เปิดประวัติ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” พระที่นั่งก่ออิฐถือปูนสำคัญ ใช้ประดิษฐานพระศพเจ้านายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
สำนักพระราชวังประกาศ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ด้วยพระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47 พร้อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 น. – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2569
ล่าสุด เฟซบุ๊ก โบราณนานมา ได้เผยแพร่ประวัติ พระที่นั่งพิมานรัตยา โดยระบุว่า…
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย
“พระที่นั่งพิมานรัตยา” เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูน ทาสีขาว ยกพื้นสูง มีเสาลอยรับหลังคาโดยรอบ พระที่นั่งองค์นี้เชื่อมต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยห้องโถงที่เรียกว่า "มุขกระสัน" ลักษณะเป็นห้องโถงยาวทอดยาวไปทางทิศใต้ เป็นพระที่นั่งยกสูง มีระเบียง 3 ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ตะวันตกและด้านทิศใต้ รอบระเบียงเป็นเสาราย มีหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น ทรงไทยมุงด้วย กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับ หน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจก
จุดกำเนิดของ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลรัชกาลที่ ๑ เมื่อปี ๒๓๓๒ เกิดฟ้าผ่าบริเวณหน้ามุขเด็จ “พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท” จนเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบน หลังคา และองค์พระมหาปราสาท ตลอดจนพระปรัศว์ด้านซ้ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนซากอาคารและก่อสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ โดยมิได้จำลองรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่ทรงปรับเปลี่ยนลักษณะสถาปัตยกรรมบางประการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้านหลังองค์พระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา”
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้บันทึกไว้ว่า “…ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จยอดทั้ง 4 มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้ฐาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง 1 พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท…”
ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและราชประเพณีของราชสำนักไทย ในอดีตเคยใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยเสด็จมาประทับเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ในระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาแห่งนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพมาโดยตลอด แต่ไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ “ประดิษฐานพระศพ” ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน
กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งแห่งนี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย อันถือเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยและประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งพิมานรัตยา
ขอบคุณข้อมูล : โบราณนานมา และ ภาพ พิกุลบรรณศาลา