โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ในพระราชสำนัก

พระประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 มิถุนายน 2569 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

12 มิ.ย. 2569 - สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2521 เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเป็นพระราชนัดดา (หลาน) พระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ได้รับพระราชทานพระนามจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 “พัชรกิติยาภา” มีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญ เป็นแสงสว่างประดุจเพชร คำว่า “พัชร” หมายถึง เพชร มาจากพระนามาภิไธยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 10) คำว่า “กิติ” หมายถึง คำสรรเสริญ มาจากพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คำว่า “อาภา” หมายถึง ความสว่าง

เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี

เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พ.ศ.2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เป็นเจ้านายต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

การศึกษา ระดับอนุบาล ประถมและมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา ระดับปริญญาตรี ในปี พ.ศ.2544 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง ระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา ปีการศึกษา 2547 Master of Laws (LL.M.), มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเติบโตในวังเทเวศร์ ทรงห่วงใยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว ทรงกล่าวว่า "ไม่หวงมากนัก แต่มีความเป็นห่วงมากกว่า ทั้งเรื่องความประพฤติ การวางตัว…" และทรงสอนอีกด้วยว่า "…ให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากช่วยเหลือตัวเองแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วย"

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นที่รักใคร่ของพระบรมวงศานุวงศ์และราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยได้ตามเสด็จไปทรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงศึกษาเรียนรู้การปฏิบัติพระกรณียกิจจากการทรงลงพื้นที่จริงซึ่งมีความหลากหลาย แล้วทรงนำมาปรับใช้ในการทรงงานเพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระในภายหลัง ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในงานด้านนิติศาสตร์และการต่างประเทศ จึงทรงมุ่งมั่นทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือราษฎรผ่านการทรงงานอย่างมิทรงย่อท้อ ทรงสั่งสมพระประสบการณ์ผ่านการทรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระเกียรติคุณจึงเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และทรงได้รับการยกย่องในประชาคมโลก

พระกรณียกิจสำคัญที่ทรงเอาพระทัยใส่อย่างต่อเนื่อง คือ การทรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องราชทัณฑ์ หรือผู้ต้องขัง มีพระดำริให้จัดตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยก้าวพลาดให้ตระหนักว่ายังมีผู้ที่เต็มใจจะให้โอกาสและเอาใจช่วยให้พวกเขาสามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ โดยจัดโครงการฝึกอบรมวิชาชีพภายในเรือนจำและทัณฑสถานที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคต เมื่อทุกคนได้รับโอกาสที่สมควรแล้ว จะต้องรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำซ้อน สามารถกลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ช่วยให้สังคมส่วนรวมกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้กับเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ มีพระดำริให้จัดตั้งสโมสรกีฬาบีบีจีขึ้น ด้วยทรงเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของการนำกีฬามาใช้ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน และทรงสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการช่วยเหลือผู้ต้องขังป่วยให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม ผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการโครงการฯ เป็นการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพหลังจากพ้นโทษ สอดคล้องกับข้อกำหนดแมนเดลา ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และข้อกำหนดกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่มีหัวใจสำคัญคือ การไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงผลักดันให้เกิดการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่างๆ ทั้งด้านสาธารณกุศลผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ในการก่อตั้งครั้งแรกเป็นเพียง “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งมีขึ้นในขณะที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.2538 และมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จนภาคราชการและองค์กรการกุศลที่มีอยู่มิอาจให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนอันเกิดจากความเครียด อันเนื่องมาจากการป้องกันน้ำให้ท่วมในวงจำกัด ผู้ที่เดือดร้อนจึงรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง ขาดความเห็นอกเห็นใจ ต้องได้รับความเดือดร้อนเฉพาะชาวพื้นที่ของตนเอง ขณะที่พื้นที่ติดกันได้รับความสะดวกสบายอย่างเป็นปกติ

ในช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2538 เป็นวันที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงออกปฏิบัติภารกิจในโครงการฯ เป็นครั้งแรก โดยเสด็จออกรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบอุทกภัยที่สถานีบริการน้ำมัน ต่อจากนั้นในช่วงบ่ายได้เสด็จพระดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย ซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด การออกปฏิบัติพระกรณียกิจในครั้งนี้ส่งผลให้เหตุการณ์สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นมาโครงการฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 และได้พัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรผู้ประสบภัยทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร อีกทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสภากาชาดไทย ตลอดจนองค์กรมูลนิธิกองทุนอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากในทันที

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่เกี่ยวข้องกับด้านการพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสุขอนามัยและความเป็นอยู่ของประชาชน สุขภาพผู้ต้องขังหญิง ทรงสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยและส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และการพยาบาลมาโดยตลอด พระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ อาทิ “โครงการกำลังใจในพระดำริ” เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและทารกที่เกิดในทัณฑสถานหญิง มูลนิธิกุมาร รพ.พระมงกุฎเกล้า ในการก่อตั้งอาคารผู้ป่วยเด็ก "อาคารพัชรกิติยาภา” เพื่อการศึกษาวิจัยและให้การช่วยเหลือดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

