โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระนั่งเกล้าฯ ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 “เถลิงราชย์โดยชอบ-เอาแผ่นดินเป็นที่ตั้ง”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ล้วนทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินสยามอย่างอเนกอนันต์ แล้วในฐานะที่ทรงเป็นพระบรมวงศ์อันเกี่ยวเนื่องทั้งสายพระราชบิดา (รัชกาลที่ 4) และพระราชมารดา (สมเด็จพระเทพศิรินทราฯ) รัชกาลที่ 3 ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร?

รัชกาลที่ 3 ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5

หลักฐานที่พอจะเผยให้เห็นพระราชทัศนะข้างต้นอย่างชัดเจน ปรากฏในพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ซึ่งทรงแจกแจงถึงหลายประเด็นทีเดียว เริ่มตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ พระราชอัชฌาสัย ไปจนถึงการส่งมอบราชสมบัติในปลายรัชกาล

ประเด็นแรกคือการเสวยราชย์ โดยรอยต่อระหว่างแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นั้น มีผู้ให้ความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่า บัลลังก์ควรตกเป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่รัชกาลที่ 3 “ตัดหน้า” ไป

บ้างก็ว่า รัชกาลที่ 3 เถลิงราชย์โดยชอบธรรมแล้ว เพราะทรงเป็นเจ้านายที่เหมาะสมที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น แม้จะ “ผิดสาย” ไปบ้างก็ตาม ด้วยทรงเป็นพระราชโอรสชั้น “พระองค์เจ้า” มิใช่ “เจ้าฟ้า” อย่างรัชกาลที่ 4

อย่างไรก็ตาม จากพระราชทัศนะของรัชกาลที่ 5 ทรง “เห็นชอบ” ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนสมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์ ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ความว่า

“ครั้นมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่ได้ดำเนินพระบรมราชโอการมอบสิริราชสมบัติ ด้วยประชวรเป็นปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชโอรสเกิดด้วยพระสนมก็จริงอยู่ แต่เป็นพระองค์ใหญ่ทรงพระสติปัญญาโอบอ้อมเผื่อแผ่ และในเวลานั้นทูลกระหม่อมก็ทรงผนวชและยังอ่อนแก่ราชการ ข้าราชการทั้งปวงจึงได้พร้อมใจกันยินยอมให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเถลิงถวัลยราชสมบัติ

ได้ฟังจากคำรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อพระโอษฐ์เองว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงพระสติปัญญามาก และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก ถึงโดยว่าถ้ามีพระสติที่จะสั่งได้ ท่านไม่แน่พระทัยว่าจะทรงมอบราชสมบัติพระราชทาน…”

ทั้งมีพระอรรถาธิบายเพิ่มว่า รัชกาลที่ 4 “มิได้มีความโทมนัสเสียพระทัย”เพราะตอนนั้นสยามยังต้องรบติดพันกับพม่า จำเป็นต้องมีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรู้รอบในราชการ และเป็นที่ยอมรับทั่วหน้า การผลัดแผ่นดินจึงชอบแล้วด้วยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

รัชกาลที่ 5 ยังทรงวิเคราะห์พระราชอัชฌาสัยของรัชกาลที่ 3 จากที่ทรงปฏิบัติต่อ “คู่แข่ง” ทางการเมืองของพระองค์ ว่า “ทรงมีพระสติปัญญาและปราศจากความริษยาอาฆาต คือถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในที่เช่นนั้น ย่อมจะทำลายล้างทูลกระหม่อม (รัชกาลที่ 4)และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ลงเสียก่อน นี่หาเช่นนั้นไม่

ส่วนทูลกระหม่อมทรงตั้งพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย เป็นการต่อสู้อย่างยิ่งมิใช่เล่น ท่านก็มิใช่แต่ไม่ออกพระโอษฐ์คัดค้านอันหนึ่งอันใด กลับพระราชทานที่วัดบวรนิเวศฯ ให้เป็นที่เสด็จมาประทับอยู่เป็นที่ตั้งธรรมยุติกนิกาย และยกย่องให้เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ จนถึงเป็นผู้สอบไล่พระปริยัติธรรมจนจวนสวรรคตทีเดียว จึงได้ขอเลิกเรื่องห่มผ้าแหวกอกแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ทรงอดกลั้นอยู่ได้ถึงกว่า ๒๐ ปี”

หรืออย่าง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุนทรธิบดี (พระองค์เจ้ากล้วยไม้) ผู้เป็น “ที่เกลียดชังออกหน้ากันอยู่กับท่าน” รัชกาลที่ 3 ก็มิได้ทรงอาฆาตมาดร้ายไปตลอด เพราะ “เมื่อกรมหมื่นสุทนทรถูกไฟไหม้สิ้นพระชนม์แล้ว เหลือแต่เนื้อก้อนเดียวยังโปรดให้มาเข้าเมรุกลางเมือง บรรดาลูกกรมหมื่นสุนทรก็ได้เบี้ยหวัดมากกว่าลูกกรมอื่น เหมือนอย่างลูกกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ซึ่งเป็นสหายอย่างยิ่งของพระองค์ท่าน”

ส่วนกรณีรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสของพระองค์ อีกหนึ่งประเด็น “เสียงแตก” ที่บางส่วนเห็นว่า ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะ “คืน” ราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช (รัชกาลที่ 4) กับฝ่ายที่เห็นว่า เป็นเพราะขุนนางที่สนับสนุนรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะตระกูลบุนนาค มีกำลังมาก ประเด็นนี้ รัชกาลที่ 5 ก็มีพระราชวินิจฉัยว่า

“ใช่ว่าท่านจะไม่มีพระราชประสงค์จะให้พระราชโอรสสืบสันตติวงศ์เมื่อใด แต่หากท่านไม่มั่นพระทัยในพระราชโอรสของท่าน ว่าองค์ใดจะรักษาแผ่นดินได้ เพราะท่านรักแผ่นดินมากกว่าราชโอรส จึงได้มอบคืนแผ่นดินให้แก่เสนาบดี ก็เพื่อประสงค์จะให้เลือกเชิญทูลกระหม่อมซึ่งเห็นปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงพระสติปัญญาสามารถจะรักษาแผ่นดินได้ขึ้นรักษาแผ่นดินสืบไป…”

เนื่องจากพระราชนิพนธ์เหล่านี้เป็นพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 5 ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เราจึงเห็นได้ถึงพระราชประสงค์ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะอบรมพระราชโอรสให้เห็นถึงคุณธรรม และพระเมตตาธรรมของบูรพกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ซึ่งในที่นี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ทั้งหมดก็เพื่อที่ให้สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งจะต้องสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ได้ทรงทราบว่า“ต้นพระบรมวงศ์เธอของเราย่อมรักแผ่นดินมากกว่าลูกหลานในส่วนตัว”นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2512). พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแด่พระเจ้าลูกยาเธอ.กรุงเทพฯ : หจก. ศิวพร. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางวนิธย์ ประชุมธนสาร (สมิตินันทน์), 8 เมษายน พ.ศ. 2512.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระนั่งเกล้าฯ ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 “เถลิงราชย์โดยชอบ-เอาแผ่นดินเป็นที่ตั้ง”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...