โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดสูตร ‘แก้ว Boutique’ ปั้นแบรนด์ขนมไทยให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจที่จะถือ

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดสูตร ‘แก้ว Boutique’ ปั้นแบรนด์ขนมไทย พลิกภาพจำขนมเก่า-แก่ ให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจที่จะถือ

ภาพของ ‘ขนมไทย’ ในสายตาผู้บริโภคยุคใหม่ คือขนมที่มีความเก่าแก่ โบราณ เป็นขนมที่มักจะถูกเลือกให้อยู่ในงานบุญ งานพิธี และเทศกาลสำคัญเท่านั้น หลายคนยอมรับว่าขนมไทย ‘อร่อย’ แต่พอถึงจังหวะที่ต้องเลือกของกินเล่นสักอย่าง หรือหยิบขนมสักกล่องเวลาไปเดินห้าง ตัวเลือกแรกกลับเป็นครัวซองต์ เค้ก หรือขนมจากแบรนด์ต่างประเทศ มากกว่าขนมไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันกันเรื่องรสชาติระหว่างขนมไทยกับขนมต่างชาติ แต่สะท้อนพฤติกรรมการเลือกสินค้าของผู้บริโภค ที่ไม่ได้ตัดสินใจจาก ‘ความอร่อย’ เพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากภาพลักษณ์ เรื่องราว และความรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้น ‘สะท้อนตัวตน’ ของคนที่ถือมันอยู่หรือไม่ ทำให้สินค้าบางชิ้นไม่ได้เป็นแค่ของกิน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิต

เพชร–เมธัส ชัยมงคลานนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทายาทร้าน ‘แก้ว’ ของฝากเมืองกาญจนบุรี ตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ขนมไทยกลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่รู้สึกภูมิใจที่จะซื้อหรือถือเดินออกจากร้าน และคำถามนี้ เป็นที่มาของแบรนด์ขนมไทย ‘แก้ว Boutique’

เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับ ‘ภาพจำ’

เมธัส ชัยมงคลานนท์ เล่าผ่านรายการ Business Survivor ของ SPOTLIGHT ว่า จุดเริ่มต้นของ ‘แก้ว Boutique’ มาจากการที่ครอบครัวของเขาทำธุรกิจร้าน ‘แก้ว’ ของฝากเมืองกาญจนบุรี มาหลายสิบปี มีโรงงานผลิต มีองค์ความรู้ และมีประสบการณ์ในการทำขนมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากมองในเชิงธุรกิจ ทรัพยากรสำคัญแทบทุกอย่างมีพร้อม เหลือเพียงว่าจะต่อยอดสิ่งที่มีอยู่อย่างไร

เมธัสสังเกตพฤติกรรมของคนรอบตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนที่เขามักนำขนมไทยจากร้านของครอบครัวไปแบ่งเพื่อน และได้รับคำชมว่า “อร่อย” เสมอ ๆ จนทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าคนที่อายุน้อยก็ชอบกินขนมไทย แล้วเหตุใดขนมไทยจึงไม่เคยได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่ากับขนมจากต่างประเทศ

“เพื่อนวัยเดียวกับผมก็กินขนมไทย ทุกคนบอกว่าอร่อย แต่ไม่มีใครรู้สึก proud ที่จะถือขนมไทยมาอวดกัน เหมือนเวลาซื้อขนมต่างประเทศ”

การสังเกตทำให้เขาเริ่มมองเห็นว่า ปัญหาของขนมไทยอาจไม่ใช่เรื่องรสชาติหรือคุณภาพของสินค้า แต่เป็นปัญหาภาพลักษณ์ ความเก่าแก่ ความเชย ที่ติดอยู่กับขนมไทยมานาน จนคนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าขนมไทยสะท้อนตัวตนหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

เมธัสมองว่า หากขนมไทยยังถูกเล่าด้วยวิธีเดิม ๆ ไม่มีการเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ต่อให้รสชาติอร่อยแค่ไหน ก็ยากที่จะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่การทำขนมไทยให้มีหน้าตาเหมือนขนมต่างชาติ แต่เป็นการสร้าง ‘เรื่องเล่า’ ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าขนมไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขาได้

