ตรวจ HIV = รักตัวเอง รับผิดชอบต่อคนรอบข้าง แนะครอบครัว เปิดใจ-ปรับมุมมอง ไม่ตีตรา
‘สมาคมโรคเอดส์’ ชวนทำความเข้าใจ ยอดติดเชื้อ HIV ในเยาวชน สะท้อน การเข้าถึงการตรวจเร็ว ชวนกลุ่มเสี่ยงรับชุดตรวจป้องกันเคสใหม่ แจง ตัวเลขติดเชื้อ 5 แสนคน เป็นเคสสะสมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านจนสุขภาพแข็งแรง ขณะที่ อดีตเยาวชนผู้อยู่ร่วมกับ HIV ย้ำ ผลเลือดเป็นบวกไม่ได้ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ วอนยังต้องการโอกาสทางอาชีพ เพื่อใช้ชีวิตต่อ
จากที่มีการนำเสนอข้อมูลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในประเทศไทย เพิ่มสูงกว่า 500,000 คน ที่น่าสนใจ คือ พบมากในกลุ่มเยาวชน กลุ่มอายุประมาณ 15-25 ปี โดย สัดส่วน 2 ใน 3 เป็นการติดเชื้อในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย จนเกิดการตั้งคำถามถึงการควบคุมการแพร่ระบาด และวิตกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แนะครอบครัวปรับมุมมอง-เปิดใจ
ลูกหลานเสี่ยง รีบตรวจ ผลเป็นบวกรักษาได้ ไม่ตีตรา
The Active พูดคุยประเด็นนี้กับ ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ กรรมการสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ระบุถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้พบเคสใหม่ในกลุ่มอายุน้อยเพิ่มขึ้น มาจากการที่เยาวชนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตามช่วงวัย ทั้งการเริ่มมีแฟนใหม่หรือการเปลี่ยนคู่รัก ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงตามธรรมชาติ การที่เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความเสี่ยงและตัดสินใจเข้าตรวจคัดกรองถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม เพราะทำให้ทราบสถานะสุขภาพของตนเองได้อย่างทันท่วงที
พร้อมย้ำว่า การเข้าตรวจไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยี ทั้งยา ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP ) และยากินหลังเสี่ยงฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง (PEP)
สำหรับเด็ก และเยาวชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปโรงพยาบาล หรือกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันสามารถรับชุดตรวจคัดกรอง HIV ด้วยตนเองได้ฟรี ผ่าน แอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อนำไปรับ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม StandbyYou ซึ่งจะจัดส่งชุดตรวจให้ถึงบ้าน โดยไม่ระบุรายละเอียดหน้ากล่อง และไม่จำเป็นต้องระบุ ชื่อ นามสกุลจริง เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว
หากผลการตรวจเป็นบวก หรือติดเชื้อ จะมีผู้ให้คำปรึกษาคอยดูแล ปราศจากการตีตรา และช่วยประสานนำเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที แต่หากผลเป็นลบ ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนระมัดระวังและป้องกันตนเอง
“อยากฝากถึงครอบครัวให้ปรับมุมมอง และเปิดใจต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุตรหลาน หากพบว่าลูกหลานเข้าสู่กระบวนการตรวจ หรือใช้ชุดตรวจที่บ้าน ไม่ควรติติง สงสัย หรือตีตรา เพราะการที่เยาวชนกล้าเดินหน้าตรวจเลือด คือการแสดงออกถึงความรักตัวเอง และความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง”
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ย้ำยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ก็ชี้แจงว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่กังวล แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงถึงปีละนับแสนคนในช่วง พ.ศ. 2543-2544 แต่ปัจจุบันยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือประมาณ 7,000 -8,000 คน ต่อปี
ส่วนตัวเลข 550,000 คน ที่มีการพูดถึงกันนั้น เป็นตัวเลขสะสมของผู้ติดเชื้อเดิม ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตอยู่ยาวนาน
