โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ สะสม ผลิต ถ่ายโอน "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล"

Thai PBS

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 07.10 น. • Thai PBS
เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ชายแดนอุบลราชธานี สร้างความเจ็บปวดและบาดแผลลึก พร้อมจุดชนวนความไม่พอใจต่อการจัดการปัญหาชายแดนที่เรื้อรัง และข้อสงสัยว่าการวางทุ่นระเบิดใหม่โดยกัมพูชา ถือเป็นการละเมิด “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นภาคีหรือไม่ ?

เอกสาร All Mine: The United States and the Ottawa Treaty จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines หรือ APLs) ถูกขนานนามว่าเป็น "ภัยคุกคามที่ร้ายกาจ" ที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนอย่างไม่เลือกปฏิบัติมานานหลายทศวรรษ แม้การใช้ทุ่นระเบิดจะย้อนไปถึงสงครามกลางเมืองอเมริกา และถูกนำมาใช้แพร่หลายในสงครามโลกครั้งต่าง ๆ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศเพื่อห้ามอาวุธชนิดนี้ ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 มีผู้เสียชีวิตจากทุ่นระเบิดไร้เหตุผลมากถึงปีละประมาณ 26,000 คน

ด้วยแรงผลักดันจากการรณรงค์ขององค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และประเทศที่มีความตั้งใจร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดา ทำให้เกิด "กระบวนการออตตาวา" (Ottawa Process) ขึ้นในปี 1996 ซึ่งเป็นกระบวนการเจรจาอิสระนอกกรอบของสหประชาชาติ

ในที่สุด "อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและการทำลายทุ่นระเบิด" (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "อนุสัญญาออตตาวา" (Ottawa Treaty) หรือ "อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" (Anti-Personnel Mine Ban Convention หรือ APMBC) ก็ได้รับการรับรองที่กรุงออสโลเมื่อวันที่ 18 ก.ย.1997 และเปิดให้ลงนามที่กรุงออตตาวาในวันที่ 3 ธ.ค.1997 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มี.ค.1999 หลังมีประเทศให้สัตยาบันครบ 40 ประเทศ

อนุสัญญาออตตาวาเป็นข้อตกลงด้านอาวุธ "ฉบับแรก" ที่ห้ามอาวุธที่ยังมีการใช้อย่างแพร่หลายในขณะนั้น พันธกรณีหลักของประเทศภาคีภายใต้อนุสัญญานี้คือ

  • ห้ามการใช้ สะสม ผลิต พัฒนา จัดหา และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
  • ทำลายทุ่นระเบิดที่สะสมไว้ทั้งหมดภายใน 4 ปี
  • กวาดล้างพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดทั้งหมด ภายในอาณาเขตหรือภายใต้การควบคุมภายใน 10 ปี และต้องใช้มาตรการป้องกันพลเรือนจากพื้นที่อันตราย
  • ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด รวมถึงการดูแล การฟื้นฟู และการกลับคืนสู่สังคมและเศรษฐกิจ

อนุสัญญานี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล มีทุ่นระเบิดที่สะสมไว้มากกว่า 54 ล้านทุ่นถูกทำลายลง และจำนวนผู้เสียชีวิตจากทุ่นระเบิดใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 25,000 รายต่อปีในปี 1999 เหลือเพียงน้อยกว่า 5,000 รายในปี 2022

ภาคีประเทศที่ร่วมลงนามอนุสัญญาออตตาวา

สถานะ ไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา

ประเทศไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นประเทศภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้พร้อมกันในวันที่ 3 ธ.ค.1997 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในวันที่ 27 พ.ย.1998 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มี.ค.1999 ในขณะที่กัมพูชาได้ให้สัตยาบันในวันที่ 28 ก.ค.1999 และมีผลบังคับใช้กับกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2000

กับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2568 เกิดเหตุทหารไทย 3 นาย ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ โดย 1 ในนั้นสูญเสียขา

เบื้องต้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้เข้าเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บและยืนยันว่ากองทัพไทยจะให้การดูแลทหารที่บาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมแจ้งว่าอาจเป็น "ทุ่นระเบิดเก่า" ที่หลงเหลือจากอดีตและยังไม่ได้รับการกวาดล้าง แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นระเบิดใหม่ รับรองว่าจะไม่มีการหยุดนิ่ง เพราะทั้ง 2 ประเทศอยู่ในสนธิสัญญาออตตาวา การใช้ระเบิดใหม่ถือว่าผิดอนุสัญญานี้ และจะยื่นประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประท้วงกัมพูชาและฟ้องต่อสหประชาชาติด้วย

ทางด้าน นายสมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างชัดเจนว่า "รัฐบาลไทยอย่าเพิกเฉยกับการวางกับระเบิดของกัมพูชา หากเป็นการวางใหม่ นั่นก็เท่ากับว่ากัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา" และแนะนำว่าทางการไทยควรรวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ตำแหน่งที่พบ รวมถึงเก็บกู้กับระเบิดเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการทางการทูตต่อไป

พื้นที่รอการปักปันเขตแดน ที่เต็มไปด้วยระเบิด

นายสมชาย แสวงการ ยังระบุในเฟซบุ๊กอีกว่า อนุสัญญาออตตาวาไม่ได้มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการลงโทษโดยเฉพาะในศาลโลก แต่การละเมิดสามารถนำไปใช้เพื่อการกดดันทางการทูตได้ โดยปกติแล้ว ประเทศภาคีของสนธิสัญญาจะจัดการประชุมทุกปี ซึ่งการประชุมในปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค.