เมื่อวัตถุดิบไทยไม่ได้ด้อยกว่า เหตุใดคุณค่าจึงต่างกัน

เมื่อเริ่มแกะปมของปัญหา เมธัสพบว่า สิ่งที่ถูกมองข้ามไม่ใช่เฉพาะตัวขนม แต่รวมถึงคุณค่าของวัตถุดิบไทยด้วย

เขาเทียบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อครัวซองต์ที่ใช้เนยฝรั่งเศส หรือขนมที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศต้นกำเนิด เพราะเชื่อว่านั่นคือมาตรฐานของคุณภาพ แล้วหากย้อนกลับมามองประเทศไทย วัตถุดิบสำคัญอย่าง ‘กะทิ’ ซึ่งเป็นหัวใจของขนมไทย กลับแทบไม่เคยถูกพูดถึงในฐานะวัตถุดิบระดับพรีเมียม ทั้งที่กว่าจะได้กะทิคุณภาพดี ต้องผ่านการคัดเลือกมะพร้าว การขูด การคั้น และการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ความละเอียดอ่อนของกระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าวัตถุดิบที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศเลย

เมธัสมองว่า ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุดิบ แต่อยู่ที่การสร้างการรับรู้ คุณค่าของเนยฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเนยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่มีผู้คนคอยเล่าเรื่อง สร้างประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงวัตถุดิบนั้นเข้ากับคุณภาพและประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับอย่างต่อเนื่อง

เขาจึงเชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถเล่าเรื่องของวัตถุดิบไทยได้ดีพอ ขนมไทยก็มีศักยภาพที่จะถูกมองในฐานะสินค้าพรีเมียมได้เช่นกัน

ไม่ได้ขายแค่ขนม แต่ขายความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์

เมื่อโจทย์ของธุรกิจเปลี่ยนจากการขายขนม มาเป็นการเปลี่ยนภาพจำของขนมไทย วิธีคิดในการสร้างแบรนด์จึงเปลี่ยนไปทั้งหมด เมธัสอธิบายว่า นอกจากรสชาติแล้ว สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ ความรู้สึกของผู้บริโภคเมื่อถือสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในมือ

สำหรับคนรุ่นใหม่ สินค้าหลายประเภทไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะตอบโจทย์การใช้งาน แต่ถูกเลือกเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารตัวตน ไลฟ์สไตล์ และรสนิยมของผู้ซื้อ

ดังนั้น ตั้งแต่รสชาติ บรรจุภัณฑ์ โทนสี ไปจนถึงวิธีสื่อสารของ ‘แก้ว Boutique’ จึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าการขายสินค้า แต่เป็นการชวนให้คนรุ่นใหม่กลับมามองขนมไทยในมุมใหม่ และค่อย ๆ เปลี่ยนความรู้สึกจาก ‘ขนมที่อร่อย’ ให้กลายเป็น ‘ขนมที่อยากซื้อและอยากถือ’

เริ่มจากพิสูจน์ว่ามีคนต้องการจริงหรือไม่

เมธัสเล่าว่า ‘แก้ว Boutique’ เริ่มต้นอย่างระมัดระวัง ใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว ซึ่งมีคนสองเจเนอเรชันกำลังตัดสินใจร่วมกัน

เมธัสอธิบายว่า สำหรับคนรุ่นแรก การลงทุนจำนวนมากกับแนวคิดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ย่อมเป็นเรื่องน่ากังวล ขณะที่ตัวเขาเอง แม้จะเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่มั่นใจเต็มร้อย ดังนั้น จึงเริ่มจากการค่อย ๆ ทดลอง

ด้วยแนวคิดดังกล่าว เมธัสเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว นั่นคือนำขนมไทยจากร้านของครอบครัวมาทดลองขายแบบพรีออร์เดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โมเดลนี้ช่วยให้ทีมของเขาเรียนรู้หลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งจำนวนลูกค้าที่สนใจ ความถี่ในการสั่งซื้อ สินค้าที่ได้รับความนิยม พื้นที่ที่ลูกค้าอาศัยอยู่หรือทำงาน โดยแทบไม่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่เหมือนการเปิดร้าน ที่สำคัญคือการได้รู้ว่ามีความต้องการซื้อ (demand) อยู่จริง

