นักวิทยาศาสตร์ชี้ “น้ำ” บนดวงจันทร์ซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างแร่ใต้ผิวดาว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากมีการนำหินดวงจันทร์จากโครงการอะพอลโลกลับมาวิเคราะห์บนโลก มุมมองดั้งเดิมที่นักวิทยาศาสตร์มีต่อดวงจันทร์ คือการเป็นดาวที่แห้งแล้งและปราศจากน้ำอย่างสิ้นเชิง แต่ความเชื่อนั้นเริ่มเปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2552 เมื่อข้อมูลจากดาวเทียมแอลครอส (LCROSS) ของนาซา เปิดเผยหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับน้ำแข็งบริเวณขั้วดวงจันทร์ที่อยู่ในเงามืดมิดตลอดกาล และล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์กำลังตื่นเต้นกับหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่า ภายในโครงสร้างส่วนลึกของดวงจันทร์อาจมีน้ำซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้อยู่ในรูปแบบของน้ำตกหรือแม่น้ำไหลริน แต่เป็นน้ำที่ผูกพันธะทางเคมีฝังแน่นอยู่ภายในก้อนหิน
การศึกษาตัวอย่างหินดวงจันทร์ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ความละเอียดสูงในห้องปฏิบัติการเมื่อปี พ.ศ. 2553 เผยให้เห็นปริมาณน้ำที่ซ่อนอยู่ในรูปของโมเลกุลไฮดรอกซิล โดย ดร. นีล โบว์ลส์ (Neil Bowles) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อธิบายว่า โครงสร้างผลึกของแร่อะพาไทต์ (Apatite) ซึ่งมีขนาดเพียงไม่กี่ร้อยไมครอนนั้น มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการกักเก็บน้ำ แร่ชนิดนี้เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าดวงจันทร์เคยมีน้ำ และปัจจุบันน้ำเหล่านั้นก็ยังคงกักเก็บอยู่ภายในโครงสร้างแร่ธาตุส่วนลึก ซึ่งถือเป็นการพลิกความเข้าใจเดิมที่ว่าดวงจันทร์นั้นแห้งแล้งสุดขั้ว
การค้นหาความจริงเรื่องน้ำบนดวงจันทร์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการทำความเข้าใจระบบสุริยะของเรา โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของระบบโลกและดวงจันทร์ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน จากเหตุการณ์ที่วัตถุขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลกในยุคแรกเริ่ม การกระจายตัวของน้ำในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยตอบคำถามว่า น้ำที่เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตถูกส่งพามายังโลกของเราได้อย่างไร
ภาพวาดจำลองแสดงจรวดท่อนเซนทอร์ และยานอวกาศนำทางของภารกิจแอลครอสส์ (LCROSS) ขณะเคลื่อนที่เข้าใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ก่อนพุ่งชน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เครดิตภาพ: นาซา
เพื่อไขปริศนานี้ นาซาได้ส่งยานโคจรลูนาร์ เทรลเบลเซอร์ (Lunar Trailblazer) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อต้นปี พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อทำแผนที่และวิเคราะห์รูปแบบของน้ำบนดวงจันทร์ตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่โชคร้ายที่ภารกิจต้องยุติลงก่อนกำหนดเนื่องจากความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบหลังยานแยกตัวออกจากจรวดนำส่ง อย่างไรก็ตาม ดร. โบว์ลส์ ผู้ดูแลเครื่องวัดรังสีความร้อนดวงจันทร์ (Lunar Thermal Mapper: LTM) บนยานลำดังกล่าว ยังคงไม่ยอมแพ้ และเตรียมนำเครื่องมือสำรองที่เก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ มาใช้กับภารกิจในอนาคตของนาซาที่ชื่อว่า ยูซิส (Ultra-Compact Imaging Spectrometer for the Moon: UCIS) เพื่อเดินหน้าค้นหาคำตอบว่า แหล่งน้ำเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวดิน ก้นหลุมอุกกาบาต หรือลึกลงไปในแกนกลางกันแน่
การกลับไปเยือนดวงจันทร์ของโครงการอาร์ทิมิส (Artemis) เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการกักเก็บและส่งผ่านน้ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยอธิบายวิวัฒนาการของดวงจันทร์ที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของกระบวนการส่งมอบน้ำภายในระบบสุริยะ ซึ่งจะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการต่อยอดสู่การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนอวกาศในอนาคตอันใกล้นี้
ข้อมูลอ้างอิง: Universe Today / University of Oxford
- Most Of Moon’s Water Likely Remains Chemically Bound In Its Deep Interior