ถ้าคุณอ่านข้อความนี้อยู่… AI ก็อ่านอยู่ด้วย อ่านเอง Vs ให้ AI อ่านให้ : เรากำลังสูญเสียอะไร?
ไม่ว่าจะเปิดเว็บไซต์หรือใช้งานโปรแกรมใด ทุกวันนี้ เรามักจะพบ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ที่เสนอตัวเข้ามาให้เรารับใช้อย่างแทบทุกที่ ทั้งอาสาช่วยสรุปเนื้อหายาวเหยียด แปลบทความที่อ่านยาก หรือดึงใจความสำคัญจากหนังสือที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมสอบในวันรุ่งขึ้น“วันนี้คุณอ่านอะไร?” กลายเป็นคำถามที่ฟังดูแปลกแปร่งเข้าไปทุกที
ในอดีตว่ากันไปแล้วตั้งแต่อดีต การอ่านไม่ได้เป็นกิจกรรมที่มีความน่าสนใจในตัวมันเองนัก เป็นเพียงการนั่งลง ณ จุดที่สบายแก่ร่างกาย ในความเงียบ และใช้สายตากวาดไปมาจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวาบนหน้ากระดาษ แต่ทุกวันนี้ “การอ่าน” ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เราอ่านโพสต์สรุปข่าว อ่านแคปชัน หรือกระทั่งโฆษณาแฝงที่กว่าจะรู้ตัวก็อ่านจนจบไปแล้ว
ธรรมชาติของการอ่านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สมาร์ตโฟนกลายเป็นดั่ง “ห้องสมุดของชีวิต” ที่พกพาติดตัวเราไปไหนได้สะดวก ในขณะที่การอ่านหนังสือเล่มแบบเดิมอย่างตั้งใจทีละบรรทัด กลับถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูล้าสมัยไปเรียบร้อย
สาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจมาจากการที่ผู้คนในปัจจุบันมี “ตัวเลือก” มากขึ้นกว่าเดิมในการเสพสื่อที่พ้นไปจากตัวอักษร พวกเขาอ่านจาก E-Book ได้ หรือหากเบื่อก็เปลี่ยนไปฟัง Audiobook หรืออาจเลือกดูภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือเล่มนั้นแทน
(Sash Margrie Hunt / Unsplash)
จากกูเตนเบิร์กสู่ซัคเกอร์เบิร์ก: การเปลี่ยนแปลงที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวเอก
วิวัฒนาการของการอ่านดำเนินมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคของโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ผู้บุกเบิกระบบการพิมพ์ที่เป็นระบบระเบียบเป็นครั้งแรกของโลก จนถึงปัจจุบันที่เทคโนโลยียิ่งเข้ามาเร่งเร้าให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของกลุ่มคนรุ่นใหม่
ปลายปีที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เผยแพร่ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจด้านการอ่าน (Literacy) การคิดคำนวณ (Numeracy) และทักษะการแก้ปัญหา (Problem-Solving Skills) ของผู้ใหญ่จำนวน 160,000 คน อายุระหว่าง 16-65 ปี จาก 31 ประเทศทั่วโลก
เมื่อเทียบกับผลการประเมินชุดก่อนหน้านี้เมื่อสิบปีก่อน พบว่า มีเพียงสองประเทศคือฟินแลนด์และเดนมาร์ก ที่ความสามารถในการอ่านและจับใจความของประชากรพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ 14 ประเทศคงที่ และอีก 11 ประเทศลดลงอย่างน่ากังวล
อันเดรียส ชไลเคอร์ (Andreas Schleicher) ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะของ OECD ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times ถึงสมมติฐานของเขาว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนรูปแบบการบริโภคข้อมูลของผู้คน จากการอ่านงานเขียนที่ยาวและซับซ้อน เช่น หนังสือหรือบทความในหนังสือพิมพ์ มาเป็นโพสต์สั้น ๆ ในโซเชียลมีเดีย หรือคลิปวิดีโอที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้น โซเชียลมีเดียยังทำให้คนมีแนวโน้มที่จะ “เลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่ยืนยันความเชื่อของตัวเอง” มากกว่าการเปิดรับมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย
คำถามที่น่าห่วงคือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเสริมสร้างหรือทำลายทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์?
