สธ. ชี้ ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อ ATK ผิดระเบียบ ปัดเอี่ยวการเมือง
แจงมติลงโทษให้ออกจากราชการ เป็นไปตามกระบวนการวินัย ส่วนหลักฐานในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ อ้างเป็นความลับทางราชการ ขณะที่ปลัด สธ. ยังไม่ลงนามคำสั่ง ด้าน อดีต ปธ.ชมรมแพทย์ชนบท ชี้ ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างไม่ผิด แต่ถูกตีความกลั่นแกล้ง ย้อนบริบทโควิด-19 เหตุฉุกเฉินสาธารณสุข เปิดทางใช้ ATK แทน PCR ลดภาระงบฯ คุมโรครวดเร็ว ยันแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ต้องดูเจตนา
วันนี้ (28 ม.ค. 69) กระทรวงสาธารณสุขจัดแถลงข่าวกรณีมติ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข ลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กรณีการแบ่งซื้อแบ่งจ้างจัดซื้อชุดตรวจ ATK ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเข้าข่ายผิดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมติให้ ปลดออกจากราชการ
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกระแสข่าวต่อเนื่องมานานกว่า 3 วัน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อสร้างความชัดเจน ยืนยันว่ามติดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นไปตามไทม์ไลน์ปกติของกระบวนการสอบสวนทางวินัย
ปลัด สธ. ย้ำว่า คณะกรรมการได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและยื่นเอกสารชี้แจง ซึ่ง นพ.สุภัทร ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและส่งคำชี้แจงแล้ว อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ยังมีมติเป็นไปตามตัวบทกฎหมายและกรอบระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยหลักฐานในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เนื่องจากเป็นความลับทางราชการ
ระหว่างการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามถึงการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดย พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างเปิดช่องให้ดำเนินการได้ตามมาตรา 56 รวมถึงประกาศผ่อนคลายของกรมบัญชีกลาง (ว 115) โดย เกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำมาพิจารณาแล้วทั้งหมด แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดได้ พร้อมยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาของคณะกรรมการ
เมื่อถามต่อว่า ความผิดเกี่ยวข้องกับราคาจัดซื้อ ATK ที่อาจสูงกว่าปกติจากการไม่เปิดประกวดราคาหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า เรื่องราคาจัดซื้ออยู่ในสำนวนเช่นกัน แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด โดยจะมอบหมายให้กรมควบคุมโรคจัดส่งเอกสารชี้แจงต่อสื่อมวลชนในภายหลัง
ขณะที่ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ อ.ก.พ.สธ. และเป็น 1 ใน 4 เสียง ที่ลงมติเห็นชอบให้ลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ระบุว่า การลงมติครั้งนี้ ไม่มีใบสั่งทางการเมือง และเป็นการใช้ดุลยพินิจในฐานะข้าราชการประจำ ยอมรับว่า นพ.สุภัทรเป็นบุคคลที่สังคมมีทั้งผู้ชื่นชมและผู้เห็นต่าง แต่การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบทุกขั้นตอน
เช่นกันกับ นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะ อ.ก.พ.สธ. ก็ยืนยันว่า ไม่มีใบสั่ง ไม่มีใครสั่ง ข้าราชการประจำมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย โดยปกติไม่ว่าข้าราชการคนไหนมีความผิด ก็ต้องทำตามขั้นตอน ไม่ได้กลั่นแกล้ง ไม่โกรธเคืองกันยืนยันตรงนี้ ย้ำว่า มติเป็นข้อยุติใน อ.ก.พ.สธ.เท่านั้น ยังมีอีกหลายขั้นตอน ให้ นพ.สุภัทร ได้ขอความเป็นธรรม เพื่อมาลบล้างมติของ อ.ก.พ.สธ.
