'อาการผิดปกติเด็ก' หลังเผชิญเหตุรุนแรง กรมสุขภาพจิต แนะผู้ปกครองสังเกต
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569) กรมสุขภาพจิต แสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงภายในสถานศึกษา พร้อมประสานหน่วยงานในพื้นที่ส่งทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team หรือ MCATT) ลงพื้นที่ให้การปฐมพยาบาลด้านจิตใจ (Psychological First Aid หรือ PFA) และวางแผนการดูแลฟื้นฟูสุขภาพจิตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมผู้บาดเจ็บ ครอบครัว นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยลดผลกระทบทางจิตใจและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน ผู้ปกครอง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้เห็นเหตุการณ์ รวมถึงประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ทำให้เกิดความตกใจ หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสับสนได้
ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงการส่งต่อภาพ คลิป หรือเนื้อหาที่มีความรุนแรง รวมถึงการนำเสนอรายละเอียดของผู้ก่อเหตุหรือวิธีการก่อเหตุเกินความจำเป็น เพื่อเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ประสบเหตุและครอบครัว ตลอดจนลดผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและเยาวชนที่อาจซึมซับความรุนแรงจากสื่อ
ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้สนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team หรือ MCATT) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยจัดส่งทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลศรีธัญญา ศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต รวมทั้งสิ้น 82 คน
ลงพื้นที่ให้การปฐมพยาบาลด้านจิตใจและประเมินภาวะสุขภาพจิตแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิง ณ 3 จุด ได้แก่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โรงเรียนชาญรัตน์วิทยา และโรงพยาบาลบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยให้การดูแลนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามฟื้นฟูสุขภาพจิตทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง เพื่อลดผลกระทบทางจิตใจและสนับสนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
กรมสุขภาพจิตได้กำหนดแผนการดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบตามระดับความใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ได้แก่ กลุ่ม A ผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต กลุ่ม B ผู้ได้รับบาดเจ็บ ญาติ นักเรียนและบุคลากรที่อยู่ในเหตุการณ์ กลุ่ม C ผู้ปกครอง นักเรียน บุคลากรของโรงเรียน และกลุ่ม D ประชาชนทั่วไปที่รับรู้เหตุการณ์ สำหรับระยะสั้นภายใน 1–14 วัน
ทีม MCATT จะลงพื้นที่ให้การปฐมพยาบาลด้านจิตใจ ประเมินภาวะเสี่ยง จัดกิจกรรมเยียวยาสำหรับนักเรียน ครู และผู้ปกครองเมื่อสามารถกลับเข้าสู่โรงเรียนได้ พร้อมติดตามครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิดและจัดทำแผนการดูแลรายครอบครัว ระยะกลางในช่วง 2–12 สัปดาห์ จะติดตามผลและฟื้นฟูสุขภาพจิตรายบุคคลและรายครอบครัว เฝ้าระวังภาวะผิดปกติหลังเผชิญเหตุสะเทือนขวัญ ส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการรักษา และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ (Community Resilience) ให้แก่ครู บุคลากร และนักเรียน
นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือผู้ปกครองและครูดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
- จำกัดการรับชมหรือการส่งต่อภาพและคลิปเหตุการณ์รุนแรง
- เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก รับฟังด้วยความเข้าใจ
- ไม่เร่งซักถามหรือให้เล่าเหตุการณ์ซ้ำ ๆ
- พร้อมช่วยให้เด็กค่อย ๆ กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันตามความเหมาะสม
- และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หวาดกลัว นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือไม่ยอมไปโรงเรียน
“หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรสาธารณสุขหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต”นพ.กิตติศักดิ์กล่าว
สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกรมสุขภาพจิตพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อติดตามดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม