ท่องซาฮาราแห่งเวียดนาม “มุยเน่” ดินแดนทะเลทราย ท้าทายอากาศหน้าร้อน
ด้วยอุณหภูมิร้อนระอุในฤดูที่แสงแดดแผดเผา ใคร ๆ ก็มักเลือกหลบร้อนไปรับอากาศริมทะเล แต่เรากำลังเสนอพิกัดพักร้อนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ร้อนมา ชีวิตก็สู้กลับ เที่ยว “ทะเลทราย” เป็นการแก้แค้น ให้ความแห้งแล้งของผืนทรายมาเป็นพื้นที่ตากอากาศกันแบบคูล ๆ ชิก ๆ โดยไม่ต้องไปไกลถึงอียิปต์ หรือตะวันออกกลาง
หมุดหมายที่เรากำลังชวนกันไปปักความสำราญงบไม่บานปลายคือ มุยเน่ (Mui Ne) สถานที่ตากอากาศที่มีทะเลทรายอันถูกยกให้เป็น “ซาฮาราของเวียดนาม” โดยมีขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของภูมิภาคอาเซียน และยังเคยเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “เรา สองสาม คน” ของผู้กำกับฯ เรียว-กิตติกร เลียวศิริกุล ที่ออกฉายเมื่อปี 2553 อีกด้วย
Karl Hedin / Unsplash
ทะเลทรายในเมืองชายหาด
“มุยเน่” เป็นหนึ่งในเขตพื้นที่ของ “ฟานเถียต” (Phan Thiet) เมืองหลวงของจังหวัดบินห์ถ่วน (Binh Thuan) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครโฮจิมินห์ มีชื่อเสียงในความเป็นสถานที่ตากอากาศชายทะเล บรรยากาศสบาย ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จากทิวทัศน์และหาดทรายที่สวยงาม และภาพชีวิตเรียบง่ายของชุมชนชาวประมงที่ออกเรือไปตอนรุ่งสางก่อนกลับเข้าฝั่งในยามเย็นพร้อมกุ้งหอยปูปลาที่จับมาได้
Lena Kudryavtseva / Unsplash
แต่ละปีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนมุยเน่จึงไม่ได้มีเพียงชาวเวียดนามด้วยกันเอง แต่พื้นที่ซึ่งเป็นแหลมติดชายทะเลแห่งนี้ยังโอบรับชาวต่างชาติจากแดนไกลอีกมากมาย จนทำให้มุยเน่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งรีสอร์ต” เพราะเต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ต และแหล่งที่พักน้อยใหญ่หลากหลายกว่าร้อยแห่ง
Lena Kudryavtseva / Unsplash
นอกจากภูมิทัศน์ที่เป็นทะเล มุยเน่ยังมีทะเลทราย หินผาและหุบเหว (Grand Canyon) ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูโดยเฉพาะเดือนตุลาคม-พฤษภาคม โดยในหน้าร้อนกิจกรรมที่ได้รับความนิยมกันก็ได้แก่ ไคท์เซิร์ฟ (Kitesurfing) วินด์เซิร์ฟ (Windsurf) สำหรับคนชอบกีฬาเอกซ์ตรีมผาดโผน ส่วนสายชมวิว ชิลล์ แชะ ชิม ก็เลือกเล่นน้ำ นั่งพักผ่อนโชว์ความหล่อสวยกันได้ตามชายหาด
แต่ไฮไลต์ของการท่องเที่ยวมุยเน่คงหนีไม่พ้นทะเลทราย ที่ต้องเป็นจุดเช็กอินอวดรูปถ่าย มิฉะนั้นอาจถูกแซวว่ามาเสียเที่ยว หากไม่ได้สัมผัสซาฮาราของเวียดนามไว้เป็นประสบการณ์
Patrick Pellegrini / Unsplash
ดินแดนยุคดึกดำบรรพ์
หากมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตกาลนานโพ้นของจังหวัดบินห์ถ่วน กล่าวได้ว่าบริเวณแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ใช่น้อย เพราะเป็นถิ่นฐานของชาวจามที่สืบชาติพันธุ์มาตั้งแต่ยุคอาณาจักรจามปาโบราณ (ร่วมสมัยกับอาณาจักรขอม ที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเวียดนามตอนใต้) และส่วนของเมืองฟานเถียตที่ถูกเรียกว่า “มุยเน่” ตำนานหนึ่งก็ว่าหมายถึง “คาบสมุทรที่เป็นแหล่งกำบัง” (sheltered peninsula) (มุย แปลว่า แหลม, เน่ มาจากคำที่แปลว่า การหลบซ่อน) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวประมงท้องถิ่นใช้เรียกกันจากการที่ต้องแสวงหาที่หลบภัยจากพายุที่ทำให้เรือล่มได้ ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็ว่ามาจากพระนาม “Ne” ของพระราชธิดาองค์เล็กสุดของกษัตริย์แห่งอาณาจักรจามปาพระองค์หนึ่ง
