เผยภาพ “เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว” บนดาวอังคาร หลักฐานสำคัญชี้ทิศทางลมและการเคลื่อนที่ของผืนทรายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
เมื่อพูดถึงดาวอังคาร หลายคนอาจจินตนาการถึงดาวเคราะห์สีแดงที่แห้งแล้งและนิ่งสงบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สภาพภูมิประเทศของดาวเคราะห์เพื่อนบ้านของเรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดกล้องโทรทรรศน์ความละเอียดสูงไฮไรส์ (HiRISE) ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานสำรวจดาวอังคาร ได้เผยให้เห็นภาพความงดงามทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง นั่นคือกลุ่มของเนินทรายจำนวนมากที่มีรูปทรงโค้งยาวคล้ายพระจันทร์เสี้ยว หรือที่ในทางธรณีวิทยาเรียกว่า "เนินทรายบาร์คาน" (Barchan Dunes) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสวยงามทางศิลปะของธรรมชาติ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงกระบวนการทางอุตุนิยมวิทยาบนดาวอังคารได้ดียิ่งขึ้น
ลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นของเนินทรายบาร์คานเหล่านี้ เกิดจากการกระทำของกระแสลมที่พัดไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนทำให้กองทรายก่อตัวเป็นรูปทรงโค้งมนที่สวยงาม หากสังเกตจากภาพที่ปรากฏ จะพบว่าการจัดวางตัวของเนินทรายเหล่านี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถระบุทิศทางของลมประจำถิ่นในบริเวณนั้นได้อย่างแม่นยำ โดยลมได้พัดจากทางด้านขวาไปซ้าย หรือจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
กลไกการก่อตัวและการเคลื่อนที่ของเนินทรายเหล่านี้มีความซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยกระแสลมจะพัดพาเม็ดทรายให้เคลื่อนที่ไต่ระดับขึ้นไปตามความลาดชันของเนินทรายด้านที่ยาวกว่า ซึ่งเป็นด้านที่รับลม การเคลื่อนที่ของเม็ดทรายในลักษณะนี้ทำให้เกิดลวดลายเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ (Ripples) ปรากฏอยู่บนพื้นผิวของความลาดชันด้านนี้ เมื่อเม็ดทรายถูกพัดพาขึ้นไปจนถึงยอดเนิน มันจะร่วงหล่นลงมาทางด้านหลังซึ่งมีความลาดชันมากกว่าและสั้นกว่า ส่งผลให้ด้านหลังของเนินทรายมีลักษณะเรียบเนียนและปราศจากลวดลายระลอกคลื่น แตกต่างจากด้านหน้าอย่างชัดเจน
กระบวนการพัดพาและร่วงหล่นของเม็ดทรายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้เอง คือกลไกสำคัญที่ทำให้เนินทรายไม่ได้ตั้งอยู่นิ่งกับที่ แต่จะมีการเคลื่อนตัวหรืออพยพไปตามทิศทางลมอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป การค้นพบและทำความเข้าใจพฤติกรรมของเนินทรายเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันช่วยยืนยันว่าดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีพลวัต มีกระบวนการทางธรณีวิทยาและสภาพอากาศที่ยังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากทะเลทรายบนโลกของเรา
- ข้อมูลและภาพประกอบ: NASA/JPL-Caltech/University of Arizona