โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสุขในการทำงานคนไทย เผยผลสำรวจ Workplace Happiness ประเทศไทย คว้าอันดับ 3 ในเอเชีย แต่เบื้องหลังซ่อนวิกฤตเงียบ

LSA Thailand

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle Asia Thailand
ความสุขในการทำงานคนไทย

ในยุคที่กระแสการทำงานไปวันๆ หรือ Quiet Quitting และภาวะหมดไฟ กลายเป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตบนโลกออนไลน์ รายงานข่าวล่าสุดจากผลสำรวจ “2025 Workplace Happiness Report” โดย Jobsdb by SEEK ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากคนทำงานในไทยกว่าหนึ่งพันคน ได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวม ความสุขในการทำงานคนไทย ในปัจจุบัน ซึ่งคำตอบที่ได้สรุปออกมาสั้นๆ ได้ว่า “เราก็พออยู่ได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นแฮปปี้สุด ๆ”

Related articles

ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ยังไงให้คุ้มที่สุด ไม่เหลือเงินทิ้งสิ้นเดือน

Weekly Obsessions: จัดเต็มทั้งแคมเปญแฟชั่น บิวตี้ และผลงานเพลงของศิลปิน

ไทยติดท็อป 3 ดัชนี ความสุขในการทำงานคนไทย ในเอเชีย แต่อย่าเพิ่งวางใจ

หากมองในแง่ของ ดัชนีความสุขในการทำงาน เอเชีย ตัวเลขชี้ว่าประเทศไทยมีคะแนนความสุขเฉลี่ยอยู่ที่ 67% ซึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามหลังเพียงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้น แถมยังแซงหน้าศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้กลับซ่อนวิกฤตเงียบเอาไว้ เพราะผลสำรวจระบุว่า คนทำงานไทยหมดไฟ และเผชิญความเครียดสะสมจากการทำงานจนร่างพัง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตัวเลขความพึงพอใจภายนอกอาจไม่ได้สะท้อนความมั่นคงทางใจเสมอไป

เมื่อเจาะลึกไปที่ ปัจจัยความสุขในการทำงาน คนไทย ส่วนใหญ่ค่อนข้างพึงพอใจกับเรื่องทำเลที่ตั้งของออฟฟิศ โอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง รวมถึงเนื้องาน และความรู้สึกว่างานที่ทำมีคุณค่า แต่จุดที่เป็นปัญหาและฉุดรั้งคะแนนความสุขลงมาคือเรื่อง “ปริมาณงานและความกดดัน” โดยมีพนักงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่รู้สึกพอใจกับภาระงานในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบงานที่ตัวเองทำนะ แต่รู้สึกเหนื่อยล้าล้นมือเกินไปเวลารับผิดชอบมันจริง ๆ

Photo Credit: Jobsdb by SEEK

Beauty & Grooming สไตล์ชนะค่านิยม! เมื่อ “ผมยาว” ไม่ใช่นิยามของความเป็นผู้หญิงอีกต่อไป

สไตล์ชนะค่านิยม! เมื่อ “ผมยาว” ไม่ใช่นิยามของความเป็นผู้หญิงอีกต่อไป

Entertainment Moana Live Action (2026) รีวิว: ทะเลจริงงดงาม แต่สลัดเงาความสำเร็จเดิมไม่ได้

Moana Live Action (2026) รีวิว: ทะเลจริงงดงาม แต่สลัดเงาความสำเร็จเดิมไม่ได้

ความสุขในการทำงานคนไทย กับความต่างระหว่างเจเนอเรชัน และวิกฤตหมดไฟของ Gen Z

นอกจากนี้ความสุขยังแปรผันไปตามช่วงวัยอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มมิลเลนเนียล (อายุ 30–44 ปี) ต้องแบกรับความเครียดในฐานะ “คนรุ่นแซนด์วิช” ที่ต้องสร้างตัวและดูแลทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนทำงาน Gen Z ภาวะหมดไฟ พุ่งสูงที่สุด และเป็นเจเนอเรชันที่มีระดับความสุขในที่ทำงานน้อยที่สุด สวนทางกับกลุ่ม Baby Boomers ที่ครองแชมป์กลุ่มที่มีความสุขและรักองค์กรมากที่สุด