เริ่มเปิด Pop-up store เพิ่มช่องทางขาย

หลังเปิดรับพรีออร์เดอร์ได้ระยะหนึ่ง ยอดขายของ ‘แก้ว Boutique’ ค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ตัวเลขทรงตัว หลายธุรกิจอาจมองว่านี่คือสัญญาณว่าตลาดเริ่มอิ่มตัว หรือผู้บริโภคเริ่มหมดความสนใจ แต่เมธัสกลับเลือกตั้งคำถามกับข้อมูลอีกแบบหนึ่ง

เขาไม่ได้มองเพียงยอดขาย แต่มองพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก เมื่อพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง ทีมงานของเขาพบว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการซื้อ การสั่งพรีออร์เดอร์ทุกสัปดาห์เริ่มกลายเป็นข้อจำกัด เพราะผู้บริโภคไม่สามารถซื้อได้ทันทีในเวลาที่อยากกิน

นั่นทำให้ตัดสินใจว่า ควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้า แต่ถึงแม้จะตัดสินใจเพิ่มช่องทางขาย เมธัสก็ยังยึดหลักการเดิม คือเริ่มจากต้นทุนต่ำที่สุดก่อน โดยเลือกทดลองเปิด Pop-up Store หรือร้านค้าชั่วคราว

ลูกค้าอยู่ที่ไหน ก็ไปเปิดร้านที่นั่น

การเปิด pop-up store จุดแรกของ ‘แก้ว Boutique’ เมื่อประมาณสามปีก่อน ไม่ได้เลือกทำเลที่คนเดินเยอะที่สุด หรือพื้นที่ค่าเช่าสูงที่สุด แต่เลือกเปิดในย่านที่มีลูกค้าเดิมอยู่แล้ว นั่นคือย่านสาทร

ทีมของเมธัสมีข้อมูลในมือที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงพรีออร์เดอร์อยู่แล้วว่า ผู้ซื้อส่วนใหญ่อาศัยหรือทำงานอยู่ในพื้นที่ใด ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า กลุ่มลูกค้าหลักกระจุกตัวอยู่ในย่านสาทรและพื้นที่สำนักงานใจกลางเมือง การเปิดร้านแห่งแรกจึงเกิดขึ้นในย่านสาทร

สิ่งที่เมธัสให้ความสำคัญยิ่งกว่าข้อมูลเชิงตัวเลข คือ การได้พูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่งจากการพูดคุยหน้าร้าน ทีมของเขาพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ นิยมซื้อขนมไปแบ่งเพื่อนร่วมงาน หรือซื้อเป็นของฝากเล็ก ๆ ในโอกาสต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นมากกว่าสถิติ เพราะช่วยให้แบรนด์เข้าใจการใช้สินค้าของลูกค้าอย่างแท้จริง

เมื่อรูปแบบการซื้อเริ่มชัดเจน ‘แก้ว Boutique’ จึงขยับไปเปิดยังพื้นที่ย่านเศรษฐกิจอื่น ๆ และต่อยอดเข้าสู่ศูนย์การค้า เพราะมั่นใจแล้วว่า ลูกค้ากลุ่มนี้คือฐานผู้บริโภคหลักของแบรนด์

จากจุดนั้นเอง ทีมเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า หากรู้แล้วว่าลูกค้าคือใคร สิ่งที่ควรทำต่อไปไม่ใช่การหาลูกค้าทั่วไปเพิ่ม แต่คือการทำความเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตอย่างไร ชอบแบรนด์แบบไหน และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำ

‘การซื้อซ้ำ’ ตัวชี้วัดว่าแบรนด์จะอยู่รอดหรือไม่

การตัดสินใจลงทุนกับการเปิดหน้าร้านถาวรร้านแรกของ ‘แก้ว Boutique’ มีตัวชี้วัดสำคัญ คือ customer loyalty หรือความภักดีของลูกค้า ซึ่งดูได้จากการซื้อซ้ำ

เมธัสมองว่า แค่ขายดี ยังไม่สามารถตอบได้ว่าธุรกิจนั้นกำลังสร้างฐานลูกค้าระยะยาว หรืออาศัยกระแสความนิยมเพียงชั่วคราว

“ถ้าขายดีเพราะมีลูกค้าใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ วันหนึ่งตลาดก็ต้องหมด” เขากล่าว พร้อมยกเหตุผลว่า จำนวนผู้บริโภคมีขีดจำกัด การเติบโตที่พึ่งพาการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่โมเดลที่ยั่งยืน

