โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เปิดเบื้องลึก บอร์ด สปสช. ถกเดือดปมฉีด ‘วัคซีน IPD’ เด็ก

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เสียงแตก ฉีดทั่วประเทศ หรือ จำกัดแค่พื้นที่เสี่ยงสูง เผย กรรมการ บางคน ชี้ข้อมูลป่วยจริงต่ำ หลักฐานคุ้มค่ายังไม่ชัด เสนอศึกษานำร่องก่อนขยายผล

ภายหลังที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติ รับทราบข้อเสนอจากคณะทำงานเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และมติจากการประชุมของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชุมต่อเนื่องระหว่างวันที่ 21–23 มกราคม 2569 เกี่ยวกับ แนวทางการพิจารณาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยที่ประชุม “เห็นชอบ” ให้ดำเนินการทดลอง “นำร่อง” ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (PCV) ในจังหวัดหรือเขตสุขภาพที่มีอัตราการป่วยของโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) อยู่ในระดับสูง และมีความพร้อมด้านระบบบริการและการประเมินผล

ทั้งนี้ใช้งบประมาณจัดซื้อวัคซีนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยังไม่เป็นการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้าในทันที พร้อมกันนี้ ที่ประชุม มอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานงานร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรมควบคุมโรค เพื่อออกแบบการวิจัยประเมินผลการดำเนินโครงการนำร่องฉีดวัคซีน PCV ให้เป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตการให้บริการสาธารณสุข โดยกำหนดกรอบระยะเวลาศึกษาผลภายใน 1 ปี หลังเริ่มดำเนินการ และนำผลการประเมินเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

รมว.สธ. เบรกกระแสนำร่องฉีดวัคซีน IPD (PCV) ยืนยัน เด็กไทยได้ฉีดทั่วประเทศปีนี้

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุม บอร์ด สปสช. ถึงมติการจัดสรรงบประมาณเพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) ในเด็ก ว่า ที่ประชุมมีมติให้สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนได้ โดยใช้งบประมาณที่ สปสช. จัดสรรไว้แล้วราว 200 กว่าล้านบาท

ในที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นในหลายประเด็น ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ รวมถึงประเด็นด้านภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินสถานการณ์โดยรอบพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคได้เริ่มฉีดวัคซีนชนิดนี้ไปแล้ว ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการฉีดได้ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยในวงกว้าง

“การฉีดครั้งนี้จะทำไปพร้อมกับการศึกษาวิจัย หากขนาดตัวอย่าง (sample size) และขอบเขตการศึกษาครอบคลุมมากเท่าไร ก็จะยิ่งดี โดยกำหนดกรอบเวลาการศึกษาไม่เกิน 1 ปี และต้องนำผลการศึกษากลับมาเสนอที่ประชุม เพื่อพิจารณาความต่อเนื่องของการให้บริการวัคซีน PCV กับเด็กต่อไป”

พัฒนา พร้อมพัฒน์

สำหรับรูปแบบการฉีดวัคซีน รมว.สธ. ระบุว่า จะเป็นการฉีดให้กับเด็กตามเกณฑ์อายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน โดยย้ำว่าปีนี้ถือเป็นปีแรกของการดำเนินการ จะเรียกว่าเป็น“ปีนำร่อง” ก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฉีดเพียงปีเดียว โดยยอมรับว่า การดำเนินการยังมีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ งบประมาณ และ ราคาวัคซีน ซึ่งจำเป็นต้องมีการต่อรองให้ได้ราคาที่ต่ำลง โดยกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. จะร่วมกันหาช่องทางจัดหาวัคซีนจากแหล่งที่มีราคาต่ำลง เช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน

“ยืนยันว่าปีนี้ได้ฉีดแน่นอน ฉีดทันทีเมื่อมีความพร้อม โรงพยาบาลพื้นที่ไหนพร้อมก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ เพียงแต่ต้องมีกระบวนการจัดหาวัคซีน ซึ่ง สปสช. จะไปดำเนินการต่อ”

พัฒนา พร้อมพัฒน์

เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าอาจไม่ใช่เด็กไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนพร้อมกันนั้น พัฒนา ชี้แจงว่า หากการจัดหาวัคซีนในช่วงแรกยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ (priority) ในการบริหารจัดการ โดยพื้นที่ที่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงอาจได้รับสัดส่วนวัคซีนมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเลือกฉีดเฉพาะบางพื้นที่ หากสามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงพอ ก็สามารถฉีดไปพร้อมกันทั่วประเทศได้

ส่วนประเด็นกระแสสังคมที่มีความเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนครั้งนี้เป็นเพียงการนำร่องเฉพาะบางพื้นที่ รมว.สธ. ยืนยันว่า มติที่ประชุมไม่ได้ระบุให้ฉีดเฉพาะจังหวัดหรือเขตใดเป็นพิเศษ เพียงแต่กำหนดให้มีการศึกษาวิจัยและนำผลกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากในอดีตเคยมีการศึกษาบนพื้นที่จำกัด และผลยังไม่ชัดเจนมากพอ