Photo Credit: Jobsdb by SEEK

โจทย์หินขององค์กรยุคใหม่ เมื่อสวัสดิการผิวเผินใช้ไม่ได้ผล

บทสรุปจากJobsdb by SEEK รายงานความสุข 2025 ส่งสัญญาณเตือนไปยังองค์กรต่างๆ ว่า สวัสดิการแบบเหมารวมประเภทขนมฟรีหรือกิจกรรมกระชับมิตรทั่วไปนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป บริษัทต้องหันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ ทั้งการบริหารจัดการภาระงานให้เหมาะสม การสร้างเส้นทางเติบโตที่ชัดเจน และการมอบความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์คนแต่ละเจเนอเรชัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสุขในการทำงานคนไทย ยุคนี้ไม่ได้หมายถึงการไม่มีความสุข เพียงแต่พวกเขาจะไม่ยอมทนอยู่กับคำว่า “ก็แค่พอใช้ได้” อีกต่อไป และพร้อมจะมองหาความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่าเดิม

อ่านละเอียดเพิ่มได้ ที่นี่

Photo Credit: coworkingspace Replus via Pexels

เบื้องหลังดัชนีความสุขที่พุ่งสูง: ส่อง 3 มิติสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของคนทำงานไทย

อันดับที่ 3 ในเอเชียของประเทศไทยอาจไม่ได้สะท้อนว่าระบบและโครงสร้างองค์กรดีเยี่ยม แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงทักษะการปรับตัวและกลไกการรับมือ (Coping Mechanism) ของคนทำงานไทยที่ยอดเยี่ยมในการหาความสุขท่ามกลางความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสุขเล็ก ๆ จากการสรรหาของอร่อยในมื้อกลางวัน หรือการใช้อารมณ์ขันประชดชีวิตเพื่อคลายเครียดในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ตัวเลขความสุขที่สูงนี้จึงอาจไม่ใช่ความพึงพอใจต่อระบบงานที่แท้จริง แต่เป็นเพียงดัชนีความอดทนและการแยกแยะระหว่าง “ความทนทานต่อแรงกดดัน” กับ “ความสุขในชีวิต” ที่คนไทยจำเป็นต้องทำให้ได้เพื่อเอาตัวรอดไปวัน ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความพึงพอใจในคุณค่าของงานที่มีสูงถึงกว่า 60% สวนทางกับคะแนนความพอใจต่อปริมาณงานและความกดดันที่ร่วงไปอยู่เพียง 53% ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากตัวพนักงานขาดแพสชันหรือเกลียดสายอาชีพตัวเอง แต่เป็นผลกระทบโดยตรงจากการบริหารจัดการองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ หลายบริษัทมักใช้ความตั้งใจและการมองเห็นคุณค่าในงานของพนักงานมาเป็นเครื่องมือในการยัดเยียดภาระงานที่เกินตัว จนสุดท้าย ความรักและความภาคภูมิใจในอาชีพก็ค่อย ๆ ถูกกัดเซาะและทำลายลงด้วยปริมาณงานที่ล้นมือและสร้างภาวะหมดไฟเรื้อรัง

ที่สำคัญ ช่องว่างความสุขที่ต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างกลุ่ม Baby Boomers ที่มีความสุขสูงสุดถึง 75% กับกลุ่ม Gen Z ที่ร่วงไปต่ำสุดเพียง 59% พร้อมอัตราการหมดไฟที่พุ่งทะยานเกินครึ่ง สะท้อนถึงสงครามความคิดเงียบในออฟฟิศยุคปัจจุบัน ในขณะที่คนรุ่นเก่ามองความสุขผ่านความมั่นคงและการยอมอุทิศตนให้องค์กร คนรุ่นใหม่กลับมองหาวัฒนธรรมทีมที่เป็นธรรมและปฏิเสธการถูกเอาเปรียบ ซึ่งตัวเลขการหมดไฟที่สูงลิ่วของ Gen Z นี้ ถือเป็นระเบิดเวลาและสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ เพราะในอนาคตอันใกล้ที่คนเจนนี้นก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงาน หากองค์กรยังไม่ยอมปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาวะทางใจ บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่เหลือแรงงานรุ่นใหม่ไว้ขับเคลื่อนธุรกิจอีกต่อไป

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

Hero & Featured Photo Credit: Van Tay Media via Pexels

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...