โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ไฟไหม้ใหญ่เป็นประจำติดลำดับต้นทุกปี รอยไหม้ดาวเทียมคำนวนออกมาอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 แสนไร่ สถิติเมื่อปี 2567 ปายมีรอยไหม้เป็นพื้นที่มากที่สุด 255,042 ไร่ รองลงมาคืออำเภอเมือง 227,691 และแม่สะเรียง 211,420 ไร่

อันที่จริงขนาดการไหม้เกิน 1 แสนไร่ สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นพื้นที่ไฟแปลงใหญ่ผลกระทบสูงอยู่แล้ว แต่แม่ฮ่องสอนมีความรุนแรงของสถานการณ์ไฟป่ามากที่สุดเป็นลำดับแรกของประเทศ ทุกอำเภอยกเว้นปางมะผ้าไหม้เกิน 1 แสนไร่ แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในเขตป่าด้วย เพราะแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ป่ามากถึง 86% มีพื้นที่ราบเป็นเอกสารสิทธิ์นิดเดียว แถมประชากรยากจน ป่าคือแหล่งหากิน หาของป่า และใช้ไฟในป่าเป็นวิถี

ประเด็นที่จะนำเสนอก็คือ เมื่อฤดูไฟปี 2568 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เมืองปาย เมื่อสามารถลดการไหม้ลงเหลือแค่ 97,880 ไร่ ตัวเลขนี้อาจจะมากสำหรับพื้นที่อื่น แต่สำหรับปายที่ไม่เคยต่ำกว่า 2.5 แสน บางปีที่แล้งมากเช่นปี 2563 เคยไหม้มากถึง 397,925 ไร่ ซึ่งมากที่สุดเป็นลำดับสองของประเทศ เป็นรองจากอำเภอสามเงาป่าเหนือเขื่อนเท่านั้น

อ.ปาย ลดไฟป่าได้สำเร็จ จากความร่วมมือคนท้องถิ่น

ปี 2568 ที่พบว่ารอยไหม้ต่ำกว่าแสนไร่ ถือเป็นสถิติใหม่ในรอบเกือบสิบปี นี่เป็นผลมาจากปฏิบัติการของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนท.ฝ่ายป่า ร่วมกับ กลไกท้องที่+ท้องถิ่น อันมี อบต.เมืองแปง (ท้องถิ่น) และกำนันผู้ใหญ่บ้าน (ท้องที่) อย่างจริงจัง

ที่ขีดเส้นใต้คำว่า อย่างจริงจัง เพราะโดยทั่วไปการดับไฟป่าในภาคเหนือ ศูนย์อำเภอมักจะใช้งานองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่เสมอๆ แต่ที่เมืองปายแตกต่างตรงที่ จังหวัดโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเดินทางลงพื้นที่ทำความตกลงกับผู้นำท้องที่-ท้องถิ่นล่วงหน้า เพื่อจะลดสถิติแชมป์ไฟไหม้ลงให้ได้ ถึงขนาดว่ามีการสำรวจจุดอ่อนตามแนวป่ากินนอนในป่าร่วมกัน แสดงความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย

ไม่เพียงเท่านั้น จังหวัดยังมีการเจรจาอุดหนุนช่วยความต้องการของท้องถิ่น เช่น หางบประมาณทำถนนที่ค้างอยู่ เป็นต้น การดับไฟจึงไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่เป็นการประสานความร่วมมือในเชิงปกครอง แก้ปัญหาด้านการพัฒนาพื้นที่พร้อมไปด้วย

กลไกท้องที่+ท้องถิ่น ที่ตำบลเมืองแปง กลายเป็นศูนย์กลางของการบัญชาการดับไฟในฤดูแล้งปี 2568 ที่ผ่านมา แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถานีไฟป่า เขตรักษาพันธุ์ หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำกันเอง

อบต.เมืองแปง ไม่เคยได้รับงบประมาณอุดหนุนด้านไฟป่า ทางจังหวัดจัดการให้มีงบประมาณลงไป ทำให้สามารถทำงานได้ เรื่องนี้เป็นปัญหาในภาพรวมเพราะกรมป่าไม้ได้ถ่ายโอนภารกิจให้ อปท.ทั่วประเทศนานแล้ว แต่ อปท.ไม่ได้งบประมาณจริง ต่อให้ได้ก็ไม่พอ หรือไม่ตรงความต้องการ งบประมาณท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยความสำเร็จที่มองข้ามไม่ได้

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่-อาสาสมัคร มุ่งดับไฟ แต่ชุมชนก็ปรับพฤติกรรมด้วย

ความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง-ฝ่ายป่า-และท้องที่ท้องถิ่นที่ปาย ลงลึกไปถึงพฤติกรรมของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านด้วยกันย่อมรู้ว่า ใครมีพฤติกรรมเข้าป่า หาของป่า ล่าสัตว์หรือใช้ไฟ การพูดคุยจัดการกันเองของชาวบ้านได้ผลในระดับสำคัญ แม้จะมีบางบ้าน บางหมู่ ที่ไม่ยอมคุยและมีไฟป่าเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็เฉพาะหย่อมพื้นที่

มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านเองบางส่วนยังอยากจะใช้ไฟเพื่อเผาดอยละแวกบ้านเพราะทุกปีใช้ไฟเผาและมีเห็ดออกในฤดูฝน เมื่อปีที่ผ่านมา มีการขอร้องงดเผา หากจะเผาต้องทำแนวกันไฟและควบคุมให้ดับจบ ชาวบ้านจึงงดเผาในปีนั้น แต่ขอเผาในปีนี้ ด้วยการทำแนวและดับจบ ..นี่คือการต่อรองที่เป็นพัฒนาการของระบบการแก้ปัญหาแบบเปิดหน้าคุย เข้าใจความต้องการพื้นที่

การลดขนาดการไหม้ และทยอยเกิดไฟในเขตพื้นที่ตอนล่างต้นลมเข้าแอ่งปาย ที่เป็นชุมชนท่องเที่ยวได้สร้างบรรยากาศใหม่ขึ้นมา ภาคธุรกิจเอกชนและชาวบ้านในตัวเมืองปาย ที่ประสบปัญหาเจอะมลพิษฝุ่นควันขนาดหนักในทุกฤดูแล้ง ได้เริ่มมองเห็นความหวังขึ้นมาอีกครั้ง !

ปัญหา PM2.5 ความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจท่องเที่ยวเมืองปาย

หลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจท่องเที่ยวพยายามเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหาฝุ่นควัน เมืองปายภาวะมลพิษ PM2.5 มาเร็วมาก แค่เดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มกระทบแล้ว มูลค่าความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจประเมินไม่ได้ มีเรื่องเล่าว่าลูกค้าเช็คอินเข้าพักได้คืนเดียวก็คืนห้องหนี รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยแบบลองสเตย์เปลี่ยนไปหาที่พักใหม่

ภาคท่องเที่ยวและคนในเมือง จึงกลายเป็นคนละพวก คนละกลุ่มกับชาวบ้านรอบนอกในป่าที่เป็นผู้จุดไฟเผา ไม่เชื่อถือหากมีการร้องขอการสนับสนุนเพราะผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่ได้

แต่ผลลัพธ์และปฏิบัติการร่วมอย่างเอาจริงเอาจัง ปลุกให้คนในเมืองและภาคธุรกิจกลับมาเชื่อมั่นในกลไกของรัฐ และมองเห็นความเอาจริงเอาจังน่าเชื่อถือของประชาชนในเขตป่า ทีนี้คนในเมืองก็เริ่มขยับเข้ามาสนับสนุน ล่าสุด กลุ่มนักธุรกิจและชาวต่างชาติในเมืองปายได้จัดงานแสดงดนตรี เพื่อระดมทุนสนับสนุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ให้กับฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ และท้องที่+ท้องถิ่น ที่เป็นแนวหน้าดับไฟป่ามูลค่าหลายแสนบาท

นอกจากนั้นคนรุ่นหนุ่มสาวในเมืองที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ก็อาสาช่วย จนท.ทำวอร์รูม ฐานข้อมูล แดชบอร์ด เพื่อจะสื่อสารให้กับชุมชน ผ่านเพจ Pai Fahsai ปายฟ้าใส เป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐ ภาคชาวบ้านในป่า และคนในชุมชนเมืองภาคท่องเที่ยว

ดับไฟป่าเมืองปาย: การยกระดับกลไกปฏิบัติระดับภาคประชาชน

เมื่อคนในเมืองประกาศสนับสนุนระดมความช่วยเหลือมา ฝ่ายภาคชาวบ้านในเขตป่าก็มีคำสัญญาเป็น MOU ตอบกลับไปว่า จะปกป้องไม่ให้ได้เกิดไฟป่าและปัญหาฝุ่นควัน มีการสร้างระเบียบเป็นกฎชุมชนขึ้นมาเช่น ใครเข้าป่าต้องขออนุญาต ใครทำไฟลามจากไร่เข้าป่าต้องเสียค่าปรับ ฯลฯ ยกระดับการจัดการในชุมชนขึ้นมา

เหตุการณ์ที่เมืองปาย เป็นกรณีตัวอย่างของการยกระดับกลไกปฏิบัติการที่ดึงบทบาทของชุมชน+ท้องที่+ท้องถิ่น เข้ามาเป็นแกนหลักของการแก้ปัญหา แทนที่จนท.ดับไฟ หรือ จนท.ป่าไม้ แบบเดิม โดยภาครัฐเปิดมุมมองเข้าใจความต้องการของฝ่ายชาวบ้านในป่าที่บางส่วนยังต้องใช้ไฟ มีการเจรจาเพื่อจัดการบริหารไฟไม่ให้เกิดผลกระทบ และขีดพื้นที่ป้องกันอย่างเข้มงวดร่วมกัน

การทำให้กลุ่มประชาชนผู้รับผลกระทบ กล่าวคือ ภาคท่องเที่ยวและคนในเมือง กับ ชาวบ้านรอบนอกที่ใช้ไฟเผาเข้าใจกันและกันเป็นเรื่องยาก เมืองปายกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการทำให้ทุกฝ่าย มองเป้าหมายลดไฟป่าลงมาให้เหลือแค่ที่จำเป็นที่สุดที่ก้าวหน้ามาก

ฤดูฝุ่นนี้จะเป็นด่านชี้วัดสำคัญว่าจะสำเร็จได้ในระดับไหน หากสำเร็จคือลดไฟและผลกระทบได้ไม่น้อยกว่าเดิม ปฏิบัติการที่เมืองปายจะเป็นตัวแบบสำเร็จให้กับพื้นที่วิกฤติมลพิษฝุ่นควันไฟป่าในพื้นที่อื่นๆ ได้เลย

……………………………………

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...