แต่นายกสมาคมโรคเอดส์ฯ ยอมรับว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ต้องการลดให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนต่อปี และคาดว่า ยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้สถานะของตนเองซึ่งยังไม่เคยเข้ารับการรักษา ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการเลยในระยะ 5 ปีแรก ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัวจึงเน้นย้ำให้ผู้ที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงผู้สูงอายุ เข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที
สำหรับการรักษาในปัจจุบันปัญหาเรื่องผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสลดลงอย่างมาก และกินง่ายขึ้นเพียงวันละ 1 เม็ดเท่านั้น ซึ่งช่วยกดปริมาณไวรัสในเลือดจนไม่พบเชื้อ และไม่แพร่สู่ผู้อื่น โดยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้การดูแลผู้ติดเชื้อเกือบ 500,000 คนทั่วประเทศ ผ่านงบประมาณราว 3,000 ล้านบาทต่อปี
นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ยังเปิดเผยถึงข่าวดีเกี่ยวกับการพัฒนายาต้านไวรัสชนิดฉีดทุก 2 เดือน หรือ 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาที่คาดว่าจะลดราคาลงมาเหลือเพียงหลักพันบาทต่อปี ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการนำยาฉีดนี้เข้ามาบรรจุในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนใช้อย่างแพร่หลายภายใน 1-2 ปีนี้
“เราเคยมีความคิดว่าคนสูงอายุไม่น่าจะเสี่ยง แต่เอาเข้าจริง ๆ เน้น คนสูงอายุบางคนที่มาเข้าการตรวจก่อนการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดต่อมลูกหมาก พบว่าติดเชื้อก็มี เพราะฉะนั้น คิดว่าทุกคนในครั้งหนึ่งในชีวิต คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือคนที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะไปฉีดยาเสพติดหรือไปสัก ควรจะต้องตรวจ ซึ่ง สปสช. ให้ตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง หากพบก็เข้าถึงยาต้านได้ทันที”
ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์
บังคับตรวจ HIV ก่อนเข้าทำงาน กับดักทัศนคติที่ยังเกิดขึ้น
The Active ยังได้พูดคุยกับ ณตภณ ดิษฐบรรจง หรือ ปังปอนด์ อดีตเยาวชนผู้อยู่ร่วมกับ HIV สะท้อนมุมมองถึงแนวทางการรับมือในวัยเด็ก ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตระหนักถึงคุณค่าในตนเองการมีผลเลือดเป็นบวกไม่ได้ลดทอนศักยภาพหรือคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่เป็นเพียงโรคภัยไข้เจ็บชนิดหนึ่งที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาจนมีร่างการที่แข็งแรงได้
ส่วนเรื่องการบอกกล่าวกับคนในครอบครัว ถือเป็นสิทธิขาดของผู้ติดเชื้อในการตัดสินใจ หากยังไม่พร้อมก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน หรืออาจเลือกใช้วิธีพาผู้ปกครองไปพบแพทย์เพื่อร่วมฟังคำอธิบายที่ถูกต้องพร้อมกัน
แต่สิ่งที่ ปังปอนด์ อยากเน้นย้ำถึงความสำคัญ คือ ปัจจุบันองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน หลายแห่งยังคงมีเงื่อนไขบังคับตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนรับเข้าทำงาน ซึ่งปัญหานี้เกิดจากทัศนคติของสังคมที่ยังคงติดกับดักภาพจำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิต ทำงาน และอยู่ร่วมกับทุกคนในสังคมได้ตามปกติในทุกสาขาอาชีพ
การกำหนดข้อห้ามดังกล่าว เช่น ในกรณีของข้อบังคับการสอบรับราชการตำรวจ จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม และตัดโอกาสในการประกอบอาชีพของเด็ก และเยาวชนอย่างสิ้นเชิง จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐ และเอกชนเร่งปลดล็อกกฎระเบียบการตรวจเลือด HIV ก่อนเข้าทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป
“การปิดกั้นโอกาสทางอาชีพส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเด็ก และเยาวชน ต้องเติบโตไปเป็นกำลังหลักที่ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัว หากถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงาน อัตราการว่างงานก็จะยิ่งสูงขึ้น รัฐบาลจะสูญเสียประชากรผู้เสียภาษี และอาจต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้ขาดรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย”
ณตภณ ดิษฐบรรจง