ดังนั้น หากไทยสามารถแสดงหลักฐานว่ากัมพูชาละเมิดสนธิสัญญาในการประชุมนี้ ก็จะสามารถดำเนินการทางการทูตได้ตามความเหมาะสม อย่างน้อยที่สุดคือการทำให้ที่ประชุมระบุว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา

เอกสาร CLEARING THE MINES 2024 เหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "พื้นที่รอการปักปันเขตแดน" ซึ่งมีพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดสูงถึง 14.3 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของพื้นที่ปนเปื้อนที่เหลืออยู่ในประเทศไทย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ของไทยรายงานว่ากองทัพกัมพูชาได้เข้าขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนถึง 5 ครั้งในปี 2023 และมีการขัดขวางเพิ่มเติมในเดือนเมษายน 2024 แม้จะมีความพยายามในการประสานงานเพื่อดำเนินการร่วมกัน เช่น โครงการนำร่องในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2020 และการเสนอพื้นที่ 10 แห่งสำหรับการดำเนินการร่วมกันในเดือนตุลาคม 2022

แต่กัมพูชาก็ยังไม่ตกลงที่จะดำเนินการต่อจนถึงเดือน ส.ค.2024 แม้ว่าสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดนโดยไม่รอการปักปันเขตแดน

นอกจากปัญหาความร่วมมือกับไทยแล้ว กัมพูชาเองก็ยังเผชิญกับความท้าทายในการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเช่นกัน แม้จะมีความคืบหน้าอย่างมากในการกวาดล้างและลดพื้นที่ปนเปื้อน แต่ในปี 2024 กัมพูชาเองก็ยอมรับว่าอาจไม่สามารถดำเนินการกวาดล้างให้เสร็จสิ้นภายในเส้นตายที่กำหนดไว้ในวันที่ 31 ธ.ค.2026 ได้ และจำเป็นต้องขอขยายเวลาเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเข้าถึงพื้นที่ตามแนวชายแดนกับประเทศไทย

แนวโน้มในอนาคตของอนุสัญญาออตตาวา

แม้อนุสัญญาออตตาวาจะประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น

ประเทศมหาอำนาจที่ไม่เป็นภาคี เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและครอบครองทุ่นระเบิดรายใหญ่ ยังคงไม่ได้เป็นภาคีของสนธิสัญญา

"ทุ่นระเบิดอัจฉริยะ" การพัฒนาทุ่นระเบิดที่ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ทุ่นระเบิด PMN-3 ของรัสเซีย หรือทุ่นระเบิด Claymore และระบบ Gator Landmine Replacement Program ของสหรัฐฯ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ "แยกแยะ" ระหว่างพลเรือนกับทหาร หรือสามารถควบคุมจากระยะไกลได้ สิ่งเหล่านี้ท้าทายเจตนารมณ์ดั้งเดิมของอนุสัญญาที่มุ่งห้ามทุ่นระเบิดทุกชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ

การถอนตัวจากอนุสัญญา ในปี 2025 ประเทศในยุโรปหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย และฟินแลนด์ ได้เริ่มกระบวนการถอนตัวจากสนธิสัญญาออตตาวาอย่างเป็นทางการ โดยอ้างถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัสเซียซึ่งไม่ได้เป็นภาคี ได้ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างกว้างขวางในยูเครน ยูเครนเองซึ่งเป็นประเทศภาคีก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และ ปธน.โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ลงนามในกฤษฎีกาเสนอให้ยูเครนถอนตัวจากสนธิสัญญาด้วย

แหล่งที่มาข้อมูล : United Nations Office for Disarmament Affairs, All Mine: The United States and the Ottawa Treaty, Thailand Clearing the Mines 2024, Undermining the Mine Ban Treaty, Ending the landmine era

อ่านข่าวอื่น :

ศบ.ทก.ยืนยัน ไทยไม่เพิกเฉย หากตรวจสอบพบ "กัมพูชา" วางทุ่นระเบิดใหม่

ไขความลับ “สี” บึ้งประกายสายฟ้าชนิดใหม่ของโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

งานบุญฯ "ร้อยเอ็ด" ทำถึง ผู้ว่าฯ นำทีมแต่งกาย ธีม "มหาเวสสันดรชาดก"

35 นาทีที่แล้ว

K9 USAR Thailand ผนึกกำลังทหารฝึกกู้ภัยสึนามิในคอบร้าโกลด์ 2026

40 นาทีที่แล้ว

จับตา "ธรรมนัส" ลุ้นความชัดเจน "กล้าธรรม" ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่

47 นาทีที่แล้ว

"โรคไข้หูดับ" พบป่วยแล้ว 49 คน กระจายอยู่ใน 28 จังหวัด เสียชีวิต 3 คน

54 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...