“รอบนี้เราทำขนาดตัวอย่างให้ใหญ่ขึ้น ทำพื้นที่ให้กว้างขึ้น ภายใต้งบประมาณที่มี ซึ่งสามารถครอบคลุมทั่วประเทศได้ นี่คือสิ่งที่เราทำได้ และเป็นเรื่องที่ผมผลักดันมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง”

พัฒนา พร้อมพัฒน์

ขณะที นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่า สปสช. จะประสานไปยังโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อให้โรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการร่วมกับองค์การเภสัชกรรมในการจัดหาวัคซีน โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของมติคือการต่อรองราคา เนื่องจากงบประมาณมีข้อจำกัด

เมื่อถามถึงกรอบงบประมาณ นพ.จเด็จ ระบุว่า ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 400,000 คนต่อปี โดยต้นทุนวัคซีนต่อคนคาดว่าไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับการฉีด 3 เข็ม แต่จากการประเมินเบื้องต้น ราคาน่าจะต่ำกว่านั้น โดยอาจอยู่ราว 600–700 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับผลการต่อรองราคา

“ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขชัดเจนได้ เพราะต้องรอการต่อรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง หากได้ราคาที่เหมาะสมก็จะช่วยให้การดำเนินการครอบคลุมได้มากขึ้น”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

ทั้งนี้ ยืนยันว่า มติที่ออกมาคือสามารถฉีดวัคซีน PCV ได้ทั่วประเทศ ภายในปีนี้ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อและต่อรองราคา ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาพอสมควรตามกระบวนการจัดหา

เบื้องหลัง บอร์ด สปสช. ถกเดือด ‘วัคซีน IPD เด็ก’

ในส่วนของวาระพิจารณาการบรรจุ “วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (IPD/PCV)” เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับเด็ก ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง เนื่องจากเกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้น หลัง รมว.สธ. แสดงจุดยืนสนับสนุนให้ฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะที่กรรมการหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ แสดงความกังวลถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และฐานข้อมูลทางวิชาการที่ยังไม่เพียงพอ

กรรมการหลายคนอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลของ สปสช. ระบุว่า จำนวนเด็กที่ป่วยจากโรค IPD จนต้องนอนโรงพยาบาลมีเพียง“หลักร้อยรายต่อปี” ไม่ใช่หลัก “3-4 หมื่นราย” ตามที่มีการสื่อสารในบางช่วง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาอยู่เพียงไม่กี่ล้านบาทต่อปี ขณะที่การจัดซื้อวัคซีนทั่วประเทศต้องใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท

กรรมการบางคนยังตั้งคำถามว่า การใช้งบประมาณระดับนี้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับภาระโรคที่แท้จริง และในบริบทที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณในหลายบริการจำเป็นอื่น

สำหรับ เขตสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Invasive pneumococcal diseases; IPD) สูงสุด 3 อันดับแรก ในปีงบประมาณ 2568 ได้แก่

  • เขตสุขภาพที่ 9 (3.21 ต่อแสนประชากร)
  • เขตสุขภาพที่ 8 (3.11 ต่อแสนประชากร)
  • เขตสุขภาพที่ 6 (2.62 ต่อแสนประชากร)

จังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) สูงสุด 3 อันดับแรก ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่

  • นครนายก (8.09 ต่อประชากรแสนคน)
  • สกลนคร (5.37 ต่อประชากรแสนคน)
  • สุรินทร์ (5.01 ต่อประชากรแสนคน)

หากเลือกพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ในการนำร่องฉีด PCV จำนวน 29,527 คน จะใช้งบประมาณ 23,937,949.86 บาท (ค่าวัคซีน PCV10 จำนวน 21,969,469.86 บาท และค่าฉีดวัคซีน จำนวน 1,968,480.00 บาท)

อัตราป่วยโรค IPD จำแนกตามเขตสุขภาพ

เขตสุขภาพ | จำนวน (คน) | อัตราป่วย (ต่อประชากร 100,000 คน)

• เขตสุขภาพที่ 1 : 144 คน | 2.47

• เขตสุขภาพที่ 2 : 66 คน | 1.88

• เขตสุขภาพที่ 3 : 67 คน | 2.34

• เขตสุขภาพที่ 4 : 88 คน | 1.61

• เขตสุขภาพที่ 5 : 129 คน | 2.43

• เขตสุขภาพที่ 6 : 167 คน | 2.62

• เขตสุขภาพที่ 7 : 74 คน | 1.50

• เขตสุขภาพที่ 8 : 170 คน | 3.11

• เขตสุขภาพที่ 9 : 213 คน | 3.21

• เขตสุขภาพที่ 10 : 70 คน | 1.54

• เขตสุขภาพที่ 11 : 93 คน | 2.07

• เขตสุขภาพที่ 12 : 73 คน | 1.45

• เขตสุขภาพที่ 13 : 88 คน | 1.62

หลักฐานในไทยยังไม่ชี้ชัด “ฉีดแล้วลดป่วยจริง” ?

