โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ปูมหลังขัดแย้ง 46 ปี! จุดแตกหักมิตรรักสู่ศัตรู "อิสราเอล-อิหร่าน"

Thai PBS

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.24 น. • Thai PBS
เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล มีความผันผวนซับซ้อนเกินกว่าโลกจินตนาการได้ จากยุคที่ทั้งสองเป็นเหมือนพันธมิตรลับทำงานร่วมกัน กระทั่งการปฏิวัติครั้งใหญ่ ได้จุดชนวนความเกลียดชังที่หยั่งรากลึก นำมาซึ่งความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง จากอดีตที่เคยเป็นมิตรที่ร่วมมือกันอย่างลับ ๆ สู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและเปิดเผยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ซึ่งเปลี่ยนอิหร่านให้กลายเป็นปฏิปักษ์ทางอุดมการณ์ของอิสราเอลอย่างถาวร ความตึงเครียดนี้ได้ขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จากสงครามตัวแทน สู่ปฏิบัติการลับ และในที่สุดก็ปะทุขึ้นเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าที่เคย และนี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์อิหร่าน-อิสราเอล จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ก่อนปี 1979 เพื่อนสนิทที่ปิดบัง

ย้อนกลับไปก่อนปี 1979 สมัยที่อิหร่านยังอยู่ภายใต้การปกครองของ "พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี" ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและอิสราเอลนั้นเป็นไปด้วยดีและมีความร่วมมือกันอย่างลับ ๆ ทั้งในด้านการค้า การทหาร และแม้แต่การใช้พลังงาน อิหร่านในเวลานั้นคือผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ให้กับอิสราเอล และมีการขนส่งน้ำมันไปยังตลาดยุโรปผ่านท่อส่งน้ำมันร่วมกันที่เชื่อมต่อเมืองเอลัตและอัชเคลอน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือทางทหารและโครงการลับ ๆ มากมาย ตัวอย่างที่สำคัญคือ "โครงการฟลาวเวอร์" (Project Flower) ในช่วงปี 1977-1979 ซึ่งเป็นความพยายามร่วมกันในการพัฒนามิสไซล์รุ่นใหม่ อิสราเอลในยุคของ นายกฯ เดวิด เบน-กูเรียน ได้ดำเนินนโยบายที่เรียกว่า "หลักการปริมณฑล" (Periphery Doctrine) ซึ่งเป็นการแสวงหาความสัมพันธ์กับรัฐที่ไม่ได้เป็นอาหรับที่อยู่ "ขอบนอก" ของตะวันออกกลาง เช่น เอธิโอเปีย ตุรกี และอิหร่าน เพื่อลดการโดดเดี่ยวในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีในระดับรัฐบาล แต่เมื่อสหประชาชาติเสนอแผนแบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์ในปี 1947 อิหร่านก็เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านแผนนี้ เพราะกังวลว่ามันจะนำไปสู่ความรุนแรงที่บานปลายในภูมิภาค พระเจ้าชาห์เองก็คาดการณ์ว่าการแบ่งแยกนี้จะนำไปสู่การต่อสู้กันนานหลายชั่วอายุคน

ปี 1979 จุดที่เปลี่ยนทุกอย่างอย่างสิ้นเชิง

แล้ววันหนึ่ง ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง เมื่อ อยตุลลอฮ์ รูฮอลลอฮ์ โคมัยนี นำการล้มล้างระบอบกษัตริย์ชาห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล

การปฏิวัตินี้เปลี่ยนอิหร่านจากรัฐฆราวาสที่เป็นมิตรกับตะวันตก เป็นสาธารณรัฐอิสลามที่ยึดหลักการปกครองโดยนักบวช (Velayat-e Faqih) โคมัยนีมองว่าระบอบชาห์เป็นหุ่นเชิดของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเขาเรียกว่า "มารร้ายใหญ่" (Great Satan) และอิสราเอลเป็น "มารร้ายเล็ก" หรือ "เนื้อร้าย" (malignant tumor) ที่ต้องกำจัด

ทันทีที่ขึ้นครองอำนาจ รัฐบาลใหม่ของอิหร่านก็ประกาศไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอลในฐานะรัฐ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และความสัมพันธ์อื่น ๆ ทั้งหมด

เหตุผลที่อิหร่านมองอิสราเอลเป็น "เนื้อร้าย" เป็นภัยคุกคามต่อโลกอิสลาม มีเหตุผลหลัก 3 ประการ ได้แก่