(CDC / Unsplash)
สัญญาณเตือนของ AI ต่อการอ่านจับใจความของมนุษย์เริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในรั้วสถานศึกษา นักวิชาการหลายคนออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบจากการที่คนรุ่นใหม่หันมาใช้ AI ในการช่วยเขียน สรุป และเรียบเรียงความคิด ตัวอย่างเช่นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยยอร์กในโทรอนโตที่กล่าวว่า
“Generative AI กำลังทำลายการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรง”
ในอดีต นักศึกษาถูกสอนให้อ่าน ไตร่ตรอง วิเคราะห์ และอภิปราย แนวคิดต่าง ๆ เพื่อบ่มเพาะความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แต่ AI ในปัจจุบันสามารถทำทุกขั้นตอนนั้นแทนได้หมด ตั้งแต่การสรุปบทความ ดึงประเด็นสำคัญ เขียนร่างข้อความ และแม้กระทั่งเสนอประเด็นเพื่ออภิปราย ไม่ต่างอะไรกับการเข้าฟิตเนสแล้วให้หุ่นยนต์มายกเวทแทน อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวชนิดแปะป้ายให้ AI เป็น “ตัวร้ายของอารยธรรม” ไปเสียทั้งหมด ก็คงไม่ยุติธรรมนัก เพราะในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตมนุษย์ไปแล้ว คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราจะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด? ในโลกที่การใช้ AI กลายเป็นความปกติใหม่ การอ่านและการเขียนของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?
(Europeana / Unsplash)
เมื่อให้ “AI” เขียนแทน
งานวิจัยล่าสุดจาก MIT Media Lab เปิดเผยผลลัพธ์ที่ชวนตั้งคำถามถึงการพึ่งพาเครื่องมืออย่าง ChatGPT บ่อย ๆ ในการช่วยเขียนบทความ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุน้อย ผลการศึกษาแสดงว่า ผู้ที่ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนบ่อย ๆ ไม่เพียงอาจส่งผลให้รู้สึก “โดดเดี่ยวมากขึ้นในระยะยาว” แต่ยัง “สูญเสียทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล” อีกด้วย
การศึกษานี้แบ่งผู้เข้าร่วมจำนวน 54 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 39 ปี จากเมืองบอสตัน ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มเขียนเรียงความข้อสอบ SAT (การสอบมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา เพื่อยื่นสมัครเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย) โดยใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) ChatGPT 2) Google Search และ 3) ไม่ใช้เครื่องมือใดเลย
จากนั้น นักวิจัยใช้เครื่องตรวจวัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของสมอง (EEG) ใน 32 บริเวณ พบว่า กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีระดับการทำงานของสมองต่ำที่สุดในบรรดาทั้งสามกลุ่ม ขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดเลย แสดงกิจกรรมทางสมองสูงที่สุด โดยเฉพาะในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับ “ความคิดสร้างสรรค์” นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบอีกว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการศึกษา กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ยังมีแนวโน้ม "ขี้เกียจ" มากขึ้นเรื่อย ๆ กับการเขียนเรียงความแต่ละฉบับ เช่น เพียงขอให้ระบบ “จัดเรียงประโยคใหม่” หรือ “แก้ให้เรียบร้อยก็พอ” โดยไม่พยายามคิดหรือลงมือเขียนด้วยตนเอง ซึ่งตามความเห็นของหนึ่งในผู้วิจัยหลัก นาตาเลีย โคสมินา (Nataliya Kosmyna) เปรียบเปรยว่าเป็นสัญญาณของ “การยกเลิกกระบวนการเรียนรู้” ไปทีละน้อย
ด้าน แอนดรูว์ อาร์. โชว์ (Andrew R. Chow) จากนิตยสาร Time รายงานเพิ่มเติมว่า แม้งานวิจัยฉบับนี้ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) และมีขนาดกลุ่มตัวอย่างจำกัด แต่ผู้วิจัยเลือกที่จะเผยแพร่ผลลัพธ์นี้ในทันที เพื่อกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามถึงผลกระทบระยะยาว
“สิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจเผยแพร่งานนี้ตอนนี้เลยโดยไม่รอการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิเต็มรูปแบบ เพราะฉันกลัวว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจมีคนเสนอแนวคิด ‘มาทำโรงเรียนอนุบาล ChatGPT กันเถอะ’ ซึ่งฉันคิดว่านั่นจะเป็นเรื่องเลวร้าย และก่อให้เกิดผลเสียอย่างมาก” นาตาเลียกล่าว
สู่การเขียนเพื่อให้ “AI” อ่าน
อย่างไรก็ดี ในขณะที่หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อผลกระทบจาก AI ก็ยังมีอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ แนวคิดการเขียนให้ปัญญาประดิษฐ์อ่าน
แนวคิดนี้เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ ไทเลอร์ โคเวน (Tyler Cowen) ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นผ่านสำนักข่าว Bloomberg เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาเห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่สมควรจะยอมรับว่า สิ่งที่เราตีพิมพ์ออกมาในวันนี้ อาจไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้อ่าน แต่อาจมีระบบ AI ที่กำลังอ่านอยู่ด้วย และเขาเริ่มมองว่าผู้อ่านกลุ่มหลังนี้มีความสำคัญไม่น้อย
บทแสดงความคิดเห็นของไทเลอร์มีชื่อว่า “If You Are Reading This, AI, Please Be Kind” (ถ้าคุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ เจ้า AI ได้โปรดเมตตาด้วยนะ) ในนั้นเขาได้อธิบายว่า แม้แต่นักคิดหรือนักเขียนที่โด่งดังในช่วงยุคของตน ก็ล้วนแต่ถูกกาลเวลาและผู้คนทำให้หลงลืมไปในที่สุด ยกเว้นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นังถูกรื้อฟื้นกลับมา “แต่ AI อาจจะไม่ลืม”
ในทางกลับกัน หากเรากำลังให้ AI อ่านข้อความของเรามาก ระบบอาจสามารถสร้าง “แบบจำลองความคิดของเรา” ขึ้นมาไว้ได้ ซึ่งหมายความว่า ในอนาคตลูกหลานของเราหรือผู้ที่สนใจแนวคิดของเราอาจไม่จำเป็นต้องเปิดอ่านหนังสือเก่าเก็บอีกต่อไป แต่สามารถโต้ตอบกับ “AI เวอร์ชันความคิดของเรา” ได้โดยตรง
(Emmanuel Codden / Pexels)
AI จะช่วยมนุษย์ได้ดี ก็ต่อเมื่อมนุษย์มีรากฐานที่แข็งแรง
แน่นอนว่า การเหมารวมว่า AI เป็นดั่งวายร้ายของมนุษยชาติก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะคนบางกลุ่มยังสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า เมื่อเครื่องมือเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในที่ทำงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนงานที่มีทักษะต่ำได้อย่างมาก แต่สำหรับเดวิด ออเตอร์ (David Autor) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก MIT ก็ย้ำเตือนว่า ความสามารถนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ผู้ใช้งานมีพื้นฐานที่แข็งแรงเพียงพอ”
“หากไม่มีพื้นฐานนั้น ผู้ที่มีทักษะการอ่านเขียนต่ำจะกลายเป็นเพียง ‘ผู้บริโภคเนื้อหาสำเร็จรูปที่ไร้เดียงสา’”
สุดท้าย อนาคตของการอ่านจะเป็นอย่างไร? ในยุคที่ AI ช่วยเราได้ทั้งอ่าน สรุป ย่อ และเรียบเรียง
ในโลกปัจจุบัน การย่อความ สรุปความต่าง ๆ อาจยังไม่แพร่หลายจนกลายเป็นความปกติใหม่ แต่ในอนาคตอันใกล้ก็ไม่แน่ว่ารูปแบบนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านยุคใหม่ เราอาจเริ่มต้นด้วยการอ่านแต่ข้อความฉบับย่อหรือแบบอื่น ๆ ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจในภายหลังว่าจะหาอ่านต้นฉบับจริง ๆ หรือไม่ในภายหลัง
โจชัว รอทช์แมน (Joshua Rothman) คอลัมนิสต์จากนิตยสาร The New Yorker มองฉากทัศน์ที่เป็นไปได้สำหรับอนาคตของการอ่านในยุค AI ว่า "ผู้ที่อ่าน ‘ต้นฉบับ’ จริง ๆ จะกลายเป็นคนกลุ่มน้อย และพวกเขาจะมีความเข้าใจลึกซึ้งที่คนอื่นไม่มี และได้รับประสบการณ์บางอย่างที่คนอื่นไม่มีวันเข้าถึง แต่ยุคที่ ‘คนอ่านหนังสือเยอะ’ เท่ากับผู้ทรงปัญญาจะหมดไป”
แล้ววันนี้ล่ะ คุณอ่านอะไร?
ที่มา : บทความ “If You Are Reading This, AI, Please Be Kind” โดย Tyler Cowen
บทความ “What’s Happening to Reading?” โดย Joshua Rothman
บทความ “Teachers Are Not OK” โดย Jason Koebler
บทความ “Are we becoming a post-literate society?” โดย Sarah O'Connor
บทความ “ChatGPT May Be Eroding Critical Thinking Skills, According to a New MIT Study” โดย Andrew R. Chow