ปักจุดอีสานแดงเถือก 'พยาธิใบไม้ตับ' กินยาถ่ายทุกปีไม่ช่วยรอด ‘มะเร็งท่อน้ำดี’
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหน่วยงานด้านวิชาการที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย“ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริง กรณีผลการคัดกรองนิสิตใหม่ปีการศึกษา 2569 ในจังหวัดหาสารคาม พบอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ จำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อกว่า 4,200 คน คิดเป็น 33% มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบ 380 คน คิดเป็น 19%
กางแผนที่พยาธิใบไม้ตับอีสานแดงเถือก
ข้อมุลอัตราความชุกของพยาธิใบไม้ตับใน ปี 2559-2560 เปรียบเทียบการตรวจด้วยอุจจาระ และปัสสาวะ พบว่า แสดงพื้นที่อัตราความชุกในจังหวัดที่สอดคล้องกัน แต่การตรวจด้วยปัสสาวะจะแสดงเป็นสีแดงจนถึงสีแดงเข้ม เพราะเครื่องมือที่ใช้ตรวจมีความไวมากกว่า ซึ่งพื้นที่สีแดงและแดงเข้มเกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)
ส่วนผลการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว (OV-ATK) ที่เป็นการตรวจด้วยปัสสาวะในประชากร 2 แสนคน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567 – 9 ก.ค. 2569 พบว่า มีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับเฉลี่ย 28%
ทั้งนี้ กลุ่มที่ตรวจพบมากสุดอายุ 40-49 ปี อัตรา 31.27 % รองลงมากลุ่มอายุ 15-29 ปี พบติดเชื้อ 30.36 % เพราะเด็กวัยนี้กินอาหารเหมือนคนในครอบครัวตั้งแต่เล็กจึงไม่น่าแปลกใจที่จะตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย หรือที่พบใน นิสิต มมส. ที่จัดอยู่ในอัตราการตรวจพบที่ใกล้เคียงกัน ตามด้วยกล่มอายุ 50-59 ปี ,อายุ 30-39 ปี ,อายุ 60-69 ปี และอายุน้อยกว่า 15 ปี ก็เจอในอัตรา 22.48 % ตามลำดับ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาโรค พยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของประชาชนไทย ปีละประมาณ 15,000 ถึง 20,000 ราย สูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่อปีถึง 13,500 ล้านบาท และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ที่อาจจะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมหาศาล
“พยาธิใบไม้ตับทั่วโลกมีประเทศที่เป็นไม่มาก ส่วนใหญ่จะเจอผู้จติดเชื้อมากในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาและจีนบางส่วน ซึ่งประเทศไทยเริ่มพบการแพร่ไปในพื้นที่อื่นๆที่ไกลกว่าภาคอีสาน จากการที่คนเดินทางและอาหารการกินก็ตามไปด้วย และการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจะทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี”นพ.ศุภกิจกล่าว
ชุดตรวจนวัตกรรมไทยแม่นยำสูง 92.5%
การตรวจพยาธิใบไม้ตับที่ผ่านมาจะตรวจจากอุจจาระ แต่มีข้อจำกัดตรงที่คนไม่ค่อยอยากเก็บมาตรวจ และคนที่ตรวจก็ต้องใช้ตาดู นักวิจัยไทยจึงมีการพัฒนาชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว (OV-ATK)เป็นการตรวจหาแอนติเจนจากตัวพยาธิในปัสสาวะ ซึ่งชุดตรวจ OV-ATK ใช้งานง่าย ทราบผลรวดเร็ว เหมาะสำหรับการคัดกรองเชิงรุกในระดับชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้สะดวกยิ่งขึ้น
- มีความไว 94%
- ความจำเพาะ 93.2%
- มีความแม่นยำสูงถึง 92.5%
และปัจจุบันชุดตรวจ OV-ATK ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขึ้นทะเบียนเป็นบัญชีนวัตกรรมไทยเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กำหนดให้การตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจนี้เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วย
