โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Flexitarian : อยากลดแต่ไม่อยากเลิกกินเนื้อ เมื่อวิถีพื้นบ้าน สร้างสมดุลอาหารการกิน

Thai PBS

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

บนโต๊ะอาหารของคนเมืองทุกวันนี้ หากลองมองเข้าไปให้ถึงแต่ละจานอย่างตั้งใจ จะพบอาหารที่มี เนื้อสัตว์ เป็นองค์ประกอบหลักของมื้อ หลายเมนูใช้เนื้อสัตว์มากกว่าผักเสียอีก ขณะที่ ผัก หรือ สมุนไพร ซึ่งเคยเป็นหัวใจหลักของสำรับไทย กลับกลายเป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหรือสีสันเท่านั้น

รูปแบบการกินของเราที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบอาหาร สิ่งแวดล้อม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แล้ว อาหารการกิน ไปเชื่อมกับเรื่องที่ว่านี้ได้อย่างไร ? The Active ชวนทำความเข้าใจผ่านเรื่องของ ถั่ว

จุดเริ่มต้นของคำถามเรื่องอาหารและโลก

แนวคิดเรื่องวิถีการกินที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ วิถีการกินแบบ Flexitarian การกินที่เน้นพืชเป็นหลัก แต่ยังมีความยืดหยุ่นในการบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง ไม่ได้เคร่งครัดแบบการกินเจ มังสวิรัติ หรือวีแกน

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป วิถีการกินลักษณะนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะในหลายชุมชนท้องถิ่น รวมถึง กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูง รูปแบบการกินที่หลากหลายและยืดหยุ่นเช่นนี้มีอยู่มานานแล้ว และหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของวิถีอาหารแบบนั้นก็คือ ถั่ว

สำหรับ กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา นักขับเคลื่อนด้านอาหารยั่งยืน และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Food for Change กินเปลี่ยนโลก การตั้งคำถามต่อระบบอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา นักขับเคลื่อนด้านอาหารยั่งยืน และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Food for Change กินเปลี่ยนโลก

เธอเล่าว่า เดิมทีการทำงานของทีมเริ่มจากแนวคิด Good Clean Fair ซึ่งเป็นหลักคิดเรื่อง อาหารที่ดีต่อสุขภาพ สะอาดต่อสิ่งแวดล้อม และ เป็นธรรมต่อทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่คนปลูกจนถึงคนกิน

“อาหารต้องมีโภชนาการ ระบบการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพคนกินคนปลูก และคนในห่วงโซ่อุปทานทุกคนได้ประโยชน์”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

แต่เมื่อประเด็นสภาพภูมิอากาศถูกพูดถึงมากขึ้น ทีมงานก็เริ่มหันมาพูดเรื่อง อาหารกับสิ่งแวดล้อม อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษจากการผลิตอาหาร

หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ เป้าหมายระดับโลกในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

กิ่งกร ยังอธิบายว่า แม้โลกจะพยายามปรับเปลี่ยนระบบพลังงาน เช่น เปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลไปเป็นไฟฟ้า แต่หากไม่ปฏิรูประบบอาหาร การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศก็อาจยังไม่เพียงพอ

“ต่อให้เราจะดีดนิ้วแบบทานอส เปลี่ยนการใช้พลังงานเดิมไปเป็นไฟฟ้า เพื่อที่จะลดการปล่อยมลพิษ แต่หากไม่ปฏิรูประบบอาหารก็ไม่ช่วย”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

เหตุผลสำคัญคือ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก จนเป็นหนึ่งในสัดส่วนสำคัญของการปล่อยทั้งหมด ดังนั้น หากสังคมไม่ตระหนักถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์ การแก้ปัญหาโลกร้อนก็อาจเป็นเรื่องยาก

ลดเนื้อสัตว์ เพิ่มพืช และความหมายของ Flexitarian

หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือการ ลดการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และเพิ่มโปรตีนจากพืช แนวคิดนี้ถูกอธิบายผ่านคำว่า Flexitarian กิ่งกร อธิบายว่า การกินแบบนี้ไม่ใช่การงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งโปรตีนในชีวิตประจำวัน

“Flexitarian ไม่ใช่งดการกินเนื้อไปเลย แต่ให้กินโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มด้วย”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

เมื่อหันกลับมามองรอบตัว เธอพบว่ารูปแบบการกินเช่นนี้มีอยู่แล้วในระบบอาหารของหลายพื้นที่ เพียงแต่สังคมเมืองอาจไม่คุ้นเคยกับมัน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การกินถั่วของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง กิ่งกรเล่าว่า ในชุมชนเหล่านั้น ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารที่หลากหลายมาก ตั้งแต่การกินถั่วสด ถั่วฝัก ไปจนถึงถั่วเมล็ดแห้ง