สำหรับขั้นตอนต่อไป นพ.สมฤกษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ลงนามในมติดังกล่าว หากลงนามแล้วจะต้องส่งเรื่องให้สำนักงาน ก.พ. ภายใน 15 วัน เพื่อให้คณะกรรมการ ก.พ. พิจารณาอีกครั้ง หาก ก.พ. มีมติแตกต่างจาก อ.ก.พ.สธ. มติครั้งนี้อาจเป็นโมฆะได้ ทั้งนี้ นพ.สุภัทร ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. เพื่อขอความเป็นธรรมตามกระบวนการกฎหมาย
สำหรับกรณี อ.ก.พ.สธ. มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ปมการจัดซื้อชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 (ATK) นั้น ล่าสุดมีการเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดการจัดซื้อ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 22 ธันวาคม 2564 โรงพยาบาลจะนะ ได้ออกประกาศจัดซื้อชุดตรวจโควิดแบบ Rapid Test ด้วย “วิธีเฉพาะเจาะจง” จำนวน 4 ครั้ง จาก บริษัท นำวิวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวมทั้งสิ้น 34,159 ชุด คิดเป็นวงเงินรวม 7,856,570 บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังอยู่ในภาวะการระบาดของโควิด-19 และโควิดยังถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย
โดยรายละเอียดการจัดซื้อทั้ง 4 ครั้ง ประกอบด้วย
ทำสัญญา 25 ตุลาคม 2564 (ประกาศผู้ชนะ 7 ธันวาคม 2564) จำนวน 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท
ทำสัญญา 11 พฤศจิกายน 2564 (ประกาศผู้ชนะ 30 พฤศจิกายน 2564) จำนวน 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท
ทำสัญญา 9 ธันวาคม 2564 (ประกาศผู้ชนะ 22 ธันวาคม 2564) จำนวน 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท
ทำสัญญา 22 ธันวาคม 2564 (ประกาศผู้ชนะ 22 ธันวาคม 2564) จำนวน 8,074 ชุด วงเงิน 1,857,020 บาท
กรณีนี้ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ
นพ.เกรียงศักดิ์ ชี้ ไม่ใช่ “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ต้องดูเจตนา-สถานการณ์ขณะตัดสินใจ
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น หนึ่งในแกนนำขบวนการแพทย์ชนบทบุกกรุง และอดีตประธานคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อธิบายข้อกล่าวหา แบ่งซื้อแบ่งจ้าง ในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ว่า ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของระเบียบจัดซื้อจัดจ้างอย่างรอบด้าน ไม่ใช่มองจากผลลัพธ์ย้อนหลังเพียงอย่างเดียว
นพ.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ข้อ 20 ของระเบียบฯ การจะพิจารณาว่าเข้าข่ายแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างหรือไม่ ต้องดู วัตถุประสงค์ในการจัดซื้อ และ ความคุ้มค่าของทางราชการ เป็นสำคัญ รวมทั้งต้องพิจารณาจากสถานการณ์ ในขณะเริ่มดำเนินการจัดซื้อไม่ใช่นำผลลัพธ์สุดท้ายมาพิจารณาย้อนหลัง
สำหรับกรณีของ นพ.สุภัทร นั้น วัตถุประสงค์ของการจัดซื้อ ATK เป็นไปเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจากการระบาดของโควิด-19 จึงเป็นการจัดซื้อภายใต้แนวทางตามหนังสือเวียน ว.115 ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
นพ.เกรียงศักดิ์ อ้างอิงเนื้อหาในหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลางที่ระบุชัดว่า การจัดซื้อในกรณีฉุกเฉินมีเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงาน “สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างทันท่วงที” หากดำเนินการล่าช้าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะและเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมย้ำว่า การใช้ ATK ในการตรวจเชิงรุกประชาชนหลักแสนคนในกรุงเทพฯ มีความคุ้มค่า ประหยัดงบประมาณ และคล่องตัวกว่าการใช้การตรวจ RT-PCR หลายเท่าตัว
ขณะเดียวกัน นพ.เกรียงศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนว่า อาจเป็นการนำผลลัพธ์ย้อนหลังมาประเมิน กล่าวคือ พิจารณาภายหลังว่ามีการจัดซื้อรวมวงเงินประมาณ 10 ล้านบาท หลายครั้งในช่วงเวลาต่อเนื่อง ทั้งที่ในขณะตัดสินใจจัดซื้อ นพ.สุภัทร ดำเนินการตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามอำนาจอนุมัติในขณะนั้น เพื่อให้สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างทันท่วงที
นพ.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า ในสถานการณ์วิกฤต ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าประชาชนจะเข้ารับบริการตรวจจำนวนเท่าใด หากอุปกรณ์ไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องจัดซื้อเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของแนวทาง ว.115 ทุกประการ และไม่อาจถือเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย
“กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับการทุจริต เพราะไม่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป้าหมายเดียวคือการนำ ATK ไปใช้ตรวจค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง จัดซื้อตามวงเงินที่ได้รับมอบหมาย หากไม่มีผู้ป่วยหรือใช้ไม่หมดก็สิ้นสุด ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อแบ่งวงเงิน”