มากไปกว่านั้น ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ และได้รับแต่งตั้งจากสหประชาชาติให้เป็น “ทูตสันถวไมตรี” ด้านต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ด้วยพระอัจฉริยภาพดังกล่าวและทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อสุขภาพของปวงชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง พระเกียรติคุณปรากฏทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้ได้ดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทสืบไป

ด้านกฎหมาย ซึ่งทรงมีความเชี่ยวชาญ พระเกียรติคุณ รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี ด้วยพระปรีชาสามารถ พ.ศ.2549 อัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2550 - อัยการประจำกอง (ข้าราชการอัยการชั้น 2) สำนักงานคดียาเสพติด พ.ศ.2551 อัยการจังหวัดผู้ช่วย (ข้าราชการอัยการชั้น 2) สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2552 รองอัยการจังหวัดอุดรธานี (ข้าราชการอัยการชั้น 3) สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2553 รองอัยการจังหวัดพัทยา (ข้าราชการอัยการชั้น 3) สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา พ.ศ.2554 รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู (ข้าราชการอัยการชั้น 3) สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู ปีเดียวกัน อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน อีกทั้งทรงเป็นอาจารย์พิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากอัยการสูงสุด ทรงเป็นเอกอัครราชทูต (นักบริหารระดับสูง) ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และทรงเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสโลวาเกีย อีกตำแหน่งหนึ่ง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสโลวีเนีย อีกตำแหน่งหนึ่ง

ทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และดูแลช้าง ก่อเกิดเป็นโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ เพื่อดูแลสร้างความสมดุลระหว่างคนกับช้างในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง, จันทบุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับโครงการฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ

นอกจากนี้ พระองค์ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้มีพระยศทางทหาร ทรงเป็นพลตรีหญิงและนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และนายทหารราชองครักษ์พิเศษ เมื่อเดือนมีนาคม 2561

กระทั่ง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และพระราชทานยศทหาร ความตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารและพระราชทานพระยศทหาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโทหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการกองบัญชาการ ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) และพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านการทหาร โดยพลโท โจนาธาน พี บรากา (LTG. Jonathan P. Braga Commanding General, USASOC) ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก สหรัฐ ได้ถวาย "ดาบสปาร์ตัน" แบบสั่งทำพิเศษแด่พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหญิงแห่งประเทศไทย เพื่อให้สมพระเกียรติถึงการที่พระองค์ได้เป็น Green Beret กิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565

พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระวิริยอุตสาหะในการฝึกทหารเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ทรงฝึกวิชากระโดดร่มแบบ static line ณ สนามกระโดดร่มท่าเดื่อ โรงเรียนสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี เป็นต้น

จากนั้น วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารรับราชการ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารรับราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก พิเศษ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2568

ตลอดระยะเวลาการทรงงาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจ โดยทรงนำความรู้และพระประสบการณ์จากการทรงงานในด้านต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและเวทีโลกมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาประเทศชาติและประชาชน อันเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาราษฎร สมดั่งที่ทรงเป็นเจ้าฟ้าของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ไทยโพสต์

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

10 นาทีที่แล้ว

‘พระองค์ภา’ รอยยิ้ม ความหวัง และความทรงจำไม่มีวันเลือน

23 นาทีที่แล้ว

รู้จัก ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’ สถานที่ประดิษฐานพระศพ-ถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

27 นาทีที่แล้ว

เดือด! ‘เม็กซิโก’ เชือด ‘แอฟริกาใต้’ 2-0 เปิดหัวบอลโลก 2026 แดงปลิว 3 ใบ

51 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความในพระราชสำนักอื่น ๆ

สดุดี ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ผู้ทรงยกระดับความยุติธรรมไทยสู่เวทีโลก

The Bangkok Insight

พิธา โพสต์อาลัย น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

Thaiger

เปิดประวัติ ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’ ที่ประดิษฐานพระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

The Bangkok Insight

รวมถ้อยคำแสดงความอาลัยถวาย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ใช้อย่างไรให้ถูกต้องสมพระเกียรติ

Thaiger

กฎมณเฑียรบาล สืบราชสันตติวงศ์: กฎหมายกำหนดชะตาราชบัลลังก์ไทย

Thaiger

พสกนิกรโศกเศร้า น้อมถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

ไทยโพสต์

ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

THE STANDARD

เปิดประวัติ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” พระที่นั่งก่ออิฐถือปูนสำคัญ ใช้ประดิษฐานพระศพเจ้านายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

สยามรัฐ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...