ผู้ใช้สิทธิสะท้อนครบ 1 เดือน "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ
วันนี้ (2 ก.ค.2569) จบเดือนแรกไปแล้วกับโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" หลังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 มีผู้ใช้สิทธิกว่า 26 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมในเดือน มิ.ย. มากกว่า 42,800 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับของประชาชน ขณะที่ผู้ใช้สิทธิหลายคนมองว่าโครงการช่วยลดค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้จริง
โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยยอดการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา พบมียอดรวมผู้ได้รับสิทธิจำนวน 26,040,623 คน และมียอดร้านค้าที่เข้าร่วม 1,072,671 ร้าน โดยยอดใช้จ่ายรวมเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 42,810.86 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรัฐบาลออกให้ 24,589.69 ล้านบาท และประชาชนจ่ายเอง 18,221.17 ล้านบาท อีกทั้งจำนวนผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาท จำนวน 10,987,303 คน
ผู้ใช้สิทธิรับช่วยลดค่าครองชีพ แต่ห่วงภาระงบประมาณรัฐ
น.ส.ไปรยา ปราบปัญจะ อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กล่าวว่า หลังใช้สิทธิโครงการมาเป็นเวลา 1 เดือน ได้ใช้วงเงินเกือบครบจำนวน โดยนำไปซื้ออาหารกลางวันเป็นหลัก โดยร้านอาหารบริเวณที่ทำงานมีราคาเฉลี่ย 60-70 บาท/มื้อ โครงการนี้จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้พอสมควร รวมถึงค่าเครื่องดื่มบางรายการ เช่น กาแฟ ที่มีราคาลดลงจากเดิม
ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าอาหารในแต่ละวันได้ แม้ว่าวงเงิน 1,000 บาทจะไม่เพียงพอตลอดทั้งเดือน แต่ก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระได้ในระดับหนึ่ง และหากเพิ่มวงเงินได้ก็จะเป็นผลดีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม น.ส.ไปรยา ตั้งข้อสังเกตเชิงโครงสร้างว่า รัฐบาลควรพิจารณาความจำเป็นของมาตรการนี้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริง หากระบบเศรษฐกิจไม่ได้เผชิญวิกฤตรุนแรง ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณก้อนนี้ ไปใช้ในภารกิจอื่นที่มีความเร่งด่วนและยั่งยืนมากกว่า
เปรียบเทียบ "ไทยช่วยไทยพลัส" กับ "คนละครึ่ง"
นายกัลปวิชญ์ แซ่แต้ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โครงการนี้เข้ามาช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารที่ราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยได้ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันด้วยเหตุผลที่ว่า ร้านค้าของใช้ส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้
นายกัลปวิชญ์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบไทยช่วยไทยพลัสกับคนละครึ่ง โครงการนี้มีความคุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากภาครัฐช่วยสนับสนุนในสัดส่วน 60:40 และทยอยให้วงเงินเป็นรายเดือน ทำให้วางแผนการใช้จ่ายได้ง่ายกว่า หากโครงการสิ้นสุดลงก็คงรู้สึกเสียดาย เพราะโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง และหากภาครัฐสามารถดำเนินโครงการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นผลดีต่อประชาชน
สอดคล้องกับ น.ส.จูน ผู้จัดการร้านอาหาร อายุ 54 ปี เล่าว่า โครงการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะค่าอาหาร ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลัก แม้วงเงินที่ได้รับจะไม่ได้ใช้หมดในแต่ละวัน แต่สามารถใช้ได้จนเกือบสิ้นเดือน และมองว่าวงเงิน 1,000 บาท เพียงพอกับการใช้จ่ายของตน
แต่ในขณะเดียวกันเพื่อนร่วมงานของตนบางคนซึ่งมีค่าเดินทางสูง ใช้วงเงินหมดเร็วกว่ามาก พร้อมมองว่ารูปแบบการสนับสนุนในสัดส่วน 60:40 มีความคุ้มค่ากว่าโครงการคนละครึ่ง เพราะรัฐช่วยจ่ายในสัดส่วนที่มากกว่า และยังช่วยให้ผู้ใช้วางแผนการใช้จ่ายได้ ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม น.ส.จูน กล่าวว่า แม้โครงการจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ยังพบว่าผู้ค้ารายย่อยบางส่วน ไม่ต้องการรับชำระผ่านโครงการ เนื่องจากต้องรอเงินโอนเข้าบัญชีในวันถัดไป ทำให้ขาดสภาพคล่องในการนำเงินไปซื้อวัตถุดิบ นอกจากนี้ มองว่าหากรัฐบาลต้องกู้เงิน เพื่อดำเนินโครงการก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
แม้ในฐานะประชาชนจะเห็นว่า โครงการช่วยลดค่าครองชีพได้จริง แต่สำหรับตนการใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม เพียงเปลี่ยนจากการจ่ายเต็มจำนวน มาเป็นมีภาครัฐช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ซื้อสินค้าหรืออาหารมากกว่าปกติ
ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้สิทธิบางรายสะท้อนว่า ชื่นชอบโครงการคนละครึ่งมากกว่า เนื่องด้วยความสะดวกสบายในการคำนวณค่าใช้จ่าย น.ศ.พิปราย พนักงานออฟฟิศ อายุ 59 ปี กล่าวว่า หลังใช้สิทธิโครงการครบ 1 เดือน ได้ใช้วงเงินเต็มจำนวน มองว่าโครงการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะค่าอาหาร
คนละครึ่งสะดวกกว่า ง่ายกว่า ในการคำนวณ การที่จะไปใช้หน้างานไม่ต้องมาถกเถียงกันว่า เหลือสิทธิเท่าไหร่ เลยชอบคนละครึ่งมากกว่า เพราะราคาก็ไม่ได้ต่างกันมาก คนแก่ คนเฒ่า ที่เขาไม่ได้เก่งโซเชียลเท่าไหร่ เขาจะไม่ค่อยชอบ เพราะเขางงในการคำนวณ
อย่างไรก็ตาม น.ส.พิปราย มองว่า โครงการคนละครึ่งมีความสะดวกในการใช้งานมากกว่า เนื่องจากคำนวณค่าใช้จ่ายได้ง่าย ขณะที่รูปแบบ 60:40 อาจสร้างความสับสน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้งานแอปพลิเคชัน
ส่วนกรณีที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการดำเนินโครงการนั้น น.ส.พิปราย ระบุว่า ในฐานะประชาชน เมื่อรัฐจัดสรรสิทธิให้ตนก็ย่อมใช้สิทธิตามที่ได้รับ แต่หากโครงการต้องอาศัยการกู้เงินจำนวนมาก ก็เห็นว่าเป็นประเด็นที่ภาครัฐควรบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว และจะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง แม้จะยอมรับว่าโครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้า ที่เดิมอาจตัดสินใจไม่ซื้อได้มากขึ้นก็ตาม
อย่างไรก็ตาม โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ยังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 โดยประชาชนผู้มีสิทธิจะได้รับวงเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาท สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเงินจะไม่ทบในเดือนถัดไปหากใช้ไม่หมด
รายงานโดย น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายรณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านข่าวอื่น :
ตร.นครสวรรค์จับ "อดีตลูกเขย" ฆ่ายกครัว 3 ศพฝังอำพรางในไร่มัน
ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ต ออกใบอนุญาตโรงแรมเอื้อเอกชน-ไร้ EIA