โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การล้นทะลักของ “ภาพถ่ายสงคราม” ช่วยสร้างความตระหนักหรือความชินชากันแน่?

นิตยสารคิด

อัพเดต 27 ต.ค. 2566 เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 03.23 น.
war-photography-cover

7 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดการเปิดฉากการปะทะกันอีกครั้งระหว่าง ฮามาส กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ กับอิสราเอล เกิน 1 สัปดาห์ผ่านพ้นไป การต่อสู้มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและบานปลาย ตามมาด้วยผลกระทบของสงครามอีกมากมายที่โลกอาจจะยังไม่พร้อมรับมือ

ความรุนแรงของสงครามที่ผ่านมาตั้งแต่ในอดีต เรารับรู้จากอะไร …จากคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ บทบันทึกหรือคลิปเสียงที่ถูกอัดไว้ และสิ่งสำคัญคือ “ภาพ” ทั้งแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

“ภาพถ่ายสงคราม” กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญมากในพื้นที่ของสนามรบ ทั้งเพื่อนำมาเป็นตัวช่วยในการเล่าเรื่องราวของสงครามให้กับคนทั่วไปที่ไม่ได้ไปอยู่ ณ เหตุการณ์ตรงนั้น และเป็นองค์ประกอบของบทเรียนให้มนุษย์เราได้เรียนรู้ถึงพิษภัยของสงครามที่ไม่เคยส่งผลดีกับใคร ยิ่งในปัจจุบัน พื้นที่สนามรบถูกขยายออกมาในวงกว้างกว่าแค่ในสนามรบที่มีความหมายตรงตามตัวอักษร แต่ยังรวมไปถึงสนามรบด้านอื่นๆ เช่นสนามรบในมหาสมุทรของข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

ประวัติการถ่ายภาพสงคราม จากสงครามไครเมียถึงจุดเปลี่ยนที่สงครามเวียดนาม
มนุษย์เริ่มถ่ายภาพในลักษณะของภาพถ่ายสงครามตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1830 โรเจอร์ เฟนตัน (Roger Fenton) ช่างภาพสงครามชาวอังกฤษ คือคนแรกที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการในการเข้าไปเก็บภาพผลพวงต่าง ๆ ของสงคราม ในการสู้รบระหว่างจักรวรรดิรัสเซียและกลุ่มชาติพันธมิตรที่ประกอบไปด้วยจักรวรรดิออตโตมัน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และซาร์ดิเนีย หรือที่รู้จักกันในนาม “สงครามไครเมีย (Crimean War)” ในช่วงกลางทศวรรษ 1860

The valley of the shadow of death (1855) / Library of Congress, Manuscript Division, Fenton Crimean War Photographs.

Cemetery on Cathcart's Hill - officers on the look-out (1855) / Library of Congress, Manuscript Division, Fenton Crimean War Photographs.

ในขณะนั้นพบว่า ภาพถ่ายของโรเจอร์ เฟนตัน ไม่ได้ถ่ายความรุนแรงของสงครามผ่านมนุษย์หรือศพที่แขนขาผิดรูป ด้วยความที่เทคโนโลยีภาพถ่ายในสมัยนั้นยังไม่ทันสมัย ทำให้การจับภาพความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จากสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นไปไม่ได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพของสภาพหลังสงครามที่มักจะเป็นภาพทิวทัศน์และบรรยากาศโดยทั่วไป เช่นภาพของสนามรบที่พรุนตะปุ่มตะป่ำไปด้วยร่องรอยของกระสุนและลูกระเบิด

สงครามกลางเมืองสเปน (The Spanish Civil War) ช่วงปี 1936-1939 เป็นสงครามครั้งแรกที่มีตากล้องถ่ายภาพสงครามมืออาชีพไปประจำการในแนวรบอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะการเข้ามาของกล้องที่มีขนาดเบาและกดถ่ายได้หลายภาพมากยิ่งขึ้นต่อหนึ่งม้วนฟิล์ม ทำให้การขับเน้นความโหดร้ายของคำว่าสงครามผ่านภาพถ่ายทำได้ออกมาอย่างเปี่ยมล้น

ความรุนแรงของสงครามและการรับรู้ของคนต่อสงครามถูกแพร่ปกคลุมไปทั่วโลก โดยเฉพาะผลพวงของสงครามเวียดนาม (The Vietnam War) ที่ผู้คนสามารถเสพภาพสงครามได้จากโทรทัศน์แบบวันต่อวัน ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้สงครามก่อให้เกิดภาพจำต่อคนทั่วโลก

