โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จ่อทวงสัญญาทรัมป์ภาษี19%

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 4.21 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อนุทิน” ยันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐไม่กระทบไทย จ่อทวงสัญญา "ทรัมป์" ในเวทีเอเปกพิจารณาภาษีกรณีพิเศษ สานต่อความร่วมมือภาคธุรกิจสหรัฐ จากนครนิวยอร์กสู่ทำเนียบรัฐบาล หารือ USABC พร้อม 33 บริษัทชั้นนำ ขยายโอกาสการค้า-การลงทุน ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประธานหอการค้าฯ จับตาภาษีนำเข้า-มาตรการกีดกันการค้า ย้ำไทยต้องเร่งปรับเกมรับมือความผันผวน รักษาตลาดส่งออก

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แพ้การเลือกตั้งกลางเทอมจะกระทบกับภาษีไทยที่อยู่ระหว่างการเจรจาไว้หรือไม่ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ รายงานแล้วว่าข้อตกลงต่างๆ ในการเจรจาอยู่ในขั้นตอนการทำเอกสารที่ต้องใช้นักกฎหมายมาตรวจสอบ ฉะนั้นก็แสดงว่าเงื่อนไขข้อตกลง องค์ประกอบต่างๆ ของสัญญา ART (Agreement on Reciprocal Trade) น่าจะถึงบทสรุปแล้ว เหลือแต่ว่าทำให้เป็นทางการ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เพราะมีรายละเอียดเยอะ และต้องใช้ภาษาทางกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายต้องทำให้เรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปแล้วตัวเลขภาษีอยู่ที่เท่าไหร่ นายกฯ ตอบว่า ในหลักการก็เหมือนที่เคยได้มา น่าจะสัก 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตนได้พบกับนายทรัมป์ และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบอีก เพราะเราได้บรรลุสิ่งที่เราได้หารือตกลงกันไว้ในทุกๆ เรื่องแล้ว ก็จะขอให้นายทรัมป์ได้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพราะเมื่อปีที่แล้วนายทรัมป์บอกว่าถ้าไทยกับกัมพูชาทำตามข้อตกลงได้ในเรื่องการถอนทหาร การสร้างสันติภาพ กำจัดทุ่นระเบิด ซึ่งเราได้ทำครบตามที่เราได้ลงนามไว้ เพราะท่านบอกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะหาวิธีที่จะลดภาษีนี้ ตนก็จะนำไปหารือกับท่าน

เมื่อถามว่า การเดินทางไปประชุมอาเซียนซัมมิตและเอเปกสัปดาห์หน้า นายกฯ จะมีโอกาสได้พูดคุยกับนายทรัมป์หรือไม่ นายอนุทินเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ ทางรัฐบาลสหรัฐก็ได้ส่ง Draft ของ Joint Statement หลังจากที่มีการหารือในเรื่องสัญญาทางการค้าจบแล้ว แต่ยังทำไม่เสร็จ ก็จะมีเป็น Joint Statement ร่วมกัน แต่ไม่มีผลอะไร เพราะถ้าเรามาถึงจุดนี้แล้ว ก็หมายความว่าตอนนี้ก็ใช้ภาษีที่เป็นปกติ จนกว่าเราจะลงนามเรียบร้อยอย่างเป็นทางการ สำหรับตนอยู่ทั้งการประชุมอาเซียนซัมมิตและเอเปก

นายอนุทินยังกล่าวอีกว่า ในการเดินทางไปครั้งนี้ จะได้เซ็นเป็น Joint Statement พร้อมอธิบายว่าก่อนเซ็นสัญญาต้องทำ Joint Statement ก่อน เพราะการทำสัญญาต้องลงรายละเอียด เป็นเรื่องของงานกฎหมาย ซึ่งเป็นสัญญาหลัก

เขายังบอกว่า ได้ติดตามข่าวการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ไม่มีผลอะไรกับประเทศไทย

ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมด้วยผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐ รวม 33 บริษัท เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน โดยมีผู้แทนภาคเอกชนจาก 7 กลุ่มสาขาธุรกิจเข้าร่วม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค คมนาคม โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการของแต่ละอุตสาหกรรม ประเด็นที่ให้ความสำคัญ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทย

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะนักธุรกิจสหรัฐ พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับทุกคนสู่ประเทศไทย โดยระบุว่า ภาคเอกชนสหรัฐเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนาน การหารือในครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสสำคัญในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนและแสวงหาสาขาความร่วมมือใหม่ๆ

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งมุ่งลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ลงได้สูงสุดร้อยละ 50 เพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนในประเทศไทย ควบคู่กับโครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น

นายกฯ ยืนยันว่า สหรัฐเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและยั่งยืนของไทย โดยรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด นำข้อเสนอแนะจากการหารือไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานผ่าน USABC และ BOI เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ด้านนาย Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (USABC) ย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 200 ปีระหว่างไทยกับสหรัฐ โดย USABC ได้นำคณะผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือ โดยภาคเอกชนสหรัฐเห็นถึงประโยชน์จากการหารือกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพบหารือ ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม IMF- World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย โดยบริษัทบางแห่งมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ USABC ยังสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐ พร้อมนำเสนอแผนการดำเนินธุรกิจ ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ และข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐในมิติการค้าโลก อาจส่งผลต่อแนวทางดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้า การกีดกันทางการค้า และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีบทบาทตรวจสอบมากขึ้น แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่ามาตรการทางการค้าจะผ่อนคลายลงทันที เนื่องจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศยังคงเป็นประเด็นสำคัญของทั้งสองพรรค

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาพลังงานอาจมีสัญญาณเชิงบวก หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำไปสู่การใช้แนวทางการทูตและการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยทั้งด้านต้นทุนการผลิต การขนส่ง เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามท่าทีของสหรัฐและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...