ร่องรอยทางโบราณคดีที่สำคัญในฟานเถียต คือ ปราสาทโฟ้ห่ายชาม (Pho Hai Cham tower หรือ Poshanu towers หรือ Po Sah Inu) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บูชาพระศิวะตามรูปแบบสถาปัตยกรรมฮัวหล่าย (Hoa Lai architectural style) ในศตวรรษที่ 8 นับเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มากที่สุดของเวียดนามที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
Trinh Hoài / Unsplash
อย่างไรก็ดี แม้อาณาจักรจามปาจะถึงกาลล่มสลายในปี ค.ศ.1471 จากการเข้ายึดของอาณาจักรดั่ยเวียด (Dai Viet) จนเหลือเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ซึ่งต่อมาก็ถูกผนวกรวมกับเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1832 แต่ในบินห์ถ่วนยังมีชุมชนชาวจามที่สืบสายเลือดมาแต่ครั้งบรรพกาลเป็นจำนวนมาก ขณะที่มุยเน่ก็ได้กลายเป็นสถานที่ตากอากาศเลื่องชื่อของเวียดนามที่มีทะเลทรายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน
Thomas G. / Pixabay
ซาฮาราสองสีแห่งเวียดนาม
ชื่อเสียงของการเป็นสถานที่ตากอากาศของมุยเน่มาจากชายหาดที่สวยงามทอดยาวประมาณ 10 กิโลเมตร และความโดดเด่นของสภาพภูมิประเทศในแบบ “ทะเลทรายสองสี” คือ ทะเลทรายขาว (White Sand Dunes) และทะเลทรายแดง (Red Sand Dunes) กินพื้นที่ 206 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบทั้งหมดของเมือง (ทะเลทรายขาวจะอยู่ทางทิศใต้ของทะเลทรายแดง และทะเลทรายแดงจะมีขนาดเล็กกว่าทะเลทรายขาว)
Lim Eng / Unsplash
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของทะเลทรายสองสีนี้เกิดจากกระแสลมในทะเลจีนใต้ที่พัดพาเอาทรายจากชายฝั่งทะเลขึ้นมาทับถมกันเนิ่นนานหลายล้านปี (ปัจจุบันก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง) ความแรงของกระแสลมยังทำให้พื้นผิวทะเลทรายเกิดเป็นเนินที่มีริ้วลายหลากหลายรูปแบบ เช่น Barchan Dunes ที่มีลักษณะเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยว, Seif Dunes ลักษณะเป็นเส้นทรายทอดยาวคดเคี้ยว (Seif เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า ดาบ), Star Dunes เนินทรายรูปดาวหลายแฉก จากลมที่พัดมาหลายทิศทาง
Haynie C. / Pixabay
นอกจากนี้ก็ยังมีความน่าสนใจที่ทรายจะเปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลาที่แสงแดดตกสะท้อน เมื่อประกอบกับรูปแบบของเนินทรายที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสลม การไปเยือนแต่ละครั้งเราจึงได้เห็นภาพเนินทรายในมุมมองใหม่ที่แตกต่างไปจากครั้งเดิม ๆ
ความงดงามของทะเลทรายสองสีแห่งเวียดนามยังได้กลายมาเป็นโลเกชันสำหรับการประกวดภาพถ่ายระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น การประกวดภาพถ่ายในปี 2020 ของ Agora ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มประกวดภาพถ่ายจากทั่วโลก ช่างภาพชาวเวียดนามที่มักมีผลงานใน National Geographic และ Google Arts & Culture นามว่า ตรันตวนเวียต (Tran Tuan Viet) เจ้าของฉายา “ชายผู้ฉายภาพลักษณ์ของเวียดนามสู่สายตาชาวโลก” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด World's Best Photo of Fun จากภาพเด็กชาย 3 คนที่วิ่งเล่นตีวงล้อยางบนพื้นผิวทะเลทราย ซึ่งให้รู้สึกถึงความงดงามสดใสท่ามกลางความแห้งแล้งของพื้นทะเลทราย
Tran Tuan Viet / Agora
เที่ยวให้ทั่วตัวไม่ถอย