  • มุมศาสนา อิหร่านเชื่อว่าการก่อตั้งอิสราเอลในปี 1948 เป็นการยึดครองดินแดนมุสลิม (ปาเลสไตน์) โดยเฉพาะนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม โคมัยนีเรียกอิสราเอลว่า "ระบอบไซออนิสต์" ที่รุกรานและกดขี่ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งขัดต่อหลักความยุติธรรมในอิสลาม
  • มุมการเมือง อิหร่านมองอิสราเอล เป็นตัวแทนของลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกและเป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ในการควบคุมตะวันออกกลาง โคมัยนีเชื่อว่าอิสราเอลถูกใช้เพื่อแบ่งแยกและอ่อนแอชาติอิสลาม
  • อิหร่านต้องการส่งออกอุดมการณ์ปฏิวัติ โดยการโดดเดี่ยวอิสราเอล กลายเป็นเครื่องมือในการปลุกใจมวลชนมุสลิมทั่วโลกให้รวมตัวต่อสู้กับ "ศัตรูร่วม" เขาจึงก่อตั้ง "วันกุดส์" (Quds Day) ในปี 1979 เพื่อประท้วงอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน

ปี 1980-1988 คู่อริมีศัตรูคนเดียวกัน

เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือ ปี 1980-1988 เกิดสงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน แม้จะประกาศเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน แต่ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่านที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 ปี อิสราเอลกลับแอบให้การสนับสนุนอิหร่านอย่างลับ ๆ อิสราเอลมองว่าอิรักภายใต้ "ซัดดัม ฮุสเซน" เป็นภัยคุกคาม และการที่อิหร่านอ่อนแอลงเกินไปก็ไม่ใช่ผลดี

อิสราเอลได้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน รวมถึงปืนต่อต้านรถถัง กระสุนปืนใหญ่ อะไหล่สำหรับเครื่องยนต์รถถังและเครื่องบินรบ เช่น เครื่องบิน F-4 Phantom ที่สหรัฐฯ ผลิต อิหร่านชำระค่าอาวุธเหล่านี้ด้วยน้ำมันที่ส่งไปยังอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังให้การสนับสนุนทางทหารด้วยการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ Osirak ของอิรักใกล้กรุงแบกแดดในปี 1981

1980-2000 ทศวรรษแห่ง "แกนแห่งการต่อต้าน"

ต่อมาอิหร่านเริ่มใช้กลยุทธ์ "การป้องกันแนวหน้า" โดยการสร้างและสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธตัวแทนที่เรียกว่า "แกนแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) เพื่อขยายอิทธิพลและท้าทายอิสราเอลจากภายนอกพรมแดน กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

  • ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ก่อตั้งในเลบานอนต้นทศวรรษ 1980 ด้วยการสนับสนุนจากอิหร่าน กลายเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของอิสราเอลบนพรมแดนทางเหนือ
  • ฮามาส (Hamas) และ กลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ (PIJ) ในฉนวนกาซา
  • กองกำลังติดอาวุธชีอะห์ในอิรักและซีเรีย อิหร่านพยายามสร้างฐานที่มั่นทางทหารในซีเรียเพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตร
  • กลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมน ทำให้อิหร่านสามารถรักษาระยะห่างจากการเผชิญหน้าโดยตรง

2000-2010 ทศวรรษแห่ง "สงครามเงา"

ในช่วงเวลานี้ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลได้กลายเป็น "สงครามเงา" ที่เต็มไปด้วยปฏิบัติการลับ การโจมตีทางไซเบอร์ และการลอบสังหาร

  • โจมตีทางไซเบอร์ ในปี 2010 อิหร่านพบหนอนคอมพิวเตอร์ชื่อ "Stuxnet" ซึ่งเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าพัฒนาโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นาตานซ์ของอิหร่าน การโจมตีนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก และนับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรก
  • ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มีการลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านเกิดขึ้นหลายครั้ง อิหร่านและสื่อตะวันตกเชื่อว่านี่เป็นฝีมือของ "มอสสาด" หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล
  • ขัดขวางการขนส่งอาวุธ อิสราเอลยังคงสกัดกั้นการขนส่งอาวุธของอิหร่านที่มุ่งหน้าไปยังกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ในปี 2014 กองทัพเรืออิสราเอลได้สกัดกั้นเรือบรรทุกสินค้า Klos-C ซึ่งอิสราเอลระบุว่าอิหร่านใช้ในการลักลอบขนส่งจรวดพิสัยไกลไปยังกาซา

