD

ทำไมกลิ่นถึงปลุกความทรงจำได้ รู้จักปรากฏการณ์ Proustian Moment เมื่อกลิ่นพาวันเวลาแห่งอดีตกลับมาอีกครั้ง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

เผยภาพ “เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว” บนดาวอังคาร หลักฐานสำคัญชี้ทิศทางลมและการเคลื่อนที่ของผืนทรายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

SPACEMAN

“หลวงพ่อโต” ชื่อเรียกสุดฮิต นิยมใช้เรียก “พระพุทธรูป” ของไทย มีที่ไหนบ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...