โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปักจุดอีสานแดงเถือก 'พยาธิใบไม้ตับ' กินยาถ่ายทุกปีไม่ช่วยรอด ‘มะเร็งท่อน้ำดี’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหน่วยงานด้านวิชาการที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย“ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริง กรณีผลการคัดกรองนิสิตใหม่ปีการศึกษา 2569 ในจังหวัดหาสารคาม พบอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ จำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อกว่า 4,200 คน คิดเป็น 33% มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบ 380 คน คิดเป็น 19%

กางแผนที่พยาธิใบไม้ตับอีสานแดงเถือก

ข้อมุลอัตราความชุกของพยาธิใบไม้ตับใน ปี 2559-2560 เปรียบเทียบการตรวจด้วยอุจจาระ และปัสสาวะ พบว่า แสดงพื้นที่อัตราความชุกในจังหวัดที่สอดคล้องกัน แต่การตรวจด้วยปัสสาวะจะแสดงเป็นสีแดงจนถึงสีแดงเข้ม เพราะเครื่องมือที่ใช้ตรวจมีความไวมากกว่า ซึ่งพื้นที่สีแดงและแดงเข้มเกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)

ส่วนผลการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว (OV-ATK) ที่เป็นการตรวจด้วยปัสสาวะในประชากร 2 แสนคน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567 – 9 ก.ค. 2569 พบว่า มีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับเฉลี่ย 28%

ทั้งนี้ กลุ่มที่ตรวจพบมากสุดอายุ 40-49 ปี อัตรา 31.27 % รองลงมากลุ่มอายุ 15-29 ปี พบติดเชื้อ 30.36 % เพราะเด็กวัยนี้กินอาหารเหมือนคนในครอบครัวตั้งแต่เล็กจึงไม่น่าแปลกใจที่จะตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย หรือที่พบใน นิสิต มมส. ที่จัดอยู่ในอัตราการตรวจพบที่ใกล้เคียงกัน ตามด้วยกล่มอายุ 50-59 ปี ,อายุ 30-39 ปี ,อายุ 60-69 ปี และอายุน้อยกว่า 15 ปี ก็เจอในอัตรา 22.48 % ตามลำดับ

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาโรค พยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของประชาชนไทย ปีละประมาณ 15,000 ถึง 20,000 ราย สูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่อปีถึง 13,500 ล้านบาท และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ที่อาจจะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมหาศาล

“พยาธิใบไม้ตับทั่วโลกมีประเทศที่เป็นไม่มาก ส่วนใหญ่จะเจอผู้จติดเชื้อมากในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาและจีนบางส่วน ซึ่งประเทศไทยเริ่มพบการแพร่ไปในพื้นที่อื่นๆที่ไกลกว่าภาคอีสาน จากการที่คนเดินทางและอาหารการกินก็ตามไปด้วย และการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจะทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี”นพ.ศุภกิจกล่าว

ชุดตรวจนวัตกรรมไทยแม่นยำสูง 92.5%

การตรวจพยาธิใบไม้ตับที่ผ่านมาจะตรวจจากอุจจาระ แต่มีข้อจำกัดตรงที่คนไม่ค่อยอยากเก็บมาตรวจ และคนที่ตรวจก็ต้องใช้ตาดู นักวิจัยไทยจึงมีการพัฒนาชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว (OV-ATK)เป็นการตรวจหาแอนติเจนจากตัวพยาธิในปัสสาวะ ซึ่งชุดตรวจ OV-ATK ใช้งานง่าย ทราบผลรวดเร็ว เหมาะสำหรับการคัดกรองเชิงรุกในระดับชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • มีความไว 94%
  • ความจำเพาะ 93.2%
  • มีความแม่นยำสูงถึง 92.5%

และปัจจุบันชุดตรวจ OV-ATK ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขึ้นทะเบียนเป็นบัญชีนวัตกรรมไทยเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กำหนดให้การตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจนี้เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วย