ปี 2011 "ซีเรีย" สมรภูมิสำคัญสงครามตัวแทน

เมื่อสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นในปี 2011 ซีเรียก็กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่อิหร่านและอิสราเอลมาเผชิญหน้ากันโดยตรง อิหร่านเข้าหนุนหลังรัฐบาลอัสซาดอย่างเต็มที่ โดยมองว่าซีเรียเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด อิหร่านได้พยายามสร้างฐานทัพถาวรและส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้าไปในซีเรีย โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อจากเตหะรานไปยังดามัสกัสและชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

อิสราเอลมองว่านี่คือภัยคุกคามร้ายแรง และได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ในซีเรียแทบทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านเสริมสร้างกำลังทหารและการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงไปยังฮิซบอลเลาะห์ใกล้ชายแดนอิสราเอล การโจมตีเหล่านี้บางครั้งก็ได้รับการยืนยันจากอิสราเอลอย่างเปิดเผย ซึ่งแตกต่างจากนโยบายเดิมที่มักจะเก็บงำเป็นความลับ

ปี 2023 "สงครามกาซา" ชนวนความรุนแรง

มาถึงปี 2023 เหตุการณ์ก็ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ในวันที่ 7 ต.ค.2023 เหตุการณ์นี้เป็น "โอกาสสำคัญครั้งแรก" ที่อิหร่านได้ท้าทายอิสราเอลในหลายแนวรบ แม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าอิหร่านมีส่วนร่วมในการวางแผนการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. แต่แหล่งข่าวบางแห่งก็ระบุว่าอิหร่านให้ความช่วยเหลือฮามาสในการวางแผนการโจมตีเป็นเวลาหลายสัปดาห์

อิหร่านมองว่าสงครามในกาซาเป็นโอกาสที่จะเพิ่มการประสานงานระหว่างองค์กรก่อการร้ายปาเลสไตน์ ฮามาส และญิฮาดอิสลาม แนวคิด "การหลอมรวมสมรภูมิ" (Convergence of the Arenas) ของอิหร่านถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการป้องปรามอิสราเอลและเพิ่มประสิทธิภาพของกองกำลังต่อต้านอิสราเอลในสงครามในอนาคต ซึ่งรวมถึงฮามาสในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์, ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและซีเรียใต้, กองกำลังติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน สิ่งนี้ทำให้ความกังวลเรื่องสงครามระดับภูมิภาคยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

แล้วกลุ่มฮูตีก็ขยายความขัดแย้งด้วยการยิงมิสไซล์โจมตีดินแดนอิสราเอล นอกจากนี้ ยังมีรายงานการจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามในไซปรัส ซึ่งวางแผนจะโจมตีชาวอิสราเอล และมีการประหารชีวิตสายลับที่ทำงานให้มอสสาดในอิหร่าน

ปี 2024 จากสงครามเงาสู่การเผชิญหน้าโดยตรง

ในที่สุด ความสัมพันธ์ก็ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้น

  • 1 เม.ย. อาคารสถานกงสุลอิหร่านที่อยู่ติดกับสถานทูตอิหร่านในกรุงดามัสกัส ซีเรีย ถูกโจมตีทางอากาศโดยอิสราเอล เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเสียชีวิต 16 คน รวมถึงนายพลโมฮัมหมัด เรซา ซาเฮดี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการอาวุโสของกองกำลังคุดส์ อิสราเอลไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ

  • 13 เม.ย. อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโดรนและมิสไซล์จำนวนมากโจมตีอิสราเอลโดยตรง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การโจมตีนี้กระตุ้นให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในดินแดนอิหร่านในวันที่ 19 เม.ย.

  • 31 ก.ค. ผู้นำทางการเมืองของฮามาส อิสมาอิล ฮานิเยห์ ถูกลอบสังหารในกรุงเตหะราน โดยกองทัพอิสราเอล

  • 27 ก.ย. ฮัสซัน นาสรัลลอฮ์ ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ ก็ถูกสังหารในกรุงเบรุต โดยอิสราเอล อิหร่านถือว่านี่เป็นการข้ามเส้นแบ่งที่สำคัญ

  • 19 ต.ค. อิหร่านยิงมิสไซล์กว่า 180 ลูกโจมตีอิสราเอล เป้าหมายรวมถึงที่พักของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูด้วย

  • 27 ต.ค. อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีระบบป้องกันมิสไซล์ในภูมิภาคอิสฟาฮานของอิหร่าน สื่ออิหร่านรายงานว่าเกิดระเบิดหลายครั้งในเตหะรานและที่ฐานทัพทหารใกล้เคียง

Operation Rising Lion การตอบโต้ครั้งล่าสุด

มิ.ย.2025 อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในอิหร่าน Operation Rising Lion การโจมตีนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โรงงานผลิตมิสไซล์ และผู้นำทางทหาร มีรายงานการเสียชีวิตของนายพลฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชื่อดัง

อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่พื้นที่เทลอาวีฟและเมืองไฮฟาทางตอนเหนือ การโจมตีนี้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันในไฮฟา ทำให้มีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีอาคารสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านในเตหะรานด้วย

โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านคือหัวใจของความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ อิสราเอลเชื่อว่าหากอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ จะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการคงอยู่ของตน อิหร่านยืนกรานว่าโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ เช่น การผลิตพลังงานและการแพทย์ แต่เคยมีคำกล่าวจากผู้นำบางคนว่าอาจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องปราม

อิสราเอลได้ขู่ว่าจะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำอีก

กลุ่มประเทศ P5+1 (สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี) ได้พยายามเจรจาเพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ได้นำไปสู่การระงับปฏิบัติการลับบางอย่างของอิสราเอลเป็นการชั่วคราว แต่การถอนตัวของสหรัฐฯ จากข้อตกลงในปี 2018 ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง กลุ่มล็อบบี้อิสราเอลในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ AIPAC มีอิทธิพลอย่างมากในการผลักดันให้รัฐสภาคองเกรสออกกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่าน และคัดค้านข้อตกลงทางการทูต

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ภูมิภาคตกอยู่ในความไม่มั่นคงอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลว่าความขัดแย้งนี้อาจบานปลายไปสู่สงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ ซึ่งจะดึงดูดมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้อิหร่านเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง "ก่อนที่จะสายเกินไป" ขณะที่ ปธน.มาซูด เปเซชคีอัน ของอิหร่านยังคงยืนยันว่าประเทศตน "ไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์"

แหล่งข้อมูล : Radio New Zealand, Red Lines Crossed: Iran, Israel, and the Global Consequences of Regional War , ABPLive, Aljazeera, Wikipedia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

Flexitarian : อยากลดแต่ไม่อยากเลิกกินเนื้อ เมื่อวิถีพื้นบ้าน สร้างสมดุลอาหารการกิน

18 นาทีที่แล้ว

"กองทัพเรือ" เริ่มฝึกฝีพาย เตรียมจัดขบวนเรือ "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลฎีกายกฟ้อง "อดีต สส.เชียงใหม่" ฟ้อง กกต. เรียกเงิน 70 ล้าน กรณีแจกใบส้ม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภัยร้อน มันร้าย : คนจนเมือง กลุ่มเปราะบางป่วย NCDs ยิ่งเสี่ยง!!

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

สงครามอิหร่านสะเทือน 'ฮังการี' เตรียมแบนส่งออกน้ำมัน

กรุงเทพธุรกิจ

สงครามอิหร่านเขย่าตลาดพลังงาน “เมทานอล” พุ่ง 24% เสี่ยงกระทบไบโอดีเซลเอเชีย

การเงินธนาคาร

สะเทือนโลกกีฬา! 5 นักเตะหญิงอิหร่านขอลี้ภัยในออสเตรเลีย หลังปฏิเสธร้องเพลงชาติ หวั่นถูกลงโทษเมื่อกลับประเทศ

สยามรัฐ

เกิดอะไรขึ้น! พนักงานในต้นสังกัดของ นางเอกดัง ถูกพบเสียชีวิต ท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายภายในบริษัท (ข่าวต่างประเทศ)

News In Thailand

ฑูตอิสราเอล ย้ำเปิดศึกอิหร่านสยบภัยนิวเคลียร์ ปูทางสันติภาพถาวร

ฐานเศรษฐกิจ

อิหร่านประกาศว่าจะต่อสู้ "ตราบเท่าที่จำเป็น" หลังทรัมป์เผยสงครามจะยุติ "ในไม่ช้า"

The Better
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...