โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟเขียวชงประกาศ "ลุ่มน้ำปราจีนบุรี" เป็นเขตควบคุมมลพิษ เสนอ กก.สิ่งแวดล้อมฯ ปลาย พ.ย.นี้

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

วันนี้ (5 พ.ย.2569) นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามลพิษใน จ.ปราจีนบุรี ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ มีมติรับข้อเสนอทุกข้อของเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี ที่เรียกร้องให้ประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขาเป็น "เขตควบคุมมลพิษ"

นายสุรินทร์ ระบุว่า ข้อเสนอของเครือข่ายฯ ได้รับการนำมาพิจารณาเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมควบคุมมลพิษ จะเร่งรวบรวมข้อมูลและจัดทำเรื่องเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่อพิจารณา โดยอาจมีการตั้งคณะทำงานศึกษาประเด็นที่ภาคประชาชนเสนอเพิ่มเติม ทั้งนี้ อำนาจในการประกาศพื้นที่เป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

เรารับทราบดีและเข้าใจความกังวลของประชาชนในทุกประเด็น โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ยืนยันว่าสิ่งที่กลุ่มต่าง ๆ เสนอมาเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากย้อนดูข้อเสนอของกลุ่ม "เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี" ที่นำโดย นางบุษบงก์ ชาวกัณหา รวมถึงผู้แทนกลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี และผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา

เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้เสนอเรื่องต่อ "คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ" พิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา เป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 หรือใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมในการแก้ไขวิกฤตมลพิษเชิงพื้นที่อย่างเร่งด่วน

สำหรับข้อเสนอของเครือข่ายฯ ครอบคลุมมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่ มาตรการเร่งด่วน, มาตรการระยะกลาง และ มาตรการระยะยาว

สำหรับ มาตรการเร่งด่วน 1.เสนอให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์มลพิษในพื้นที่แต่งตั้งคณะทำงาน หรือคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาควิชาการ ภาคประชาชน และผู้แทนท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ประเมินสถานการณ์มลพิษ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเร่งด่วน

2. ตรวจสอบและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ดำเนินการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี จัดทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ (Pollution Source Inventory) และแผนที่เชิงพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการบริหารจัดการ การเฝ้าระวัง และการติดตามผลในระยะยาว

ส่วน "มาตรการระยะกลาง" ได้แก่ 1.จัดทำการประเมินขีดความสามารถในการรองรับมลพิษของพื้นที่ (Carrying Capacity Assessment) ศึกษาศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีในการรองรับกิจกรรมอุตสาหกรรม การกำจัดของเสีย และกิจกรรมอื่นที่อาจก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายและการอนุญาตโครงการในอนาคต

2. ประเมินผลกระทบสะสมเชิงพื้นที่ (Cumulative Impact Assessment) ดำเนินการประเมินผลกระทบสะสมจากกิจกรรมอุตสาหกรรม การจัดการของเสียอุตสาหกรรม การขยายตัวของเมือง และกิจกรรมอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบลุ่มน้ำและสุขภาพประชาชนในภาพรวม

3. ทบทวนและยกระดับระบบติดตามตรวจสอบรายงาน EIA ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring) และจัดให้มีการตรวจสอบย้อนกลับ (Environmental Audit) เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิผลของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

4. จัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยเร่งดำเนินการสำรวจ ประเมิน และจัดทำแผนฟื้นฟูแหล่งน้ำ ตะกอนดิน ดิน และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนัก โดยกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแหล่งงบประมาณที่ชัดเจนและวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการเชิงป้องกันดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการป้องกันไว้ก่อน และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน อันมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

นางบุษบงก์ ระบุว่า ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ และเหตุผลทางวิชาการและกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องเห็นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขามีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ในด้านการจัดการมลพิษและการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

เนื่องจากปรากฏปัญหามลพิษสะสม ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย เศรษฐกิจการเกษตร และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง จึงขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อศึกษา ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และควบคุมปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

รวมถึงพิจารณาประกาศพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นเขตควบคุมมลพิษ จัดทำแผนปฏิบัติการตามมาตรา 60 หรือดำเนินมาตรการอื่นใดที่เห็นสมควรและจำเป็น เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน จึงขอให้ฝ่ายเกี่ยวข้องพิจารณานำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยเร่งด่วน และขอให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีต่อไป

อ่านข่าว :

กบน.ลดราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน B7 ลด 75 สต. เบนซินลด 1 บาท มีผล 6 พ.ย.นี้

"บุ๋ม ปนัดดา" พร้อมทนาย ยืนยันไม่หนี รอ ตร.ที่บ้าน หากมีหมายจับ

พบวัตถุต้องสงสัย คล้ายชิ้นส่วนอวกาศ เกยตื้นเกาะไม้ไผ่ จ.กระบี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ผลพวง ครม.สัญจร อุดรฯ มีอะไร ? ที่คนอีสานต้องจับตา เมื่อรัฐมุ่งแต่พัฒนา จนลืมวิกฤตทรัพยากร-สิ่งแวดล้อม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลิปอ้าง “ชาวออสเตรเลียเฮลั่น ทรัมป์แพ้เลือกตั้งกลางเทอม” ที่แท้เป็นคลิปฉลองบอลโลกปี 2022

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เงินทำบุญ (ไม่ใช่ทุนส่วนตัว) ถ้า..คุมเข้มจริง ตรวจสอบได้ (5 พ.ย.69) I ตรงประเด็น

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"แหม่ม วิชุดา" แจ้งความมูลนิธิองค์กรทำดี หลังโอนช่วยน้ำท่วม 50,000 บาท

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...