หมอเล่นการเมือง
เรื่องหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกไล่ออกจากราชการ ที่จริงไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อน เพราะมีหลักฐานกองพะเนินเทินทึก
แต่ยิ่งพูดยิ่งซับซ้อน ยิ่งเสพข่าวยิ่งงง เพราะมีบุคคลที่ ๓ ที่มีความน่าเชื่อถือพากันถือหางอีกฝ่าย ถึงขั้น "กล้ารับประกัน"
มีทั้งนั่งยันนอนยันว่าไม่ผิด และผิด
ประชาชนตาดำๆ มึนตึ้บ ไม่รู้จะเชื่อฝ่ายไหนดี
ที่สำคัญวันนี้กลายเป็นการเมืองไปล้านเปอร์เซ็นต์เต็มไม่มีหักแล้ว ต่างฝ่ายต่างโจมตีว่าอีกฝ่ายใช้เรื่องนี้เป็นประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง
ส้มก็เชื่อแบบส้ม ที่ไม่ใช่ส้มก็เชื่ออีกอย่าง
ขนาดหมอยังแบ่งเป็นฝักฝ่ายเห็นไปคนละทางเลยครับ
ฝั่งหมอชนบท ซัดรัฐมนตรีสาธารณสุข "พัฒนา พร้อมพัฒน์" และคนที่ใหญ่กว่า แต่ไม่บอกว่าเป็นใคร ถึงไม่บอก อ่านดูก็รู้หมายถึง นายกฯ อนุทิน
หมอชนบทเขาชี้เปรี้ยง!
"…การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เข้าข่ายเป็นการละเมิด 'ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๔' ในข้อ ๙ ซึ่งกำหนดว่า 'ข้าราชการการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ โดยอย่างน้อยต้องดำรงตน ดังต่อไปนี้…. (๓) ไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมือง เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ การดำเนินงาน การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน และการดำเนินการทางวินัย หรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ'
เรื่องนี้คงไม่จบแค่รัฐมนตรีสาธารณสุขเท่านั้น
รอติดตามต่อไป…”
ถือเป็นคำขู่ไปถึงนายกฯ อนุทินก็คงจะได้
หนาวแน่ครับ เกิดศาลวินิจฉัยว่าผิด ตัดสิทธิทางการเมือง ๑๐ ปี อนาคตวูบเลยนะครับ
แต่…เรื่องนี้ เขาแกล้งกันจริงๆ หรือ
โพสต์ของ เพจสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป เป็นอีกมุมที่ประชาชนควรเสพไว้ไม่เสียหลาย
"…๗๐ บาท คือราคาซื้อจริงของ รพ.รัฐ
๓๐๐ บาท คือค่าตรวจ ที่ สปสช.จ่าย รพ.
๒๕๐ บาท คือราคาซื้อของ รพ.จะนะ
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ชี้แจงว่า คดีวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผลจากข้อเท็จจริงด้านการจัดซื้อและการบริหารงบประมาณสาธารณสุขที่ตรวจสอบได้ โดยสามารถแยกเป็นขั้นตอนชัดเจนดังนี้
ขั้นที่ ๑: ตั้งเงื่อนไข 'WHO' โดยไม่จำเป็น
ในช่วงโควิดปี ๒๕๖๔ มีการกำหนดเงื่อนไขให้ ATK ต้องผ่านการรับรองจาก WHO เท่านั้น
ทั้งที่ในทางวิชาการ มาตรฐาน อย.ไทย เพียงพอและใช้กันทั่วไป
ผลที่เกิดขึ้นคือ
ผู้ขายถูกจำกัดเหลือเพียงไม่กี่ราย
เอกชนต่างชาติร้องเรียนว่าเป็นเงื่อนไขไม่เป็นธรรม
สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการ 'ล็อกสเปก' หรือไม่
จุดนี้ถูกมองว่า เป็นการใช้อำนาจกำหนดสเปกที่ไม่จำเป็นต่อคุณภาพ แต่มีผลต่อราคา
ขั้นที่ ๒: เมื่อไม่ล็อกสเปก รัฐซื้อได้ 'ถูกจริง'
ต่อมา องค์การเภสัชกรรม ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ
ผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้น
เกิดการแข่งขันด้านราคา
รัฐสามารถจัดซื้อ ATK ได้ในราคาประมาณ ๗๐.๐๙ บาท/ชุด
ต่ำกว่าราคากลาง ๑๒๐ บาท และต่ำกว่าราคาตลาด ๒๐๐-๓๐๐ บาท
จุดนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่เกิดจากการตั้งเงื่อนไขเอง
ขั้นที่ ๓: แต่ รพ.จะนะ กลับซื้อแพงกว่าเกือบ ๓ เท่า
หลังจากรัฐพิสูจน์แล้วว่าสามารถซื้อ ATK ได้ในราคาต่ำ
โรงพยาบาลจะนะ ซึ่ง นพ.สุภัทร เป็นผู้บริหาร กลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ ๒๕๐ บาท/ชุด
คำถามสำคัญคือ
หากรัฐบาลซื้อได้ ๗๐ บาท เหตุใดโรงพยาบาลระดับอำเภอจึงต้องซื้อแพงกว่าเกือบ ๓ เท่า เป็นเพราะคุณภาพสูงกว่า หรือเป็นผลจากสเปกที่ตั้งไว้เฉพาะเจาะจง
