โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาผู้บริโภค-สมอ. ผนึก 4 แพลตฟอร์ม สกัดสินค้าอันตรายก่อนวางขาย

Thai PBS

อัพเดต 2 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

วันนี้ ( 10 ก.พ.2599) สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประชุมหารือร่วมกับผู้แทน 4 แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ได้แก่ ช็อปปี้ ลาซาด้า ไลน์ ช็อปปิ้ง และ ติ๊กต๊อก เดินหน้ามาตรการเร่งด่วน กวาดล้างสินค้ากลุ่มเสี่ยง 3 รายการออกจากระบบภายใน 30 วัน พร้อมวางกรอบ 6 เดือน พัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (API) ตรวจสอบสินค้าก่อนวางขาย ป้องกันปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานซ้ำซาก ทั้งนี้ มีการแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

คือ มาตรการระยะสั้น กำหนดให้ทุกแพลตฟอร์มดำเนินการตรวจสอบและนำสินค้ากลุ่มเสี่ยงสูง 3 ประเภท ได้แก่ ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง และพาวเวอร์แบงก์ ที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือใช้เครื่องหมายปลอม ออกจากระบบทันที โดยใช้วิธีการคัดกรองผ่านคีย์เวิร์ดสำคัญ (Keywords) ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

และ มาตรการระยะยาว เชื่อมต่อระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ หรือ เอพีไอ (API) เพื่อตรวจสอบสถานะใบอนุญาตและมาตรฐานสินค้าก่อนอนุญาตให้วางจำหน่าย (Pre-listing) ซึ่งถือเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ โดยช็อปปี้ อยู่ระหว่างทดสอบระบบ คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้จริงภายในเดือนหน้า ลาซาด้า และ ไลน์ ช็อปปิ้ง ได้รับหลักการเพื่อนำไปหารือฝ่ายเทคนิคและผู้บริหาร โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 6 เดือน ขณะที่ติ๊กต๊อก จะหารือกับฝ่ายบริหารเนื่องจากระบบมีความซับซ้อนในระดับสากล แต่ในเบื้องต้นพร้อมใช้ช่องทางด่วนรับแจ้งเหตุจากภาครัฐเพื่อนำสินค้าออกทันที

นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต้องการจัดการสินค้าไม่ได้มาตรฐานให้เห็นผลจริง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน เช่น เหตุไฟฟ้าช็อตเด็กหญิง 11 ขวบเสียชีวิตจากไดร์เป่าผมที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งสะท้อนว่าการทำงานแบบเดิมที่ไล่ติดตามนำสินค้าออกเมื่อตรวจพบนั้นยังไม่เพียงพอ

การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างกัน หรือ API เพื่อสกัดสินค้าเถื่อน เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้ง สมอ. และทุกแพลตฟอร์ม เพราะนี่คือเรื่องของชีวิตคน หากระบบยังไม่พร้อม ผู้บริโภคก็ยังต้องเสี่ยงใช้สินค้าที่เป็นอันตรายต่อไป

ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาผู้บริโภคต้องการเห็นระบบการตรวจสอบก่อนวางขายที่เป็นรูปธรรม แพลตฟอร์มควรบังคับให้ผู้ขายส่งเอกสารและตรวจสอบเลขผลิตภัณฑ์กับฐานข้อมูลของ สมอ. ก่อนอนุญาตให้ขาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค

การเชื่อมระบบ API เป็นประตูทางเข้าด่านแรกที่จะช่วยสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานจริงตั้งแต่ต้นทาง เพราะเรื่องบางเรื่องประนีประนอมไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่อันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคจะเร่งดำเนินการแจ้งไปยังเฟซบุ๊ก (Facebook) ให้เข้ามากำกับดูแลปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากพบว่ายังมีการจำหน่ายสินค้ากลุ่มเสี่ยงบนเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) อยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่ รศ.ดร.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่พบจากการเฝ้าระวังของสภาผู้บริโภค แม้จะมีการนำสินค้าออกจากระบบไปแล้ว แต่ไม่นานสินค้าเหล่านั้นก็จะกลับมาวางขายใหม่ได้อีก จึงจำเป็นต้องมีระบบคัดกรองที่เข้มงวดกว่าเดิม โดยสภาผู้บริโภคอยู่ระหว่างจัดทำบัญชีรายชื่อสินค้ากลุ่มเสี่ยงส่งให้ สมอ. เพื่อร่วมกันตรวจสอบ

รศ.ดร.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค

ส่วน ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เสนอมาตรการเชิงปฏิบัติโดยขอให้แพลตฟอร์มใช้ชุดคีย์เวิร์ดในการค้นหาและนำสินค้าอันตรายออกจากระบบภายใน 30 วัน โดยอ้างอิงจากรายชื่อสินค้ามาตรฐานบังคับ 150 รายการของ สมอ. นอกจากนี้ ยังเสนอให้เฝ้าระวังสินค้าที่ถูกสั่งห้ามขายในประเทศต้นทางอย่างจีน หากพบการนำเข้ามาขายในไทย แพลตฟอร์มต้องนำออกทันที หรือหากสินค้ารายการใดอยู่นอกเหนือมาตรฐาน สมอ. ก็พร้อมประสานให้ สคบ. ใช้อำนาจสั่งห้ามขายต่อไป

ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ข้อมูลว่า บทบาทการกำกับดูแลแพลตฟอร์มทั้ง 21 แห่ง เป็นไปตามประกาศเรื่อง กำหนดรายชื่อบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย DPS โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้องตรวจสอบตัวตนผู้ขายและร่วมตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากพ้นช่วงระยะเวลาผ่อนปรนเพื่อพัฒนาระบบแล้ว ยังพบการเพิกเฉยหรือปล่อยให้มีการจำหน่ายสินค้าอันตรายซ้ำซาก จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง การเปรียบเทียบปรับทางปกครอง ไปจนถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตการให้บริการ

นอกจากมาตรการทางเทคโนโลยีแล้ว สภาผู้บริโภค เตรียมยกระดับเครือข่ายภาคประชาชนผ่านหน่วยงานประจำจังหวัด 21 แห่ง และเครือข่ายสมาชิกใน 58 จังหวัด เพื่อทำหน้าที่แจ้งเบาะแสสินค้าไม่ได้มาตรฐานอย่างใกล้ชิด โดย สมอ. จะสนับสนุนด้านคู่มือเทคนิคและวิธีการตรวจสอบเพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายได้ทันที เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่ยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการหารือดังกล่าว ทุกหน่วยงานตกลงที่จะจัดการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำทุกเดือน เพื่อประเมินสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้าอันตรายร่วมกัน

อ่านข่าว:

บุกทลายโกดังของเถื่อน เจอเครื่องสำอางปลอมกว่า 2.23แสนชิ้น

พณ.-ปอศ.ปูพรมห้างดังในกทม. ยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินกว่า1.1 หมื่นชิ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สหัสวัตย้อนถามสุชาติ ถ้านับใหม่ "ผลเปลี่ยน" ใครรับผิดชอบ ?

37 นาทีที่แล้ว

ปชน.ยื่น กกต.ขอนับคะแนนใหม่ 10 เขต ลั่นยอมรับผลเลือกตั้ง แต่โกงรับไม่ได้

55 นาทีที่แล้ว

"ประชามติ" รอบแรกผ่าน เสียงข้างมาก "เห็นชอบ" ขั้นตอนต่อไปคืออะไร

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปชช.ปักหลักร้องนับคะแนนใหม่ทั้ง 6 เขตเลือกตั้ง "มหาสารคาม"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...