“ที่มีการตั้งคำถามว่า ชุดตรวจให้ผลบวกลวงหรือไม่ ซึ่งชุดตรวจ ATK โดยทั่วไปย่อมมีโอกาสเกิดได้ทั้งผลบวกลวงและผลลบลวง แต่สิ่งที่ควรต้องกลัวมากกว่า คือ การให้ผลลบลวง เพราะแปลว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่ชุดตรวจกลับตรวจไม่เจอ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
เป้าลดความชุก-เพิ่มอัตรารอดชีวิต
การแก้ไขปัญหาพยาใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในไทย สวรส. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี”
ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดพื้นที่ภาคอีสาน เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2569 โดยมีเป้าหมาย 3 เรื่องสำคัญ
1.ลดความชุกของพยาธิใบไม้ตับให้ต่ำกว่า 10 %
2.วินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีระยะต้นให้ได้มากกว่า 50 %
3.เพิ่มอัตราการรอดชีพมากกว่า 30 %
นอกจากการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ OV-ATK ยังมีการยกระดับระบบการรักษาว่า การดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ ไม่ได้จบแค่เพียงการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงการให้ยาถ่ายพยาธิ Praziquantel และการตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดีด้วยอัลตราซาวด์สำหรับกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล Isan Cohort เพื่อใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
“โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีสามารถป้องกันและรักษาได้ หากปรับพฤติกรรมการกินดิบ และคัดกรองกลุ่มเสี่ยงให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว” นพ.ศุภกิจกล่าว
มาตรการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับ
สำหรับการขับเคลื่อนตามแผนงานเป้าหมายสำคัญฯ“ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญฯ” สวรส. และดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส.ว่า มีการบูรณาการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) โดยจะมีจัดการทั้งสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมทุกมิติ
อาทิ มาตรการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับแบบครบวงจร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดอัตราการติดเชื้อในคน โดยมาตรการเชิงรุกที่นำมาใช้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การรักษา แต่ครอบคลุมถึงการจัดการที่ต้นเหตุ
- การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy): มุ่งสร้างการรับรู้และตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน
- การจัดการอาหารปลอดภัย: ส่งเสริมและผลักดัน การผลิตอาหารปลอดพยาธิใบไม้ตับ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อจากอาหารสู่คน
- การจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล: จัดระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรชีวิตพยาธิในธรรมชาติ
กลไกขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ มีการขับเคลื่อนโดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)
พร้อมดึงพลังของท้องถิ่นและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรอง ติดตามผู้ป่วย และให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
มีแผนฝึกอบรมศัลยแพทย์ พยาบาลห้องผ่าตัด รังสีแพทย์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เพื่อเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปให้สามารถรองรับการคัดกรองและรักษามะเร็งท่อน้ำดีให้ได้ตามมาตรฐาน มีมาตรการที่หลากหลายและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในทุกระดับ โดยมีสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน และสนับสนุนทางวิชาการ
ไทยเบอร์ 1 โลก มะเร็งท่อน้ำดี
รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สถาบันมีการทำวิจัยเรื่องนี้มากกว่า 30 ปี ภายใต้แผนงานนี้จะนำงานวิจัยที่ทำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ หลังเริ่มงานนี้ช่วยให้เห็นว่าถ้าจะกำจัดมะเร็งท่อน้ำดี ต้องมีอะไรบ้าง ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยซึ่งเป็นแหล่งที่มีมะเร็งท่อน้ำดีสูงสุดในโลก จะมีนวัตกรรมที่ช่วยกู้สถานการณ์
ผศ.นพ.อรรถพล ติตะปัญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พยาธิใบไม้ตับ เป็นตัวเดียวทำให้ไทยกลายเป็นเมืองหลวงแห่งมะเร็งท่อน้ำดี เพราะ 70-80 % ของมะเร็งท่อน้ำดี ในไทยเกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากการติดพยาธิใบไม้ในตับ หากไม่มีพยาธิ จะทำให้อัตราป่วยน้อยลงได้ แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะเปลี่ยนจากการ "ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย" จนสามารถผ่าตัดรักษาได้
“เดิมผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีทุกระยะเมื่อผ่าตัดมีโอกาสรอดชีวิตใน 3 เดือน - 1ปี อยู่ที่ 30 % ส่วนตอนนี้ก็ยังแย่เพราะในผู้ป่วย 100 คน ตรวจพบระยะต้น 20 % ที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ ที่เหลือไม่สามารถผ่าตัดได้ ดังนั้นดีที่สุด คือ การป้องกันก่อนเกิด ไม่ปล่อยให้ติดพยาธิใบไม้ตับซ้ำๆ”ผศ.นพ.อรรถพลกล่าว
กินยาถ่ายพยาธิทุกปี ไม่ช่วยรอดมะเร็งท่อน้ำดี
ด้านนพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมคบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การติดเชื้อใบไม้ในตับ มียารักษา ซึ่งตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่า หากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อเกิน 20 % ให้รับประทานยาเลยทุกคน ปีละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องตรวจยืนยัน ส่วนที่พบน้อยกว่า 20% รับประทานยาทุกคน 2 ปีครั้ง ทั้งนี้ ยาสามารถซื้อได้ราคาไม่แพง ในร้านขายยา แต่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร และแม้ว่ายาจะไม่มีอันตราย แต่ยาไม่ใช่ขนมที่จะกินบ่อยๆ ได้
“ยาถ่ายพยาธิใบไม้ตับ ไม่ใช่ยาป้องกันมะเร็ง ถึงจะกินยาถ่ายพยาธิทุกปี ก็ไม่ช่วยให้รอดจากมะเร็งท่อน้ำดี หากไม่ปรับพฤติกรรม โดยยังคงรับประทานเมนูปลาน้ำจืดดิบ แล้วหวังว่าจะกินยาถ่ายพยาธิ ก็จะทำให้ตับเกิดการอักเสบซ้ำ ๆ เพราะทุกครั้งที่มีพยาธิใบไม้ในตับเข้าไป จะทิ้งการอักเสบไว้ นำมาสู่การเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต” นพ.ยงเจือกล่าว
นพ.ยงเจือ ย้ำว่า เป้าหมายของการดำเนินการเรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี อยู่ที่การป้องกันไม่ให้ติดพยาธิใบไม้ตับ จึงต้องทำให้คนปรับพฤติกรรมของตนเอง ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ หรือสุกๆดิบๆ รวมถึง ไม่รับประทานสัตว์ดิบ ไม่ใช่เมื่อตรวจพบความเสี่ยงแล้วกินแต่ยาถ่ายพยาธิแล้วกลับไปมีพฤติกรรมการกินที่เสี่ยงติดเชื้อแบบเดิม ซึ่งการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 1 ครั้งก็จะทิ้งรอยไว้ เมื่อติดซ้ำเข้ามาใหม่ก็จะอักเสบไปเรื่อยๆ
ไม่มีหลักฐานติดพยาธิใบไม้ตับ ไม่ได้แปลว่าไม่ติดเชื้อ
สำหรับกรณี นักศึกษา มมส. 4,000 คน นพ.ยงเจือ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับจังหวัดเข้าไปสอบสวนโรคแล้ว แต่ไม่ใช่ให้ทราบว่าป่วยหรือไม่ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการป้องกันควบคุมโรค สื่อสารความเสี่ยงให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต โดยกรณีที่สามารถนำอุจจาระมาตรวจยืนยันได้ ก็จะใช้เวลา 1-3 วัน ซึ่งหากตรวจด้วยอุจจาระแล้วพบว่าไม่เจอ ก็อาจรายงานผลว่า ไม่มีหลักฐานว่าติดพยาธิใบไม้ตับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ติดเชื้อ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะทราบผล