“Gateway to the Cosmos” เปิดอัญมณีสุริยะ ความระยิบระยับของน่านฟ้าซีกโลกใต้
ภายใต้ผืนฟ้าที่กว้างใหญ่แผ่ขยายกว้างไกลออกไปในยามค่ำคืน เต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับนับไม่ถ้วนที่รอการค้นพบ ซีกโลกใต้ตั้งตระหง่านเป็นประตูสู่เอกภพ โชว์ความมหัศจรรย์ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนท้องนภาที่น่าหลงใหล ดึงดูดทั้งนักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และเหล่าคนช่างฝันอีกมากมาย
แม้ขั้วโลกเหนือจะสร้างความประทับใจให้กับจินตนาการของเรามาช้านาน แต่น่านฟ้าทางตอนใต้ ก็เปรียบเป็นอีกขุมสมบัติ เสมือยซิมโฟนีแห่งดวงดาวระยิบระยับ หรือพรมที่ซับซ้อนของกลุ่มดาวมากมาย ทั้งกาแล็กซี และเนบิวลา ม่านส่องแสงของทางช้างเผือก ฯลฯ
Aurora มากเฉดสี สวรรค์นักล่าแสง
Aurora คือ ปรากฏการณ์แสงธรรมชาติที่พลิ้วไหวอยู่บนท้องฟ้า ชวนฝันดุจดั่งภาพในเทพนิยาย แสงออโรร่ามักพบเห็นได้แทบทุกค่ำคืนใกล้บริเวณขั้วโลกเหนือ และบริเวณวงกลมแอนตาร์กติก (ส่วนที่อยู่ทางขั้วโลกใต้ บริเวณวงกลมนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อแอนตาร์กติก) หากเกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ จะถูกเรียกว่า “ออโรร่า โบเรียลลิส” (Aurora borealis) แต่หากเกิดที่ขั้วโลกใต้ จะเรียกว่า “ออโรร่า ออสเตรลีส” (Aurora Australis)
Sebastian Knoll / Unsplash
ความลึกลับเบื้องหลังแสงแห่งเทพนิยายออโรร่านี้ คือ “ลมสุริยะ” (Solar wind) เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้โลก ก็ปะทะเข้ากับสนามแม่เหล็ก ถูกสกัดไว้ที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ หลอมรวมเข้ากับอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนจากชั้นบรรยากาศโลก เมื่อมาปะทะกัน จะทำให้เกิดรัศมีเรืองแสงงดงามหลากสี กลายเป็นแสงออโรร่า (ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นประมาณ 97-1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลก) และจะเกิดเป็นเฉดสีไหน ก็ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของชนิดอะตอม
ฝากฝั่งขั้วโลกเหนือเรามักพบเห็นออโรร่าเป็นแสงสีเขียวเหลือง แต่ฟากฝั่งใต้นั้นจะให้แสงที่ได้ฟีลเทพนิยายกว่ามาก เพราะพบเห็นได้มากมายหลากหลายเฉดสี ทั้งสีแดง น้ำเงิน ไปจนถึงม่วง งดงามจนกลายเป็นสวรรค์แห่งนักล่าแสง ซึ่งมักออกผจญภัยกันในช่วงเดือนมีนาคม-กันยายนของทุก ๆ ปี และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศทางตอนใต้ของโลก ใครอยากตามไป สามารถจดเช็กลิสต์ 3 สถานที่ด้านล่างนี้ไว้ในแพลนได้เลย
Sebastian Knoll / Unsplash
1. Queenstown, New Zealand
หนึ่งในสถานที่ที่ถูกพาดหัวข่าวไปทั่วโลกเกี่ยวกับแสงที่งดงามและน่าทึ่งนี้คือที่ “เมืองควีนส์ทาวน์” (Queenstown) ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบวาคาตีปู (Wakatipu) เมืองเล็ก ๆ ที่ท้องฟ้าจะกลายเป็นเสมือนฉากในเทพนิยายขนาดย่อม ๆ ให้เราได้มองเห็นเหล่าแสงใต้สีรุ้ง บางเส้นก็มีสีเขียวสดใส บางเส้นก็แดงสดระยิบระยับไปทั่วทั้งท้องฟ้ายามค่ำคืน
ThatPhotoGuyNL / Unsplash
2. Victoria, Australia
สถานที่ที่เหมาะมากในออสเตรเลียแห่งนี้คือจุดสำหรับการเฝ้าชมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามยิ่ง ท้องฟ้ายามค่ำคืนพร้อมจะระเบิดเป็นแสงสีแดงและสีเขียว หมุนวนเป็นสีม่วง แกมด้วยสีน้ำเงิน ใครที่เป็นนักล่าแสงตัวยง อาจพกเก้าอี้ชายหาดหรือผ้าปูซักผืนติดไปเพื่อดำดิ่งไปกับความงามของแสงใต้ และช่องแคบแบสส์ที่แยกแทสเมเนียออกจากแผ่นดินใหญ่
Tristan Pokornyi / Pexels
3. Antarctica & South Georgia Island
ด้วยพื้นที่ที่มักปกคลุมไปด้วยหิมะ น้อยคนจึงจะเดินทางไปเยือนเกาะเซาท์จอร์เจียหรือทวีปแอนตาร์กติกา ยิ่งฤดูหนาวด้วยแล้ว ใครก็ตามที่กล้าเผชิญหน้ากับอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์และลมที่พัดโหมกระหน่ำ จะได้พบความงามที่ลอยอยู่เหนือผืนฟ้า แต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย อาจมีเพียงเรือวิจัยเท่านั้นที่แล่นไปทางใต้สุดในช่วงฤดูหนาวที่แสนจะเหมาะกับการชมออโรร่า ท้องฟ้าแห่งเทพนิยาย นอกจากนี้ในช่วงเดือนมีนาคม ทางฝั่งใต้แห่งนี้ยังนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการชมวาฬเพชฌฆาตอีกด้วย
NOAA Photo Library / Flickr/Creative Commons
Milky Way เส้นทางน้ำนมที่น่าหลงใหล
ภายใต้ความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืนบนผืนฟ้าแดนซีกโลกใต้ ลำธารแห่งแสงที่ไร้ตัวตนทอดยาว ดึงดูดจินตนาการของผู้คนที่พบเห็นคือ “ทางช้างเผือก” (Milky Way) ที่นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งฟากฟ้าซึ่งถักทอไปด้วยหมู่ดาวที่สุกสกาว กระจุกดาว และตรอกฝุ่นลึกลับ กลายเป็นผืนพรมแห่งความแวววาวที่ช่างน่าค้นหา ทั้งภูมิศาสตร์ของขั้วโลกใต้ที่ชี้ไปยังศูนย์กลางทางช้างเผือก และกาแล็กซีที่เป็นเสมือนบ้านของเรา
David Pinheiro / Pexels
ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก (ดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะ) แต่หากเจาะลึกลงไปกว่านั้น ระบบสุริยะ อยู่ตรงไหน คำตอบก็คือ ระบบสุริยะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในกาแล็กซีทางช้างเผือก หากเรามองไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด ห่างจากแสงไฟจากเมืองและบ้านเรือน เราอาจจะโชคดีได้เห็นแถบฝุ่นของทางช้างเผือกทอดยาวไปทั่วท้องฟ้า หากใครคุ้นเคยกับน่านฟ้าเหนือ เมื่อได้มาสัมผัสประสบการณ์แห่งซีกโลกใต้ ทุกอย่างดูจะแปลกใหม่ไปเสียหมด เพราะท้องฟ้าซีกโลกใต้นั้น ทุกอย่างจะดูกลับหัว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชื่นชมความงดงามของทางช้างเผือก คือช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ต่อไปนี้จะเป็นคู่มือในการตามล่าหาทางช้างเผือกในดินแดนใต้
Ken Cheung / Pexels
หากอยากเห็นทางช้างเผือกบนดินแดนซีกโลกใต้ได้ชัดเจนกว่าปกติ ให้เลือกบริเวณละติจูด -30 องศา เช่น แถบ North Cape (แอฟริกาใต้), ภูมิภาคโคกิมโบ (Coquimbo) หรือ New South Wales (ออสเตรเลีย) แม้ที่อื่นจะมองเห็นได้เหมือนกัน แต่ตรงจุดนี้คือพิกัดทองคำที่จะมองเห็นกาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุด
หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เอนกายมองตรงขึ้นไปในค่ำคืนที่มืดมิด เราจะพบเห็นการเต้นรำของฟากฟ้า ความงดงามของทางช้างเผือกจะเริ่มที่ท้องฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ ค่อย ๆ ไล่วาดอย่างสวยงามไปตามขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
พกตำราแผนภูมิดาวติดไปด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรส กลุ่มดาวที่มักพบอยู่ใกล้กับทางช้างเผือก ได้แก่ ดาวราศีธนู, ดาว Alpha Centauri (มองเห็นได้แค่เฉพาะซีกโลกใต้เท่านั้น) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก, กลุ่มดาวหงส์, กลุ่มดาวจักรแคระ Magellanic Clouds ที่งดงามเหนือคำบรรยายพอ ๆ กับทางช้างเผือก
