โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปมสูญเสียพยาบาล รพ.ร้อยเอ็ด สะท้อนปัญหาโครงสร้าง-วิกฤตภาระงาน ขาดกำลังคน รพ.รัฐทั่วประเทศ

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ผอ.รพ.ร้อยเอ็ด เชื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องบุคคล รับสภาพหมอ-พยาบาล ขาดแคลนหนัก ต้องแก้ปัญหาใช้ ‘พยาบาลจ้างเหมารายวัน’ ชี้ ระบบบังคับให้ทำงานพึ่งโอที เสนอรัฐเร่งปรับจ้างรายเดือน เพิ่มค่าตอบแทนจากส่วนกลาง ย้ำ ตารางเวรยึดมาตรฐานสภาการพยาบาล เตือนอย่ามองพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ต้องเสียสละจนแลกด้วยชีวิต

จากกรณี อีฟ – ยุภารักษ์ สุขวรรณดี พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เวรดึก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศเป็นกรณีพิเศษนั้น

ยุภารักษ์ สุขวรรณดี พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เวรดึก

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด เปิดเผยกับ The Active ว่า ปัญหาการเสียชีวิตของพยาบาลขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์เฉพาะบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความไม่เพียงพอของอัตรากำลังทั้งแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ

ผอ.โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระบุว่า แม้ทั้งแพทย์และพยาบาลจะขาดแคลน แต่บุคลากรที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง คือพยาบาล ซึ่งทำงานเป็นกะละ 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง และแบกรับภาระดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดที่สุด

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

พยาบาลกว่า 1,000 คน จ้างรายวัน 350 คน

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย บอกด้วยว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีพยาบาลรวมกว่า 1,176 คน ในจำนวนนี้เป็นการจ้างพยาบาลรายวัน 350 คน ซึ่งต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดยหนึ่งในนั้นคือพยาบาลที่เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “พยาบาลจ้างเหมารายวัน” และปฏิบัติงานกับโรงพยาบาลมาแล้วราว 6 เดือน

สำหรับพยาบาลจ้างเหมารายวัน ค่าตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน หากไม่มีการทำงานล่วงเวลา (OT) แต่เมื่อรวม OT จะมีรายได้เพิ่มอีกราว 15,000 บาท ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับพยาบาลรายเดือนหรือพนักงานกระทรวง

“ถ้าไม่มีเงินล่วงเวลา พยาบาลรายวันไม่สามารถอยู่ได้จริง นี่คือข้อเท็จจริงของระบบ”

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา

ระบบ ‘รายวัน’ ไม่มีความมั่นคง แต่เป็นทางออกจำเป็นของโรงพยาบาลรัฐ

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย อธิบายว่า การจ้างพยาบาลรายวันเกิดจากข้อจำกัดของกรอบอัตรากำลัง เช่น หน่วยงานควรมีพยาบาล 35 คน แต่ได้รับการจัดสรรกรอบเพียง 30 คน ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้อำนาจผู้อำนวยการ จ้างเพิ่มอีก 5 คน ด้วยเงินบำรุงโรงพยาบาล เพื่อให้บริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พยาบาลกลุ่มนี้ไม่มีเลขตำแหน่ง ไม่มีสถานะในระบบราชการ และต้องใช้เวลานานในการเสนอขอปรับเป็นพนักงานกระทรวงหรือพนักงานราชการ เนื่องจากนโยบายส่วนกลาง “ไม่เปิดกรอบเพิ่ม” แม้ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลทั่วประเทศจะหลีกเลี่ยงการจ้างรายวันไม่ได้

“ในเชิงนโยบายอาจประกาศว่าไม่ให้จ้างรายวัน แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ ทุกโรงพยาบาลมีพยาบาลรายวันทั้งนั้น”

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา

ค่าตอบแทนจูงใจ ทำให้บางรายไม่อยากเข้าสู่ระบบประจำ

ผอ.โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ยังชี้ว่า พยาบาลจ้างเหมารายวันบางส่วน เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง กลับไม่ต้องการเข้าสู่ระบบรายเดือนหรือพนักงานกระทรวง เนื่องจากรายได้รวมจากค่าจ้างรายวันบวก OT สูงกว่า แม้จะต้องแลกกับการไม่มีสวัสดิการ ความมั่นคง และการคุ้มครองระยะยาว

สำหรับกรณีพยาบาลที่เสียชีวิต สวัสดิการที่ได้รับเป็นเพียงสวัสดิการภายในของโรงพยาบาล ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิของบุคลากรประจำ

เสนอ 2 ข้อใหญ่ ปรับระบบจ้าง–เพิ่มค่าตอบแทนจากส่วนกลาง

ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย เสนอว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น ภาครัฐควรเร่งแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยมีข้อเสนอหลัก 2 ประการ

  • ต้องสร้างความมั่นคงในการจ้างงานพยาบาล อย่างน้อยควรปรับจาก “รายวัน” เป็น “รายเดือน” ในรูปแบบพนักงานกระทรวง พนักงานราชการ หรือข้าราชการ แม้การบรรจุเป็นข้าราชการทั้งหมดอาจไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติทันที แต่ควรเริ่มจากการสร้างหลักประกันการจ้างงานขั้นพื้นฐาน

  • ควรปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงาน โดยไม่ผูกติดกับฐานะเงินบำรุงของแต่ละโรงพยาบาล พร้อมเสนอให้กำหนดค่าตอบแทนจากส่วนกลาง และใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก เนื่องจากสถานการณ์เงินบำรุงของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศอยู่ในภาวะตึงตัว

ผอ.โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ยังระบุด้วยว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่บางแห่งอาจพอประคองสถานการณ์ได้ แต่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่น ๆ อีกจำนวนมากไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้ หากไม่มีการปรับโครงสร้างการจ้างงานและงบประมาณจากระดับนโยบาย

พว.อุไรพรณ์ ทิดจันทึก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

ชี้ปัญหาไม่ใช่เรื่องบุคคล แต่คือโครงสร้างภาระงานพยาบาล

พว.อุไรพรณ์ ทิดจันทึก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ในฐานะกรรมการสภาการพยาบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง บอกว่า ตนและเพื่อนกรรมการล้วนเป็น “พยาบาลสายบริการ” ที่เข้าสู่สภาเพราะต้องการผลักดันการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยเฉพาะภาระงานที่หนักหน่วงของพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐบาล

สำหรับโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งจังหวัด และรับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยได้ แม้จะเกินศักยภาพรองรับ

ตัวอย่างเช่น หอผู้ป่วยอายุรกรรมที่มีโครงสร้างรองรับ 32 เตียง แต่ในทางปฏิบัติต้องรับผู้ป่วยเพิ่มจนสูงถึง 50–55 เตียง รวมถึงเตียงเสริมตามจุดต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ภาระงานของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ป่วยเพิ่ม–กำลังคนไม่พอ ผลักภาระตกที่พยาบาล

พว.อุไรพรณ์ ยังระบุว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคอายุรกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ อาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด ขณะที่อัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาล ไม่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาระงาน

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด มีพยาบาลเพียงประมาณ 82% ของกรอบอัตรากำลังที่ควรมี ส่งผลให้ต้องบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้ข้อจำกัดอย่างหนัก และปัญหานี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐจำนวนมากทั่วประเทศ

พยาบาลอยู่กับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง แทบไม่มีเวลาพัก

พว.อุไรพรณ์ ยังอธิบายว่า ลักษณะงานพยาบาลแตกต่างจากหลายวิชาชีพ เพราะต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยสามัญ พยาบาล 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยเฉลี่ยถึง 8 คน ขณะที่ผู้ป่วยวิกฤตอาจต้องดูแลในอัตรา 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 คน ส่งผลให้พยาบาลต้องเดินดูแลผู้ป่วยตลอดทั้งคืน แทบไม่มีโอกาสพักผ่อน

ชี้ปัญหาการบรรจุ–ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องภาระงาน

กรรมการสภาการพยาบาล ยังกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ในอดีตพยาบาลที่จบใหม่เช่นตน จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทันที แต่ปัจจุบันต้องรอการบรรจุนานถึง 3–7 ปี แม้ช่วงการระบาดของโควิด-19 จะมีการบรรจุเพิ่มขึ้น แต่โดยภาพรวมยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนและรายได้ไม่สอดคล้องกับภาระงาน ทำให้พยาบาลจำนวนมากต้องขึ้นเวรล่วงเวลา (OT) หรือรับงานเพิ่มเติม ทั้งที่ร่างกายอ่อนล้าแล้ว อีกทั้งหลังเลิกงานยังต้องแบกรับภาระครอบครัว เช่น ดูแลพ่อแม่สูงอายุ หรือบุตรหลาน

ย้ำตารางเวรยึดมาตรฐานสภาการพยาบาล

สำหรับประเด็นตารางเวร พว.อุไรพรณ์ ชี้แจงว่า การจัดเวรของโรงพยาบาลยึดตามมาตรฐานของสภาการพยาบาลและกองการพยาบาลอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้ทำงานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีข้อห้ามในการต่อเวรลากยาว เช่น เวรบ่ายห้ามต่อดึก และเวรดึกห้ามต่อเช้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การจัดเวรเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ภาระงานจริง” และ “กำลังคนที่ไม่เพียงพอ” ซึ่งทำให้พยาบาลจำนวนมากต้องทำงานภายใต้ความเหนื่อยล้าอย่างต่อเนื่อง

เตือนอย่ามองพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ต้องเสียสละจนแลกด้วยชีวิต

พว.อุไรพรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วิชาชีพพยาบาลมักถูกคาดหวังให้ “เสียสละ” มาโดยตลอด แต่กรณีการเสียชีวิตของน้องอีฟสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเสียสละโดยปราศจากการดูแลเชิงระบบ อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

จึงอยากให้กรณีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนนโยบายด้านอัตรากำลัง ภาระงาน และสวัสดิการพยาบาลอย่างจริงจัง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลประชาชนได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องแลกด้วยชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

Fact-check: 3,000-baht “People’s Pension” policy from Thai Sang Thai Party. Three sectors agree the elderly allowance must be increased

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อย่าเชื่อ ! เพจปลอม “คาเฟ่อเมซอน” ชวนลงทุนซื้อหุ้นอ้างปันผลรายวัน พบคนทักสอบถามเพียบ

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...