โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระบบ “Portfolio” เข้ามหา’ลัย กำลังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำการศึกษา?

Eduzones

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • eduzones

grow flex">

ระบบ “Portfolio” เข้ามหา’ลัย กำลังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำการศึกษา?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของไทยได้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาคะแนนสอบเป็นหลัก ไปสู่การประเมินแบบองค์รวม (Holistic Admissions) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สมัครแสดงศักยภาพผ่านแฟ้มสะสมผลงานหรือ Portfolio ภายใต้ระบบ TCAS

แนวคิดดังกล่าวมีจุดตั้งต้นที่ดี คือการมองผู้เรียนอย่างรอบด้าน ไม่ตัดสินจากคะแนนสอบเพียงตัวเลขเดียว แต่คำถามสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ
ระบบ Portfolio กำลังสร้างความเป็นธรรมมากขึ้น หรือกำลังขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำโดยไม่ตั้งใจ?

รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ว่า แม้ Portfolio จะช่วยสะท้อนศักยภาพผู้เรียนในหลายมิติ แต่เงื่อนไขเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยอาจทำให้ระบบนี้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ที่มีต้นทุนสูงมากกว่ากลุ่มเปราะบาง

จาก “ทางเลือก” สู่ “ช่องทางหลัก”

ข้อมูลเชิงสถิติสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน
สัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เพิ่มขึ้นจาก 21.5% ในปี 2561 เป็น 36.3% ในปี 2568 ขณะที่การรับผ่านระบบสอบกลางมีแนวโน้มลดลง

หลายคณะ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ เช่น คณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ใช้ Portfolio เป็นช่องทางหลักของการรับสมัคร บางแห่งเปิดรับหลายรอบภายใต้รูปแบบดังกล่าว

การขยายบทบาทเช่นนี้ ทำให้ Portfolio ไม่ใช่เพียง “อีกหนึ่งตัวเลือก” แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดโอกาสเข้าถึงอุดมศึกษาของเด็กไทย

เกณฑ์ที่สูงขึ้น กับต้นทุนที่ไม่เท่ากัน

ในช่วงหลัง มหาวิทยาลัยชั้นนำได้ยกระดับเกณฑ์ Portfolio ให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น

  • ต้องมีประสบการณ์โครงการวิจัยหรือโครงงานเฉพาะทาง

  • มีผลงานแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ

  • มีคะแนนภาษาอังกฤษระดับสูง (IELTS ≥ 7.0 หรือ TOEFL iBT ≥ 100)

แม้การยกระดับเกณฑ์จะช่วยคัดเลือกผู้สมัครที่มีความพร้อมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และเครือข่ายสนับสนุน

ผู้สมัครจากครอบครัวที่มีฐานะดีหรือโรงเรียนที่มีความพร้อม ย่อมมีโอกาสสะสมผลงานได้มากกว่า ขณะที่นักเรียนจากครัวเรือนรายได้น้อย หรือโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อาจไม่สามารถเข้าถึงโอกาสดังกล่าว แม้มีศักยภาพใกล้เคียงกัน

ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้เกิดจาก “ความสามารถ” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ต้นทุนเริ่มต้น” ที่แตกต่างกัน

โรงเรียนเล็ก–โรงเรียนชนบท เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง

งานศึกษาหลายชิ้น รวมถึงการวิเคราะห์ของ สศช. ชี้ว่า โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่

  • งบประมาณจำกัด

  • ขาดครูเฉพาะทาง

  • การโยกย้ายครูบ่อยครั้ง

  • ภาระงานครูสูง ทำให้ไม่สามารถให้คำปรึกษาเชิงลึกได้

ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในสังกัดกระทรวง อว. สามารถจัดค่ายวิชาการ โครงงานวิจัย และการแข่งขันโอลิมปิกได้อย่างเป็นระบบ

ดังนั้น โอกาสสะสมผลงานที่ตรงกับเกณฑ์มหาวิทยาลัยจึงผูกโยงกับ “บริบทของโรงเรียน” มากกว่าศักยภาพส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว

Portfolio กับการพาณิชย์ทางการศึกษา

อีกประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือ การเกิดธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ Portfolio เช่น

  • ค่ายเตรียมความพร้อม

  • บริการรับจ้างทำโครงงาน

  • ที่ปรึกษาจัดทำแฟ้มผลงาน

  • คอร์สฝึกเขียนเรียงความ

ต้นทุนบางโครงการสูงหลักหมื่นบาท ทำให้ความสามารถในการ “ลงทุน” กลายเป็นความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

ยิ่งไปกว่านั้น การเน้นสะสมผลงานจำนวนมากในระยะเวลาจำกัด อาจบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้ จากการพัฒนาความสนใจเชิงลึก ไปสู่การสะสมใบประกาศนียบัตรเพื่อผ่านเกณฑ์

ภาระค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น

แม้ภาครัฐจะสนับสนุนค่าธรรมเนียมสอบบางส่วนในรอบอื่น แต่รอบ Portfolio ยังมีต้นทุนทางการเงินสูง เช่น

  • ค่าสมัครและสัมภาษณ์บางคณะประมาณ 3,000 บาท

  • ค่าสอบภาษาอังกฤษเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง

  • ค่าเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริม

  • ค่าเดินทางและที่พัก

สำหรับเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อย ต้นทุนเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งขัน

ปัญหาความน่าเชื่อถือและการทุจริต

ระบบ Portfolio ยังเผชิญความท้าทายด้านการตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลช่วยให้การสร้างหรือดัดแปลงผลงานทำได้ง่ายขึ้น

กรณีตัวอย่างที่มีการแอบอ้างผลงานซอฟต์แวร์จนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น สะท้อนข้อจำกัดของกลไกตรวจสอบที่ยังไม่เป็นระบบ

หากไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจเกิดสถานการณ์ที่ “ผู้ที่นำเสนอเก่ง” ได้เปรียบ “ผู้ที่มีความสามารถจริง”

บทเรียนจากต่างประเทศ

หลายประเทศเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน และมีแนวทางแก้ไขที่น่าสนใจ เช่น

?? เกาหลีใต้

  • ลดบทบาทกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เอื้อต่อความเหลื่อมล้ำ

  • เปิดเผยเกณฑ์ประเมินอย่างโปร่งใส

  • เพิ่มสัดส่วนการรับผ่านสอบกลาง

  • จัดสรรที่นั่งสำหรับกลุ่มด้อยโอกาส

?? สหราชอาณาจักร

  • ใช้ซอฟต์แวร์ตรวจจับการคัดลอกเรียงความ

  • พัฒนาระบบตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นมาตรฐาน

ทางออกของไทยควรเป็นอย่างไร?

แม้ อว. และ ทปอ. จะเริ่มพัฒนา TCASFolio เพื่อเป็นเครื่องมือมาตรฐานกลางโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และขอความร่วมมือลดสัดส่วนรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็น แต่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอที่สำคัญ ได้แก่

  • สร้างเครือข่ายโรงเรียนแบ่งปันทรัพยากร

  • เปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน

  • ตัดข้อมูลระบุตัวตนออกจากแฟ้มผลงานเพื่อลดอคติ

  • กำหนดเพดานค่าธรรมเนียม

  • ประเมินศักยภาพควบคู่บริบททางสังคม

  • ใช้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน

บทสรุป

Portfolio ไม่ใช่ “ปัญหา” โดยตัวมันเอง
แต่การออกแบบระบบโดยไม่คำนึงถึงบริบทความเหลื่อมล้ำ อาจทำให้เครื่องมือที่ตั้งใจสร้างความเป็นธรรม กลายเป็นกลไกตอกย้ำความไม่เท่าเทียม

โจทย์สำคัญของนโยบายอุดมศึกษาไทยจึงไม่ใช่ว่าจะ “ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก” Portfolio
แต่คือ จะออกแบบอย่างไรให้สามารถค้นหาเด็กที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง โดยไม่ให้ต้นทุนทางสังคมเป็นตัวกำหนดโอกาสในชีวิต ? ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) /
policywatch.thaipbsh

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...