“ถ้าเราสังเกตในสำรับอาหารจะพบถั่วทั้งดิบ สด และแห้ง หากกินสดก็จะเป็นถั่วฝักยาว ถั่วปี๋ ถั่วแป๋ แต่พอแก่ไปอีกหน่อยเขาจะแกะเม็ดมาต้มกินต่อ และเมื่อแก่ขึ้นไปอีกก็จะเป็นถั่วที่มีลักษณะแข็ง”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

การกินเช่นนี้สะท้อนองค์ความรู้เกี่ยวกับวงจรการเติบโตของพืช และการใช้ประโยชน์จากอาหารในแต่ละช่วงเวลา ชุมชนชาติพันธุ์ เช่น อาข่า, ไทยใหญ่, ลัวะ หรือ ปกาเกอะญอ ต่างมีถั่วอยู่ในระบบอาหารของตนเอง และกินตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้อาจเป็นคำตอบหนึ่งของการเพิ่มความหลากหลายของอาหารโดยไม่ต้องพึ่งพาเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว

จากการพูดคุยกับชุมชน กิ่งกร พบว่า ความรู้เรื่องการกินถั่วและอาหารจากพืชมีอยู่มากในวิถีชีวิตท้องถิ่น เพียงแต่ไม่ได้ถูกส่งต่อมายังสังคมเมืองมากนัก หลายชุมชนยังคงรักษาระบบอาหารของตนไว้ และผลิตอาหารเพื่อกินในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

“เราเจอทางออกแล้วว่าเราจะเอาความรู้ในการกินถั่วที่หลากหลายมาจากไหน เพราะวิถีการกิน Flexitarian คือการกินแบบหลากหลาย”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

เธอเปรียบเทียบว่า เหมือนกับการกินน้ำพริกในสำรับไทย ที่ควรมีผักหลายชนิดอยู่ด้วยกัน ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารยังเสนอว่า ในหนึ่งสัปดาห์ มนุษย์ควรบริโภคพืชมากกว่า 30 ชนิด เพื่อให้จุลินทรีย์ในลำไส้มีความสมดุล

เมื่อมองเช่นนี้ ความหลากหลายของพืชในระบบอาหารชาติพันธุ์จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นองค์ความรู้สำคัญที่อาจช่วยสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนได้

“รสชาติเดียวกันทั้งโลก แช่แข็งจนเกือบลืมวันผลิต”

เมื่ออุตสาหกรรมคือตัวกำหนดอาหาร

คำถามสำคัญอีกข้อคือ เหตุใดสังคมปัจจุบันจึงบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น กิ่งกร มองว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ระบบอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมมักอธิบายว่าการผลิตจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้อาหารสะดวกและมีราคาถูก แต่เธอมองว่าราคาที่ถูกนั้นอาจเกิดจากการ ซ่อนต้นทุน

“ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและต้นทุนทางสุขภาพ ถูกซ่อนอยู่ในไก่และหมูราคาถูก”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

ระบบอาหารขนาดใหญ่ยังพยายามทำให้อาหารมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะกินที่ไหนในโลกก็มีรสชาติคล้ายกัน และสามารถเก็บไว้ได้นาน แต่กระบวนการเช่นนี้กลับทำให้ระบบอาหารท้องถิ่นที่สดใหม่ค่อย ๆ ถูกแทนที่ เพราะอาหารสดมักเดินทางได้ไม่ไกล และระบบเศรษฐกิจอาหารขนาดเล็กไม่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทขนาดใหญ่เหมือนระบบอุตสาหกรรม

“คนที่ได้ประโยชน์คือบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ควบคุมระบบอาหารที่ใหญ่มากของโลกนี้”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

กิ่งกร อธิบายว่า การกินถั่วไม่เพียงช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่ยังอาจสร้างรายได้ให้ชุมชน หากมีการปลูกพืชอาหารแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นอกจากนี้ ถั่วยังมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง เพราะเป็นพืชแห้งที่เก็บรักษาได้ง่ายและเดินทางได้ไกลกว่าผักสดสิ่งนี้จึงอาจกลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชนในอนาคต

Flexitarian ในมุมของโภชนาการ

ในมุมของโภชนาการ หฤทัย ใจทา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ อธิบายว่า การกินแบบ Flexitarian แตกต่างจากการกินเจ มังสวิรัติ หรือวีแกนที่มีข้อจำกัดชัดเจน

หฤทัย ใจทา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

การกินเจหรือวีแกนอาจงดเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างเข้มงวด ขณะที่ Flexitarian มีความยืดหยุ่นมากกว่า

“บางคนที่กินแบบ Flexitarian ถ้าวันไหนไปกินเลี้ยงกับเพื่อนอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ได้ เขาก็จะบอกว่าวันนี้ไม่เป็นไร แล้วค่อยปรับในมื้ออื่น”

หฤทัย ใจทา

ความยืดหยุ่นนี้ทำให้การกินแบบดังกล่าวเข้ากับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้ง่ายกว่า ในทางโภชนาการ สิ่งสำคัญคือการกระจายสารอาหารให้ครบถ้วน ทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ โปรตีนไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถมาจากไข่ นม เต้าหู้ หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ได้เช่นกัน