“ที่มีการตั้งคำถามว่า ชุดตรวจให้ผลบวกลวงหรือไม่ ซึ่งชุดตรวจ ATK โดยทั่วไปย่อมมีโอกาสเกิดได้ทั้งผลบวกลวงและผลลบลวง แต่สิ่งที่ควรต้องกลัวมากกว่า คือ การให้ผลลบลวง เพราะแปลว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่ชุดตรวจกลับตรวจไม่เจอ” นพ.ศุภกิจ กล่าว

เป้าลดความชุก-เพิ่มอัตรารอดชีวิต

การแก้ไขปัญหาพยาใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในไทย สวรส. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี”

ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดพื้นที่ภาคอีสาน เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2569 โดยมีเป้าหมาย 3 เรื่องสำคัญ

1.ลดความชุกของพยาธิใบไม้ตับให้ต่ำกว่า 10 %

2.วินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีระยะต้นให้ได้มากกว่า 50 %

3.เพิ่มอัตราการรอดชีพมากกว่า 30 %

นอกจากการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ OV-ATK ยังมีการยกระดับระบบการรักษาว่า การดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ ไม่ได้จบแค่เพียงการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงการให้ยาถ่ายพยาธิ Praziquantel และการตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดีด้วยอัลตราซาวด์สำหรับกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล Isan Cohort เพื่อใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

“โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีสามารถป้องกันและรักษาได้ หากปรับพฤติกรรมการกินดิบ และคัดกรองกลุ่มเสี่ยงให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว” นพ.ศุภกิจกล่าว

มาตรการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับ

สำหรับการขับเคลื่อนตามแผนงานเป้าหมายสำคัญฯ“ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญฯ” สวรส. และดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส.ว่า มีการบูรณาการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) โดยจะมีจัดการทั้งสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมทุกมิติ

อาทิ มาตรการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับแบบครบวงจร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดอัตราการติดเชื้อในคน โดยมาตรการเชิงรุกที่นำมาใช้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การรักษา แต่ครอบคลุมถึงการจัดการที่ต้นเหตุ

  • การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy): มุ่งสร้างการรับรู้และตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน
  • การจัดการอาหารปลอดภัย: ส่งเสริมและผลักดัน การผลิตอาหารปลอดพยาธิใบไม้ตับ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อจากอาหารสู่คน
  • การจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล: จัดระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรชีวิตพยาธิในธรรมชาติ

กลไกขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ มีการขับเคลื่อนโดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)

พร้อมดึงพลังของท้องถิ่นและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรอง ติดตามผู้ป่วย และให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

มีแผนฝึกอบรมศัลยแพทย์ พยาบาลห้องผ่าตัด รังสีแพทย์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เพื่อเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปให้สามารถรองรับการคัดกรองและรักษามะเร็งท่อน้ำดีให้ได้ตามมาตรฐาน มีมาตรการที่หลากหลายและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในทุกระดับ โดยมีสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน และสนับสนุนทางวิชาการ

ไทยเบอร์ 1 โลก มะเร็งท่อน้ำดี

รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สถาบันมีการทำวิจัยเรื่องนี้มากกว่า 30 ปี ภายใต้แผนงานนี้จะนำงานวิจัยที่ทำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ หลังเริ่มงานนี้ช่วยให้เห็นว่าถ้าจะกำจัดมะเร็งท่อน้ำดี ต้องมีอะไรบ้าง ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยซึ่งเป็นแหล่งที่มีมะเร็งท่อน้ำดีสูงสุดในโลก จะมีนวัตกรรมที่ช่วยกู้สถานการณ์

ผศ.นพ.อรรถพล ติตะปัญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พยาธิใบไม้ตับ เป็นตัวเดียวทำให้ไทยกลายเป็นเมืองหลวงแห่งมะเร็งท่อน้ำดี เพราะ 70-80 % ของมะเร็งท่อน้ำดี ในไทยเกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากการติดพยาธิใบไม้ในตับ หากไม่มีพยาธิ จะทำให้อัตราป่วยน้อยลงได้ แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะเปลี่ยนจากการ "ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย" จนสามารถผ่าตัดรักษาได้

“เดิมผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีทุกระยะเมื่อผ่าตัดมีโอกาสรอดชีวิตใน 3 เดือน - 1ปี อยู่ที่ 30 % ส่วนตอนนี้ก็ยังแย่เพราะในผู้ป่วย 100 คน ตรวจพบระยะต้น 20 % ที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ ที่เหลือไม่สามารถผ่าตัดได้ ดังนั้นดีที่สุด คือ การป้องกันก่อนเกิด ไม่ปล่อยให้ติดพยาธิใบไม้ตับซ้ำๆ”ผศ.นพ.อรรถพลกล่าว

กินยาถ่ายพยาธิทุกปี ไม่ช่วยรอดมะเร็งท่อน้ำดี

ด้านนพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมคบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การติดเชื้อใบไม้ในตับ มียารักษา ซึ่งตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่า หากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อเกิน 20 % ให้รับประทานยาเลยทุกคน ปีละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องตรวจยืนยัน ส่วนที่พบน้อยกว่า 20% รับประทานยาทุกคน 2 ปีครั้ง ทั้งนี้ ยาสามารถซื้อได้ราคาไม่แพง ในร้านขายยา แต่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร และแม้ว่ายาจะไม่มีอันตราย แต่ยาไม่ใช่ขนมที่จะกินบ่อยๆ ได้

“ยาถ่ายพยาธิใบไม้ตับ ไม่ใช่ยาป้องกันมะเร็ง ถึงจะกินยาถ่ายพยาธิทุกปี ก็ไม่ช่วยให้รอดจากมะเร็งท่อน้ำดี หากไม่ปรับพฤติกรรม โดยยังคงรับประทานเมนูปลาน้ำจืดดิบ แล้วหวังว่าจะกินยาถ่ายพยาธิ ก็จะทำให้ตับเกิดการอักเสบซ้ำ ๆ เพราะทุกครั้งที่มีพยาธิใบไม้ในตับเข้าไป จะทิ้งการอักเสบไว้ นำมาสู่การเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต” นพ.ยงเจือกล่าว

นพ.ยงเจือ ย้ำว่า เป้าหมายของการดำเนินการเรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี อยู่ที่การป้องกันไม่ให้ติดพยาธิใบไม้ตับ จึงต้องทำให้คนปรับพฤติกรรมของตนเอง ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ หรือสุกๆดิบๆ รวมถึง ไม่รับประทานสัตว์ดิบ ไม่ใช่เมื่อตรวจพบความเสี่ยงแล้วกินแต่ยาถ่ายพยาธิแล้วกลับไปมีพฤติกรรมการกินที่เสี่ยงติดเชื้อแบบเดิม ซึ่งการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 1 ครั้งก็จะทิ้งรอยไว้ เมื่อติดซ้ำเข้ามาใหม่ก็จะอักเสบไปเรื่อยๆ

ไม่มีหลักฐานติดพยาธิใบไม้ตับ ไม่ได้แปลว่าไม่ติดเชื้อ

สำหรับกรณี นักศึกษา มมส. 4,000 คน นพ.ยงเจือ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับจังหวัดเข้าไปสอบสวนโรคแล้ว แต่ไม่ใช่ให้ทราบว่าป่วยหรือไม่ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการป้องกันควบคุมโรค สื่อสารความเสี่ยงให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต โดยกรณีที่สามารถนำอุจจาระมาตรวจยืนยันได้ ก็จะใช้เวลา 1-3 วัน ซึ่งหากตรวจด้วยอุจจาระแล้วพบว่าไม่เจอ ก็อาจรายงานผลว่า ไม่มีหลักฐานว่าติดพยาธิใบไม้ตับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ติดเชื้อ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะทราบผล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...