เหตุกราดยิงสะเทือนสังคม เผย ‘จิตใจวัยรุ่น’ ป่วยทางจิตไม่มีใครเห็น
จากเหตุการณ์จริงในไทย สะท้อนภาพความรุนแรงอย่างน่ากังวล เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ที่ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความสูญเสียของชีวิต แต่ยังเปิดบาดแผลลึกในมิติ “จิตใจวัยรุ่น” ที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ปรากฏชัด แต่สะสมจนกลายเป็นความรุนแรง
โดยผู้กระทำมักมี “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง จนตัดสินใจทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ มักเกี่ยวข้องโดยตรงในทางจิตเวช
ข้อมูลด้านจิตเวชจาก โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ในกรณีนี้มักเกิดจากบุคคลที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงเพียง 3-5 % ซึ่งผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง เหมาะสม มักจะก่อความรุนแรง พฤติกรรมจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง
เช่น ขาดยา รับการรักษาไม่สม่ำเสมอ มักจะไปใช้สารเสพติดมากขึ้น และมีโอกาสจะกระทำความรุนแรงมากขึ้นได้ โดยอาการของผู้ป่วยที่มักพบได้บ่อย ได้แก่
- ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress)
- ฝันร้าย หวาดกลัว เสียงดังสะเทือนใจ
- ความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย
- พฤติกรรมถดถอย เช่น แยกตัว เงียบผิดปกติ
การป้องกันได้โดยการลดพฤติกรรมรุนแรงในเด็ก
ในการป้องกันพฤติกรรมความรุนแรงตั้งแต่ยังอายุน้อย จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กโต และอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเป็นความก้าวร้าวรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ กับคนอื่นๆ ต่อไป โดยเน้นปรับการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสารในเด็กปฐมวัย และเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถปรับพฤติกรรมเด็กในเชิงบวกได้นั้น จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพทางจิตที่ดีในภายหลังได้
ส่วนความรุนแรงในโรงเรียนนั้น อาจจำเป็นจะต้องพัฒนาทั้งความปลอดภัยของโรงเรียน และพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เกิดสภาวะความเท่าเทียมของเด็กวัยเรียน กล่าวคือ ให้เด็กได้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้อารมณ์สังคม (skill-oriented initiatives with a social-emotional learning focus ) ช่วยให้เด็กและวัยรุ่นพัฒนาทักษะที่ดีในการปรับตนเมื่อเผชิญปัญหา (coping mechanisms) และพัฒนาความสามารถการจัดการความวิตกกังวลด้านสังคม การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อนและคนรอบข้าง
โดยการจัดการกับอารมณ์โกรธหรือความผิดหวังในรูปแบบที่มีความเหมาะสม ควรจัดการผ่านโรงเรียนหรือห้องเรียน ให้ความสำคัญกับบรรยากาศในโรงเรียน/ห้องเรียนและเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครองในสังคมของโรงเรียนด้วส
อย่างไรกก็ตาม เหตุกราดยิงหรือความรุนแรงในโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นอย่างลึกซึ้ง ไม่เฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่รวมถึง “ผู้เห็นเหตุการณ์” และ “ผู้รับรู้ข่าวสาร”
ดังนั้น การให้ข้อมูลโดยสื่อ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวังในการสื่อสารกับสังคม เพื่อไม่ให้เกิดตราบาปในจิตใจผู้ป่วยของผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้มากขึ้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้