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ
ทั้งนี้ การจัดซื้อ ATK ในโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุง มีการดำเนินการจัดซื้อภายใต้บริบทสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ซึ่ง นพ.เกรียงศักดิ์ เห็นว่า ต้องพิจารณาอย่างเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ควรนำมาตีความย้อนหลังจนกลายเป็นการเอาผิดทางวินัยในภายหลัง
ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเป็น “กฎหมาย” ไม่ใช่แค่แนวปฏิบัติ
ภายใต้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งมีสถานะสูงกว่าระเบียบทั่วไป และถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในอดีตที่ยึด “ราคาถูก” เป็นหลัก จนละเลยประสิทธิภาพ ความจำเป็น และความเร่งด่วน
ในอดีต ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ยึดติดกับขั้นตอนยาวและวงเงิน ทำให้ภาครัฐไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันเวลา เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือการระบาดของโรค ซึ่งต้องการการจัดหาพัสดุเฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
เปิด 3 วิธีจัดซื้อ รองรับเหตุจำเป็น
ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 กำหนดวิธีจัดซื้อไว้ 3 รูปแบบ คือ
วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
วิธีคัดเลือก
วิธีเฉพาะเจาะจง
โดยหลักทั่วไปต้องใช้ e-bidding แต่ มาตรา 56 เปิดข้อยกเว้นให้ใช้วิธีคัดเลือกหรือเฉพาะเจาะจงได้ในหลายกรณี รวมถึง
กรณีเร่งด่วน ไม่อาจคาดหมายได้
กรณีมีผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายจำกัด
กรณีสาธารณภัยหรือโรคติดต่ออันตราย
นพ.เกรียงศักดิ์ ยืนยันว่า การระบาดของโควิด-19 เข้าข่ายครบถ้วนตามเงื่อนไขกฎหมาย ถ้าจะบอกว่าระเบียบผิด ตนยืนยันว่าไม่ใช่ ระเบียบไม่ผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตีความย้อนหลัง และตั้งข้อสังเกตุว่าเป็น การกลั่นแกล้งทางการเมืองมากกว่า หรือไม่
โควิด-19 โรคใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ระบบตรวจไม่พร้อม
อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ย้อนสถานการณ์ตั้งแต่ปลายปี 2562 ว่า โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน ประเทศไทยในระยะแรก มีศักยภาพตรวจ PCR ได้เพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้ต้องตรวจซ้ำหลายรอบเพื่อยืนยันผล
การตรวจ PCR ใช้เวลานาน ตรวจได้จำกัดวันละไม่กี่ร้อยราย ขณะที่การระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2564 จนระบบสาธารณสุขเข้าสู่ภาวะตึงตัว โรงพยาบาลขาดทั้งเครื่องมือ ห้องแล็บ และบุคลากร
ATK คุณภาพสูง ถูกใช้เป็น “การตรวจคู่ขนาน” ในโรงพยาบาล
นพ.เกรียงศักดิ์ ยังระบุว่า โรงเรียนแพทย์อย่างศิริราช ได้ศึกษานำร่องใช้ ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งคือ Abbott และ Standard Q ซึ่งมีความไวและความจำเพาะมากกว่า 90% ใช้คู่กับ PCR ในผู้ป่วยเร่งด่วน
การใช้ ATK ไม่ได้แทน PCR ในการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย แต่ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเร็ว เพื่อให้การรักษาและการป้องกันการแพร่เชื้อทำได้ทันเวลา
ในภาวะวิกฤต PCR มีต้นทุนสูงถึงครั้งละ 2,000–2,500 บาท ขณะที่ ATK คุณภาพสูงอยู่ที่ 450–550 บาท หากต้องตรวจประชาชนหลักแสนคน กลุ่มแพทย์ชนบทเลือกใช้ การใช้ ATK ของสแตนดาร์ดคิว ซึ่งหามาได้ในราคา 230 บาท ซึ่งต่ำกว่า สามารถลดภาระงบประมาณรัฐได้อย่างมาก โดยไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัย และยังมีความแม่นยำ
นพ.เกรียงศักดิ์ อธิบายว่า การตรวจที่ไม่แม่นยำมีความเสี่ยงสูง
บวกลวง ทำให้ผู้ไม่ติดเชื้อถูกนำไปรวมกับผู้ติดเชื้อจริง
ลบลวง ทำให้ผู้ติดเชื้อแพร่โรคสู่สังคมโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ห้องผ่าตัด และห้องฉุกเฉิน ที่บุคลากรต้องทำงานใกล้ชิดผู้ป่วย หากไม่มีเครื่องมือคัดกรองที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ จะกระทบความปลอดภัยของแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยรายอื่น
ชี้ชัด ไม่ใช่การ “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” เลี่ยงกฎหมาย
นพ.เกรียงศักดิ์ ยังย้ำว่า การแบ่งซื้อแบ่งจ้างจะเข้าข่ายผิดกฎหมายก็ต่อเมื่อมีเจตนาหลีกเลี่ยงวงเงินหรืออำนาจอนุมัติ แต่กรณี ATK เป็นการจัดซื้อภายใต้กรอบกฎหมายฉุกเฉินที่ชัดเจน มีเหตุผลด้านวิชาการ รองรับโดยโรงเรียนแพทย์ และผ่านกลไกของ สปสช. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
“ถ้าจะบอกว่าระเบียบผิด ผมยืนยันว่าไม่ใช่ ระเบียบไม่ผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตีความย้อนหลัง และการกลั่นแกล้งทางวินัยมากกว่า”
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