หากการนั่งรับลมริมทะเลกับการตะลุยฝ่าทะเลทรายยังไม่หนำใจพอ ที่นี่ยังมีหมู่บ้านชาวประมงแบบดั้งเดิม (Fisherman’s Village) ให้ได้ไปทำคอนเทนต์ เพราะชายหาดในหมู่บ้านจะมีเรือจอดเรียงรายนับร้อยลำ โดยเฉพาะ “เรือกะละมัง” หรือ “เรือกระด้ง” อันเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนามและวิถีชีวิตชาวน้ำในมุยเน่ ภาพชีวิตที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสคือการที่ชาวประมงนำเรือมาจอดเพื่อนำสัตว์น้ำที่จับได้มาขายกันสด ๆ ในราคาไม่แรงจนกินกันได้จุก ๆ
Hà Nguyễn / Unsplash
ฝ่าทะเลทรายว่ายแหวกน้ำทะเลแล้วก็ไปต่อกันที่หินผาและหุบเหว ที่จะทำให้ทุกคนพลัดตกในมนตร์สะกดของแกรนด์แคนยอนแห่งเวียดนาม ที่มีชื่อเรียกว่า “”ลำธารนางฟ้า” (Fairy Stream)
สีของภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการถูกกัดเซาะของน้ำและลม จนกลายเป็นโตรกหินลึกกว่า 20 เมตรจนเปิดเนื้อดินให้เห็นชั้นของทรายและดินดานของที่นี่ แม้สีออกจะคล้ายกับที่ทะเลทรายแดง แต่ชั้นหินที่ไล่เฉดสีเข้มอ่อนสวยงาม และมีลำธารลึกระดับข้อเท้าที่คอยพัดพาตะกอนสีแดงไหลลงไปสู่ทะเล ก็ทำให้เกิดภาพที่มีเสน่ห์แปลกตาใหม่ ๆ ตรงจุดนี้เองนักท่องเที่ยวสามารถเดินลุยน้ำไปตามลำธาร เพื่อสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของชั้นดินและความสูงที่ลดหลั่นกัน หรือจะปีนขึ้นเขาเพื่อให้ได้ภาพถ่ายมุมสูงในจุดที่ถูกใจก็แล้วแต่กำลังแขนขา
Fairy Stream / muine-explorer.com
สุดท้ายก่อนอำลามุยเน่ก็อย่าลืมแวะ “ภูเขาตากู่” (Ta Cu Mountain) เพื่อไปสักการะพระศรีศากยมุนีปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความยาวถึง 49 เมตร สูง 11 เมตร โดยจะมีบริการกระเช้าลอยฟ้าพาขึ้นไปสู่ยอดเขา เมื่อขึ้นไปถึงก็จะได้สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนที่รายล้อมเขาด้วยเจดีย์ อาคาร และพุทธศิลป์มหายาน
Dat doris / commons.wikimedia.org
ถือได้ว่า การท่องเที่ยวมุยเน่ทำให้นักเดินทางได้รับประสบการณ์ 2 in 1 ในแบบ “เที่ยวทะเลก็ผ่อนคลาย ตะลุยทรายก็สนุกสนาน” แถมด้วยมนตร์ขลังของอาณาจักรโบราณเป็นแบกกราวนด์เพิ่มคุณค่าให้กับเรื่องราว ที่ยากจะหาที่ใดเหมือน
ร้อนนี้…พร้อมบุกทะเลทรายให้มันสาแก่ใจกับอากาศที่ร้อนแรงกันหรือยัง
ที่มา : บทความ “Interesting Facts about History of Phan Thiet and Mui Ne” โดย pushpitha จาก https://pushpitha.livejournal.com
บทความ “Interesting Facts About History of Phan Thiet and Mui Ne” จาก https://bamboovillageresortvn.com
บทความ “MUI NE: BETWEEN SAND AND HISTORY” โดย Cato จาก https://asianitinerary.com
บทความ “Poshanu Cham Tower” โดย Ong Hoang (Mr. Heaven) Hill จาก www.alotrip.com
บทความ “Mui Ne best things to do & travel guide” จาก https://localvietnam.com
บทความ “Mui Ne dune shot wins world’s best fun photo contest” โดย Long Nguyen จาก https://e.vnexpress.net
บทความ “World’s Best Photos Of Fun: 20 Joyful Winners Of ‘Fun 2020’ Agora Competition” โดย Cecilia Rodriguez จาก www.forbes.com
บทความ “Trần Tuấn Việt” จาก https://en.wikipedia.org
บทความ “Mui Ne Sand Dunes ทะเลทรายอาเซียน” โดยนิตยสาร Together ฉบับที่ 69 เดือนกรกฎาคม 2015 จาก http://www.sunshinefm.com/pix/attach/239.pdf
บทความ “Google Destination Insights: 10 สถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนามที่นักท่องเที่ยวต่างชาติค้นหาข้อมูลมากที่สุด” โดย Lệ Chi จาก https://vovworld.vn/th
เรื่อง : บุญพัทธ ลีวิวัฒกฤต