ดังนั้น สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือคำถามว่า เมื่อคนซื้อขนมของเราไปแล้ว เขาจะกลับมาซื้ออีกหรือไม่ หากคำตอบคือ ‘ใช่’ นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพราะความแปลกใหม่เพียงครั้งเดียว แต่เริ่มเข้าใจว่าแบรนด์กำลังนำเสนออะไร มองเห็นคุณค่าที่แบรนด์ต้องการสื่อ และรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นมีที่ทางอยู่ในชีวิตประจำวันของตัวเอง

“ถ้ามันไม่เกิดการซื้อซ้ำ เราก็คงไม่เปิด เพราะดีมานด์มันอาจจะหมดไป มันอาจเป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว” เมธัสกล่าว

นอกจากนั้น เขาบอกว่า เสียงเรียกร้องจากลูกค้าประจำที่อยากให้เป็นร้านถาวร ก็เป็นอีกเหตุผลที่ช่วยให้มั่นใจว่าถึงเวลาเปิดร้านถาวรแล้ว

มีเป้าเติบโต แต่ไม่ยึดติดกับแผน

เมื่อถามถึงแผนการขยายสาขาและเป้าหมายการเติบโต เมธัสบอกว่า แน่นอนว่าทุกธุรกิจควรมีเป้าหมาย มีภาพในใจว่าอยากเดินไปถึงจุดไหน แต่การมีเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเดินตามแผนเดิมโดยไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ตลาดเปลี่ยนได้ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนได้ เศรษฐกิจเปลี่ยนได้ หรือแม้แต่เหตุการณ์ระดับโลกก็สามารถเปลี่ยนทิศทางของธุรกิจได้ในเวลาไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้น ‘แก้ว Boutique’ จึงพร้อมที่จะเปลี่ยนแผนตลอดเวลา

“แต่ถ้าตอบตรง ๆ ในเรื่องมุมมองว่าเราอยากขยายอีกไหม เราอยากขยายแน่นอน เพราะว่าตลาดและคนที่ชอบสินค้าประเภทนี้มันไม่ได้มีอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แน่นอน”

สิ่งที่ทำให้เมธัสมั่น ไม่ได้มีเพียงยอดขายของแบรนด์ตัวเอง แต่ยังรวมถึงภาพรวมของตลาดที่เริ่มมีผู้ประกอบการรายอื่นพัฒนาสินค้าประเภทเดียวกันในต่างจังหวัด ซึ่งเขามองว่า นั่นเป็นการทดลองตลาดที่แสดงให้เห็นว่า ความต้องการของผู้บริโภคมีอยู่จริง

ตั้งเป้าพาขนมไทยไปสู่สายตาโลก

แม้ปัจจุบัน ‘แก้ว Boutique’ ยังเติบโตในประเทศไทยเป็นหลัก แต่การขยายไปต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของเมธัสและผู้ร่วมก่อตั้งมาตั้งแต่ต้น

เมธัสอธิบายว่า เป้าหมายการพา ‘แก้ว Boutique’ ไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วยเหตุผลสองด้าน ด้านหนึ่งคือ passion ของผู้ร่วมก่อตั้งเองที่อยากทำให้สิ่งที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมของไทยถูกส่งต่อออกไปในวงกว้างมากขึ้น และทำให้ขนมไทยถูกมองในฐานะสินค้าที่สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ

เขาบอกว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์ความเป็นไทยกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งในมิติของอาหาร แบรนด์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้บริโภคไทยเองก็เริ่มกลับมาให้คุณค่ากับสิ่งที่เป็น ‘Thainess’ มากขึ้น

“ผมคิดว่าคนไทยอินกับความเป็นไทยมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขนมไทย แต่รวมถึงสินค้าและแบรนด์ไทยหลาย ๆ อย่าง มันค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกัน”

ในมุมนี้ เมธัสมองว่า หากตลาดในประเทศเริ่มมีแรงส่งมากพอ การขยับออกไปสู่ตลาดต่างประเทศจึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการต่อยอดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว

อีกด้านหนึ่งเป็นเหตุผลในเชิงธุรกิจโดยตรง เมธัสบอกว่า การขยายไปต่างประเทศเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์ การอยู่ในตลาดเดียวอาจทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะหนึ่ง แต่ในระยะยาว โลกธุรกิจมีความผันผวนสูง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพเศรษฐกิจ การมีตลาดมากกว่าหนึ่งแห่งจึงเป็นอีกวิธีในการทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...