โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

มหิดล ส่งยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” ดันเวลเนสฮับหมื่นล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการป้องกันโรค ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การรักษาพยาบาล” (Medical Care) ไปสู่ “Wellness Economy” มูลค่าตลาดโลก: ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าในปี 2024 มูลค่าตลาดนี้สูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 (เติบโตเฉลี่ย >7% ต่อปี) ซึ่งโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบสองเท่า

โอกาสของไทย: ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์กลางของเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพกำลังเคลื่อนย้ายมายังภูมิภาคนี้ และเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับประเทศที่มีความพร้อมด้านการแพทย์และบริการระดับสากลอย่างประเทศไทย ในการยกระดับตัวเองขึ้นเป็นหมุดหมายสำคัญของประชากรโลก

“ม.มหิดล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing

ผ่าโครงสร้าง Wellness Economy และโอกาสทองของประเทศไทย

โครงสร้างของ Wellness Economy ในตลาดโลกนั้นครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานและธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดและครองส่วนแบ่งการตลาดรายใหญ่ ได้แก่

1. ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty)

2. อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating / Future Food)

3. การออกกำลังกาย (Physical Activity)

ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนตลาดรองลงมาแต่กลับมีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นและน่าจับตามองอย่างยิ่ง คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% ต่อปี และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) ที่มีมูลค่าคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดรวมทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ราว 6-6.7 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพที่แท้จริงแล้ว ประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล เนื่องจากประเทศไทยมีทุนทางสังคมและจุดแข็งที่ทั่วโลกให้การยอมรับในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก

ม.มหิดล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ มุ่งยกระดับบริการการแพทย์มูลค่าสูง นวัตกรรม และ R&D ขั้นสูง

การจะเปลี่ยนผ่านจากจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวแบบเดิมไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากลเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งตรงกับทิศทางที่มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้

โครงสร้างการดำเนินงาน 4 เสาหลัก

ล่าสุดการประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งยกระดับบริการการแพทย์มูลค่าสูง นวัตกรรม และ R&D ขั้นสูง เพื่อดันไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Economy ระดับภูมิภาค สะท้อนผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars)

โดย ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะองค์รวม (กาย จิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม) ภายใต้แนวคิด “The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับ “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างและลึกซึ้งกว่าเดิม

ม.มหิดล มุ่งยกระดับบริการการแพทย์มูลค่าสูง นวัตกรรม และ R&D ขั้นสูง ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Economy ระดับภูมิภาค

โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาโรคทางกายภาพ แต่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย กลุ่มครอบครัว ชุมชน คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ผ่านโครงสร้างการดำเนินงาน 4 เสาหลัก ได้แก่

1. บริการทางการแพทย์มูลค่าสูง (Medical Service): มุ่งเน้นการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการทางการแพทย์ในระดับสากล ผ่านการรักษาเฉพาะทางและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical Technology) ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery: MIS)

ทั้งในกลุ่มโรคกระดูกสันหลังและข้อเข่า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย รวมถึงการเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพเฉพาะกลุ่มเพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายในสังคม อาทิ การดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) เป็นต้น

2. บริการเพื่อสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และเวลเนสแบบองค์รวม (Wellness Service): ผสานจุดแข็งระหว่างศาสตร์การบริการสุขภาพแบบดั้งเดิมของไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น ธุรกิจสปา นวดแผนไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) เข้ากับฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Science-based Wellness) อาทิ

การนำเวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลตามรหัสพันธุกรรม เพื่อสร้างสรรค์บริการสุขภาพมูลค่าสูงที่แม่นยำและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

3. ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต (Industrial Product): การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) จากคลังสมอง องค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก เช่น อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food & Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยา (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits)

4. การวิจัยและพัฒนาขั้นสูง (R&D): การทำหน้าที่เป็นแกนกลางขับเคลื่อนนวัตกรรมเปลี่ยนโลก (Disruptive Innovation) ด้านการแพทย์ ผ่านการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับแนวหน้า เช่น การจัดทำคลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและวางแผนรักษา

ตลอดจนการวิจัยขั้นสูงในเรื่องเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) เพื่อนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการออกมาใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขและสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

ถอดโมเดลความสำเร็จสู่การปฏิบัติจริง

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing จึงเป็นการขยับสู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรม (Health & Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงไปสู่การใช้งานจริงในภาคส่วนต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านโมเดลความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ:

1. โมเดลบริหารจัดการโรงพยาบาลคู่ขนาน: ตัวอย่างจาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่ใช้ระบบบริหารงานประสิทธิภาพสูง นำรายได้จากการบริการกลับมาสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สิทธิ 30 บาท) สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงได้ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

2. พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก: การจัดตั้ง Medical AI Center ร่วมกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA เพื่อพัฒนาโมเดล AI ในการวินิจฉัยโรคซับซ้อน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของแพทย์และสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย

3. การแพทย์แม่นยำ: การพัฒนาเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมและโรคซับซ้อน ซึ่งเป็นนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและผู้ป่วยต่างชาติกระเป๋าหนักเข้าสู่ประเทศ

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดลภายใต้ยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่มิติของการพัฒนาการศึกษาหรือการแพทย์สาธารณสุขในมุมแคบอีกต่อไป แต่เป็นการปักหมุดวางโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านเศรษฐกิจสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างแท้จริงในอนาคตอันใกล้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...