วิถีพื้นบ้านกับความสมดุลของอาหาร

หฤทัย มองว่า หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง วิถีการกินของชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ Flexitarian อยู่แล้ว เพราะพวกเขากินอาหารตามฤดูกาล และเข้าถึงวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หลากหลาย การกินแบบหมุนเวียนเช่นนี้ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากพืชหลายชนิด ไม่ใช่อาหารชนิดเดิมซ้ำ ๆ

นอกจากนี้ วิธีการปรุงอาหารของชุมชนท้องถิ่น เช่น การแช่น้ำ การใช้ความร้อนต่ำเป็นเวลานาน ยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้ดีขึ้น แม้ภูมิปัญญาเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ แต่ก็สามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ จากการพูดคุยกับชุมชน หฤทัย พบว่า อาหารที่พวกเขากินมีความหลากหลายและให้สารอาหารค่อนข้างครบถ้วน

“ถ้าถามความเห็นส่วนตัวรู้สึกว่าวิถีการกินแบบชาติพันธุ์ค่อนข้างครบถ้วน”

หฤทัย ใจทา

อาหาร ความทรงจำ และความสุข

ในฐานะนักกำหนดอาหารที่ทำงานกับผู้ป่วย หฤทัย ยอมรับว่า การบอกว่าอาหารบางอย่าง “กินได้” หรือ “กินไม่ได้” มักสร้างแรงต้านให้กับผู้คน เธอจึงมองว่า การสร้างทัศนคติที่ดีต่ออาหารอาจสำคัญไม่แพ้การคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ

อาหารแต่ละจานไม่ได้มีความหมายแค่พลังงานหรือสารอาหารเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความทรงจำ ความรู้สึก และความสัมพันธ์ของผู้คน บางเมนูอาจไม่ได้ดีต่อสุขภาพที่สุด แต่มีคุณค่าทางใจ เพราะเป็นอาหารที่แม่เคยทำให้กินในวัยเด็ก ดังนั้น การกินที่ดีอาจไม่ใช่การควบคุมอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา

“เราอาจจะต้องอนุญาตให้ตัวเองมีช่วงเวลาที่ดีกับอาหาร”

หฤทัย ใจทา

ในมุมของวิชาชีพ เธอเสนอว่า หากอาหารประมาณ 70–80% ของมื้อทั้งหมดดีต่อสุขภาพ และเรายังมีความสุขกับการกินได้ ก็ถือเป็นความสมดุลที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงที่อาจเริ่มจากจานอาหาร

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงระบบอาหารอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเป้าหมายขนาดใหญ่ระดับโลกเสมอไป กิ่งกร มองว่า เราอาจเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการกลับไปมองภูมิปัญญาการกินที่มีอยู่แล้ว

“เราไม่ต้องเริ่มด้วยเรื่องที่ใหญ่โตว่าเราจะต้องไปลดก๊าซเรือนกระจก แต่เริ่มจากการกินจากภูมิปัญญาที่มีอยู่ เพราะการกินของผู้คนคือสิ่งที่กำหนดการผลิตอาหาร”

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา

หากผู้คนเริ่มกินพืชหลากหลายมากขึ้น เพิ่มถั่วในสำรับ หรือสลับโปรตีนจากพืชกับเนื้อสัตว์ ระบบการผลิตอาหารก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนตาม บางทีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสภาพภูมิอากาศ อาจเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ บนโต๊ะอาหารว่า วันนี้ในจานของเรามีพืชหลากหลายมากพอหรือยัง ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"สนธิญา" ร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมร้ายแรง "สส.ชนนพัฒฐ์"

52 นาทีที่แล้ว

สุนัขถูกวางยาเบื่อ ตายเกลื่อนกว่า 30 ตัว กลางป่าละเมาะสงขลา

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

สนามสอบ "เตรียมอุดม" ภาพสะท้อนสงครามชนชั้น ตีตั๋วความสำเร็จ แช่แข็งระบบการศึกษา

TNN ช่อง16

นิวเดลีแก้ตัวเสียงสั่นเคยไฟเขียวให้ "เรืออิหร่าน" ลำที่โดน US ยิงจมจอดหลบเทียบท่าก่อนเกิดเหตุ สุดฉุน “ปากีฯ” ปล่อยข่าวเฟคนิวส์ อ้างอินเดียให้พิกัดเรือ Iris Dena กับ “อิสราเอล”

Manager Online

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (11 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

TNews

โทษหนัก 3 เท่า! อาสารักษาดินแดน ส่งข้อความเตือนก่อนเจ้าหน้าที่เข้าค้นแหล่งเป้าหมายยาเสพติด

Manager Online

วิธีรับถุงยางฟรี ผ่านเป๋าตัง 10 ชิ้น/สัปดาห์ จองง่าย-เลือกไซส์ได้ เช็กเงื่อนไขที่นี่

Thaiger

สน.ห้วยขวาง เอาจริง ตีเส้นขาว-แดง ห้ามจอดหน้าจ๊อดแฟร์ แก้รถติด

MATICHON ONLINE
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...