นอกจากนี้ยังมีเรื่องแปลกที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับทางช้างเผือก นั่นคือที่ใจกลางของกาแล็กซี มีหลุมดำสัตว์ประหลาดที่เรียกว่า Sagittarius A เป็นหลุมดำมวลมหาศาลที่มีน้ำหนักมากกว่า 4 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ มันซ่อนอยู่หลังเมฆฝุ่นและก๊าซหนาทึบ เชื่อกันว่า บางหลุมก็กินสสารในบริเวณใกล้เคียง ด้วยความตะกละตะกลาม หากถอยห่างออกไปนับล้านปีแสง จะเห็นไอพ่นพลังงานสูงที่ถูกปล่อยออกมาอีกด้วย
Nebula และดาราจักรอีกมากมายในขั้วโลกสวรรค์ทางใต้
เนบิวลากระดูกงูเรือ (Carina Nebula “NGC 337”)
หนึ่งในเนบิวลาที่ฟุ้งกระจายยิ่งใหญ่ที่สุดในท้องฟ้า อยู่ไกลจากโลกออกไปราว 6,500-10,000 ปีแสง มากไปด้วยส่วนผสมของก๊าซที่ซับซ้อน เรียกได้ว่าเป็นเนบิวลาที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะคารินา ประกอบไปด้วยกระจุกดาวส่องสว่างนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นคือดาวอีตากระดูกงูเรือ (Eta Carinae) ที่งดงามเกินจะบรรยาย ส่องสว่างจ้ายิ่งกว่าเนบิวลานายพราน (Orion Nebula) ถึง 4 เท่า ช่วงเวลาที่เหมาะกับการชื่นชม ต้องเดินทางไปแดนใต้ในช่วงกุมภาพันธ์-กรกฎาคมเท่านั้น
Cory Schmitz / @Theastroshake
กระจุกดาว 47 นกทูแคน (47 Tucanae “NGC 104”)
กระจุกดาวทรงกลมที่สร้างความพิเศษให้น่านฟ้า ทูคาน่าและกลุ่มดาวแมกเจลแลนอวดโฉมบนท้องฟ้าในตอนใต้ และสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในบรรดาอัญมณีไซส์จิ๋วเหล่านี้ มีเพียงกลุ่มดาว Omega Centauri หรือกลุ่มดาวคนครึ่งม้าที่ส่องแสงสว่างจ้า นี่นับเป็นกระจุกดาวทรงกลมที่ใหญ่ที่สุดในดาราจักรทางช้างเผือก ปรากฏอยู่ช่วงกลุ่มดาวคนกลาง คาดว่าประกอบไปด้วยดาวกว่า 10 ล้านดวง หากอยากลองไปนอนนับ ต้องเดินทางไปช่วงมีนาคม-สิงหาคมเท่านั้น
Akira Fujii / www.astronomy.com
เนบิวลาถุงถ่านหิน (Coalsack Nebula “Caldwell 99”)
สิ่งนี้สวยงามราวกับอัญมณีที่ส่องแสงทะลุม่านดำกำมะหยี่ในท้องฟ้ายามค่ำคืนทางใต้ หากบรรยากาศแจ่มใส จะสามารถยลโฉมวัตถุเหล่านี้ได้ง่ายด้วยตาเปล่าโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กุมภาพันธ์-สิงหาคม) มองไกล ๆ จะมีลักษณะคล้ายหย่อมสีดำไร้ดวงดาว ถัดจากกลุ่มดาวกางเขนใต้ในกลุ่มดาว Crux แต่หากดูจากกล้องสำรวจขั้นสูงที่สามารถเก็บความงามนี้มาได้ มันจะดูราวอัญมณีที่ถูกแขวนไว้ภายใต้ถ้ำที่มืดมิด น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเทพนิยายเสียอีก
nasa.gov
ภายใต้ท้องฟ้าอันแสนกว้างใหญ่ในซีกโลกใต้ เหล่านี้คือการเปิดเผยอัญมณีที่ซ่อนอยู่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะดาราจักรทางซีกโลกใต้ยังคงมีความมหัศจรรย์อีกมากมายที่รอการสำรวจภายใต้ผืนฟ้าที่ไร้ขอบเขต เสน่ห์ราวต้องมนตร์เหล่านี้ คือประตูสู่จักรวาลที่เชื้อเชิญให้เราไตร่ตรองถึงคำถามที่แสนจะลึกซึ้งอย่าง “การดำรงอยู่ของเรา กาแล็กซีที่อยู่ห่างไกล ความยิ่งใหญ่ และความเปราะบางของดาวเคราะห์ของเราที่เรียกว่าโลก”
ที่มา : บทความ “Aurora” โดย Diane Boudreau, Melissa McDaniel และ Erin Sprout. Andrew Turgeon จาก www.nationalgeographic.org
บทความ “The Best Places to See the Southern Lights” โดย Jennifer Nalewicki จาก www.smithsonianmag.com
บทความ “What Is a Galaxy?” โดย kristen erickson จาก www.spaceplace.nasa.gov
บทความ “How to See the Milky Way” จาก www.wikihow.com
บทความ “10 Weird Things You (Probably) Didn't Know About the Milky Way” โดย Nadia Drake จาก www.nationalgeographic.com
บทความ “The Big 5 of the Southern Sky” โดย Tanja Schmitz จาก www.photographingspace.com
บทความ “Observe the Southern Hemisphere’s greatest deep-sky gems” โดย Michael E. Bakich จาก www.astronomy.com
เรื่อง : JANE P.