สำหรับหนึ่งในเหตุผลสำคัญของฝ่ายคัดค้าน คือ ผลการดำเนินงานนำร่องในบางพื้นที่ เช่น จ.มหาสารคาม ซึ่งแม้มีการฉีดวัคซีนแล้ว แต่จำนวนการนอนโรงพยาบาลจากโรคปอดบวมและการติดเชื้อรุนแรงในเด็ก ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ กรรมการยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของข้อมูลที่เก็บในประเทศไทย ซึ่งทราบเพียงจำนวนเด็กที่ได้รับวัคซีน แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ชัดเจนว่า การป่วยที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากเชื้อไวรัสหรือสาเหตุอื่นเท่าใด ทำให้ยากต่อการประเมิน“ประสิทธิผลจริง (effectiveness)” ของวัคซีนในบริบทไทย

ฝ่ายวิชาการระบุว่า วัคซีน IPD ยังอยู่ระหว่างกระบวนการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) ซึ่งผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ยัง “ก้ำกึ่ง” และยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนทั่วประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมของระบบสุขภาพ (cost saving)

กรรมการบางคน ยังย้ำว่า หลักการบรรจุสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องยึดหลัก “science-based decision” ไม่ใช่การตัดสินใจจากแรงกดดันทางนโยบายหรือการตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า

โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การอ้างว่าหลายประเทศทั่วโลกฉีดวัคซีน IPD ให้เด็กฟรี กรรมการจึงชี้แจงว่า หลายประเทศได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Gavi ซึ่งช่วยจัดหาวัคซีนในราคาต่ำมาก หรือฟรีในช่วงที่ประเทศยังมีรายได้ต่ำ เมื่อประเทศมีรายได้สูงขึ้น การสนับสนุนดังกล่าวจะสิ้นสุด และต้องจัดซื้อวัคซีนเองในราคาตลาด

กรรมการจึงเห็นว่า ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้อง “เดินตามประเทศอื่น” หากหลักฐานทางวิชาการในประเทศยังไม่ชัดเจน

เสนอศึกษานำร่องในพื้นที่เสี่ยงสูง ก่อนฉีดทั้งประเทศ

เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมบอร์ด สปสช. จึงเห็นพ้องกันว่า หากจะเดินหน้าต่อ ควรปรับแนวทางจาก “ฉีดทั่วประเทศ” เป็น “การศึกษาวิจัยในพื้นที่นำร่อง” โดยเลือกจังหวัดหรือเขตสุขภาพที่มีอัตราป่วยสูง เพื่อให้ได้จำนวนตัวอย่างเพียงพอในการประเมินผลจริง ทั้งด้านอัตราป่วย การนอนโรงพยาบาล และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

มีการเสนอกรอบงบประมาณสำหรับการศึกษานำร่อง ตั้งแต่ระดับประมาณ 20–50 ล้านบาท แทนการใช้งบกว่า 200 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงภาระผูกพันทางงบประมาณในระยะยาว หากผลการศึกษาไม่เป็นไปตามคาด

กรรมการหลายคน จึงแสดงความกังวลต่อแนวคิดที่ว่า “เมื่อมีการตั้งงบประมาณแล้วต้องใช้” โดยระบุว่าเป็นตรรกะที่ผิดหลักธรรมาภิบาล และบั่นทอนบทบาทของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองนโยบายบนฐานข้อมูลและหลักวิชาการ ไม่ใช่รองรับนโยบายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า

ท้ายที่สุด ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีแนวโน้มเห็นพ้องให้ดำเนินการศึกษาในพื้นที่นำร่องเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยออกแบบการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำผลลัพธ์กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง หากพบว่ามีประสิทธิผลและความคุ้มค่าชัดเจน จึงพิจารณาขยายเป็นการฉีดทั่วประเทศในอนาคต

ทั้งนี้มีความคิดเห็นทางผู้ประชุมออนไลน์ คอมเม้นทางช่องแชทว่า “ทำไมการประชุมนี้ไม่มีผู้เชียวชาญโรคติดเชื้อ กรมควบคุมโรค รวมถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ เข้าร่วม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

Watch Chinese Short Dramas & Earn 1,400 Baht? This Is Just Scam Tactic

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Scam Alert! Social Media Page Claiming to Be Famous Krabi Hotel Was Found Fake

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...