จุดนี้เป็นหัวใจของข้อกล่าวหาเรื่อง ความไม่คุ้มค่าและความเหมาะสมในการใช้งบรัฐ
ขั้นที่ ๔: การสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด
นพ.เอกภพ ระบุว่า มีการอ้างต่อสาธารณะว่า
'โรงพยาบาลซื้อ ATK ถูกกว่ารัฐ เพราะรัฐซื้อ ๓๐๐-๔๐๐ บาท'
แต่ข้อเท็จจริงคือ
ตัวเลข ๓๐๐-๔๐๐ บาท ไม่ใช่ราคาซื้อ ATK ของรัฐบาล
เป็นเพียงค่าบริการตรวจ ATK ที่ สปสช.จ่ายชดเชยให้โรงพยาบาล
การนำ 'ค่าบริการ' มาเปรียบเทียบกับ 'ราคาจัดซื้อ' ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูล ทำให้สังคมเข้าใจผิด
ขั้นที่ ๕: ความผิดไม่ใช่จุดเดียว แต่เป็น 'พฤติกรรมต่อเนื่อง'
เมื่อพิจารณาร่วมกับประเด็นอื่น เช่น
การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง
การแบ่งสัญญาไม่เกิน ๑.๙๙ ล้านบาท
การทำสัญญาก่อนหรือวันเดียวกับการประกาศซื้อ
อ.ก.พ.จึงมองว่า ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค
แต่เป็น พฤติกรรมการบริหารที่ขัดหลักความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง
สรุปในมุม 'หมอเอกภพ'
โควิดอาจเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน
แต่การตั้งสเปก การใช้เงินรัฐ และการสื่อสารต่อสังคม ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ
และนี่คือเหตุผลที่คดีนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง
แต่เป็นการลงโทษทางวินัยจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้…"
ทาง "หมอสุภัทร" เขาต่อสู้ว่าจัดซื้อเอทีเค ถูกต้องตามหนังสือสั่งการของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ตามหนังสือกระทรวงการคลังด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) ๐๔๐๕.๒ / ว ๑๑๕ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นการปลดล็อกการจัดซื้อพัสดุเพื่อแก้ปัญหาการระบาดใหญ่ของโควิด-๑๙ โดยกรมบัญชีกลางได้ออกข่าวด่วน ฉบับที่ ๕๐/๒๕๖๓ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๓ เรื่อง “กรมบัญชีกลางปลดล็อกแนวทางการจัดซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อป้องกัน ควบคุมรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙"
ที่จริงทั้ง ๒ ฝ่ายก็อ้างหลักฐานเอกสารชิ้นเดียวกันนั่นแหละครับ จะอ้างเกินอ้างขาดเป็นอีกเรื่อง
แต่เรื่องการเมืองมันมีแน่ๆ
ในการเมืองมีพรรคการเมือง วงการแพทย์ก็มีกลุ่มแพทย์การเมือง
วันนี้หมอสุภัทร ชายร่างเล็กไม่ใช่หมอติ๋มๆ นะครับ มีความคล่องตัว ว่องไวปราดเปรียว หาตัวจับยากอยู่เหมือนกัน เป็นผู้สมัคร สส.พรรคส้ม
อดีตเคยเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท เคยเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ฉะนั้นชั้นเชิงทางการเมืองมีติดตัวอยู่พอสมควร
ลีลาการโพสต์ข้อความล่าสุดจึงเป็นการเมืองล้วนๆ
"…วันนี้ชัดเจนว่า การเมืองสีเทาที่ครอบงำกระทรวงสาธารณสุขมายาวนาน มีอยู่จริง และเป็นต้นเหตุของความชะงักงันในการพัฒนาระบบสุขภาพและการแต่งตั้งโยกย้ายที่เล่นพรรคเล่นพวกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา…"
"…มาร่วมกันส่งหมอสุภัทรเข้าสภา ไปกวาดล้างการเมืองสีเทากันนะครับ หมอสุภัทรเอาจริง…"
ดีครับที่เอาจริง เพราะประชาชนจะได้รู้ความจริง
ที่เอาเรื่้องนี้มาเขียนในวันนี้ เป็นเพราะ โพสต์ของ "Bow Nuttaa Mahattana" โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ล้วนๆ เลยครับ
เธอโพสต์ว่า
"…เรื่องที่ถูกสอบอยู่ในกระบวนการอยู่แล้ว รู้อยู่แก่ใจว่าผิดเต็มๆ อยู่แล้ว จึงเลือกมาลงสมัคร เพื่อให้ตอนโดนลงโทษจะได้โวยวายว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หวังกระแสสังคมช่วยผ่อนหนักเป็นเบา…"
ก็…ตามนั้น.