"ประชามติ" รอบแรกผ่าน เสียงข้างมาก "เห็นชอบ" ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
การเลือกตั้ง 2569 เพื่อเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งระบบแบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อ จัดขึ้นพร้อมกับการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีคำถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ประชาชนสามารถแสดงความเห็นได้ 3 ทาง คือ
- เห็นชอบ : หากต้องการให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
- ไม่เห็นชอบ : หากไม่ต้องการให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- ไม่แสดงความคิดเห็น : หากไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น
ผลประชามติ (อย่างไม่เป็นทางการ) หลังนับคะแนน แล้ว 94 % ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนตอบ "เห็นชอบ" 19.8 ล้านคน ไม่เห็นชอบ 10.5 ล้านคน ไม่แสดงความคิดเห็น 2.8 ล้านคน มีบัตรดี 33.2 ล้านใบ บัตรเสียทั้งฉบับ 8.7 แสนใบ ผู้มาใช้สิทธิ 34.1 ล้านคน คน จากผู้มีสิทธิ 52.9 ล้านคน คิดเป็น 64.50 %
อ่านข่าว : ผลประชามติ (อย่างไม่เป็นทางการ) หลังนับคะแนน แล้ว 94 %
อย่างไรก็ตาม แม้ผลประชามติจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนแล้ว แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทำความเข้าใจ "ประชามติ" ก่อนก้าวต่อ
การออกเสียงประชามติ หรือ การลงประชามติ คือ กระบวนการนำร่างกฎหมายร่างรัฐธรรมนูญ หรือประเด็นนโยบายสำคัญของประเทศ ไปให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตัดสินใจว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
นับเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต่อแนวทางการปกครองประเทศ และถือเป็นประชาธิปไตยโดยทางตรงแบบหนึ่ง ซึ่งประชาชนมีส่วนมีเสียงโดยตรงในการบริหารราชการแผ่นดิน
หลักสำคัญของ "การออกเสียงประชามติ"
หลักสำคัญของการจัดทำประชามติ ได้แก่ เรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน โดยไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล ขณะที่ คำถามต้องชัดเจน เข้าใจง่าย เพียงพอให้ผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินใจได้ รวมไปถึง เปิดโอกาสให้ผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และ ต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ได้บัญญัติกรณีต่างๆ ที่สามารถทำประชามติได้ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ม.256, กรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร, การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสีย,
การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ และ การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบ ในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้จะกระทำมิได้
การออกเสียงประชามติ ยังถือเป็น หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 มาตรา 50 (7) ได้บัญญัติว่าหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือ "ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือลงประชามติอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ"
การออกเสียงประชามติจะถือว่าเป็นข้อยุติ ?
สำหรับการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องจัดทำประชามติให้ใช้ "เสียงข้างมาก" ของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนต้องสูงกว่าคะแนนเสียง "ไม่แสดงความคิดเห็น" ในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
ขั้นตอนสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินอย่างไรต่อ
การออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการ ก่อนเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนถัดไปของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้อธิบายรายละเอียดและขั้นตอนของกระบวนการออกเสียงประชามติไว้ในเอกสารข้อมูล เพื่อให้ประชาชนรับทราบและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ระบุถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการ ในเรื่องที่ทำประชามติ โดยระบุ รายละเอียดดังนี้
ลำดับที่ 1 : ขั้นตอนในการดำเนินกิจการ (ออกเสียงประชามติครั้งที่ 1)
- กรณีผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ผลคือ ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่ได้
- กรณีผลการออกเสียง "เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ผลคือ ผู้มีสิทธิเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ลำดับที่ 2 : ขั้นตอนในการดำเนินกิจการ
รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระทำเป็น 3 วาระ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
* หมายเหตุ (ตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)
ลำดับที่ 3 : ขั้นตอนในการดำเนินกิจการ
เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรรมนูแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ) ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามร่างรัฐธรรมนูญฯ หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ส่งให้พิจารณาหรือไม่ ซึ่ง ระยะเวลาเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
* หมายเหตุ ตามมาตรา 256 (8) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568
ลำดับที่ 4 : ขั้นตอนในการดำเนินกิจการ
ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบและดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เป็นครั้งที่ 3 (ออกเสียงประชามติครั้งที่ 3) ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธธรรมนูฉบับใหม่หรือไม่
ระยะเวลาเป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านการออกเสียงประชามติ ในครั้งที่ 3
(ที่มา : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ. 2560 คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย.2568 และพระราชบัญญัติรำด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568)
อธิบาย ขั้นตอนสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ชัดขึ้น คือ
ขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มต้นจากการทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไป 2569 โดยเป็น"ประชามติครั้งที่ 1" ตั้งคำถามต่อประชาชนว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
หากผลประชามติปรากฏว่าเสียงข้างมาก "เห็นชอบ" ขั้นตอนถัดไปคือ รัฐสภาชุดใหม่ จะต้องพิจารณาแก้ไข มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงและที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อรัฐสภาพิจารณาเสร็จสิ้นในวาระ 3 แล้ว จะต้องจัดให้มี "ประชามติครั้งที่ 2" โดยอาจตั้งคำถามว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับเนื้อหาและวิธีการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
เมื่อประชาชนเห็นชอบในคำถามนี้แล้ว จึงเริ่มกระบวนการให้ได้มาซึ่งผู้ยกร่างกระบวนการรับฟังความเห็น และยกร่างฉบับใหม่ทีละมาตรา จนได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จากนั้นจะมีการจัด "ประชามติครั้งที่ 3" อาจถามประชาชนว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ ขั้นตอนต่อไปคือ การทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ เริ่มนับหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ
เหตุผลและการถกเถียง
นอกจากนี้ เอกสารข้อมูล เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ยังอธิบายถึง ประโยชน์ได้เสียของการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุรายละเอียดว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้จัดทำขึ้นในช่วงที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีรัฐภาที่มาจากการแต่งตั้งรวมทั้งประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธธรรมนูญอย่างแท้จริง
จึงทำให้มีประเด็นถกเถียงว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหารถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและขาดความสมดุลในการใช้อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยกับองค์กรอิสระต่าง ๆ
ดังนั้น "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธธรรมนูญและทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถ แก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่จำเป็น และรักษาบทบัญญัติที่ดีอยู่แล้วของรัฐธธรรมนูญไว้
(ที่มา : เหตุผลของผู้เสนอร่างรัฐรรมนูญแห่งราขอาจักรไทย แก้โขเพิ่มเติม (ฉบับที่ .) พุทธศักราช …. และคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา)
เปรียบเทียบ "ข้อดี - ข้อเสีย" ของ "การออกเสียงประชามติ" ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในการจัดทำประชามติสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบ"ข้อดี - ข้อเสีย" ของ "การออกเสียงประชามติ" ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไว้ด้วย
"ข้อดี" ของ "การออกเสียงประชามติ" ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และทำให้ได้มา ซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมญโดยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ที่มีประเด็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ
"ข้อเสีย" ของ "การออกเสียงประชามติ" ให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับไหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตราสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
- การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ
อ้างอิงข้อมูล : กกต., คู่มือประชาชนการออกเสียงประชามติ
ราคาทองคำ บวก 200 บาท ตลาดขานรับสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน
เลือกตั้ง 2569 : "เพื่อไทย" ไร้ที่นั่ง สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชนได้ 6 กล้าธรรม 4
เลือกตั้ง 2569 : เปิดรายชื่อ ว่าที่ "สส.ปาร์ตี้ลิสต์" ของแต่ละพรรค