และในยุคอันท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสารอย่างในวันนี้ ภาพถ่ายจากทุกทิศทุกทางก็ทำให้สงครามและมนุษย์ใกล้ชิดกันมากที่สุดแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ภาพถ่ายสงครามนำพาความโหดร้าย ท้าทายศีลธรรม แต่ไม่นำพาเหตุผลและตรรกะ
มนุษย์จดจำข้อมูลจากภาพได้ดีไม่แพ้จากตัวอักษร ภาพหนึ่งภาพ หรือแม้จะเป็นคลิปภาพเคลื่อนไหวหนึ่งชิ้น ท้ายที่สุดในส่วนย่อยก่อนจะเก็บเข้าสู่ลิ้นชักความทรงจำในสมอง จะเหลืออยู่แค่ภาพนิ่ง ดังนั้นพลานุภาพของภาพถ่ายจึงสูงมาก เพราะแปรเปลี่ยนได้ถึงขนาดระดับของความทรงจำ

ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในภาพถ่ายสงครามที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในโลก The Falling Soldier (ชื่อเต็ม Loyalist Militiaman at the Moment of Death, Cerro Muriano, September 5, 1936) ปี 1936 โดยช่างภาพสงครามชาวฮังกาเรียน-อเมริกัน โรเบิร์ต คาปา (Robert Capa) ภาพนี้ได้จับห้วงเวลาสุดแสนเหลือเชื่อไว้ คือภาพร่างของทหารชาย (ในเวลาต่อมาสันนิษฐานว่าเขาคือ Federico Borrell García นายทหารชาวสเปน สังกัดกลุ่มนิยมสาธารณรัฐสเปน แต่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่) ในขณะที่เขาถูกกระสุนจากฝ่ายตรงข้ามยิงเข้าใส่จนมือที่ถือปืนนั้นสาดส่ายออกไปด้วยแรงจากกระสุน ซึ่งเป็นเวลาพร้อมเพรียงกับที่โรเบิร์ต คาปา ลั่นชัตเตอร์พอดี

แรงปะทะจากภาพถ่ายสงครามต่อการรับรู้และความทรงจำของผู้คน ทำให้บางคนเชื่อว่าการเผยแพร่ภาพถ่ายความรุนแรงและหดหู่เหล่านี้จะสามารถช่วยหยุดสงครามได้ โดยในปี 1924 เออร์เนสต์ เฟรดริช (Ernst Friedrich) นักเขียนชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์หนังสือภาพที่ชื่อว่า War Against War (Krieg dem Kriege!) ซึ่งเต็มไปด้วยภาพที่นำมาจากคลังเก็บภาพของทหารเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่มาก่อน แต่ทุกเฉดอารมณ์ของความทรมานและโหดร้ายทารุณที่สงครามมีต่อมนุษย์ได้ถูกนำมาเสนอในเล่มนี้ ทำให้ชะตากรรมของมันหลังจากตีพิมพ์ออกมาก็คือ การโดนประณามจากกลุ่มคนรักชาติ ไปจนถึงการที่ร้านหนังสือบางร้านถูกตำรวจบุกจับในข้อหาจำหน่ายหนังสือต้องห้ามเล่มนี้

หากวิเคราะห์ในเชิงของการสื่อสาร อาจเห็นว่ากลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็คือการใช้ความกลัว เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความกลัวตาม สอดคล้องกับ Fear-Appeal ทฤษฎีที่พูดถึงการนำเสนอความกลัวเพื่อหวังให้ผู้รับสารได้หยุดการกระทำนั้น หรือหยุดคิดพิจารณาถึงมันใหม่อีกครั้ง

ภาพถ่ายสงครามสร้างให้เกิดความกลัว ตื่นตกใจ ผงะออก พร้อมทดสอบมาตรวัดทางศีลธรรมของผู้เสพได้จริง แต่ภาพถ่ายสงครามก็ไม่สามารถนำพาตรรกะเบื้องหลังที่ทำให้เกิดเหตุในภาพได้ ซูซาน ซอนแทก (Susan Sontag) นักคิดผู้อุทิศชีวิตให้กับการใคร่ครวญในพลังของภาพถ่ายได้เคยกล่าวไว้ในเรียงความขนาดยาวชื่อ Looking at War ตีพิมพ์ 1 ปีให้หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน หรือ 9/11 ว่า ภาพถ่ายอันโหดร้ายนั้นจะยังคงไม่สูญเสียพลังในการสร้างความตื่นตระหนกให้กับเรา แต่มันไม่สามารถทำให้เราเข้าใจมันได้

Damaged City of Lille, During German Occupation, World War I, 1916 / Museums Victoria Collections

หากการสร้างความกลัวผ่านภาพถ่ายสงครามนั้นช่วยได้จริง โลกของเราคงจะได้พบกับสันติภาพแล้ว ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คลื่นอันเชี่ยวกรากของภาพถ่ายสงครามและหน้าที่ที่แท้จริงของมัน
ความรุนแรงของสงครามระหว่างอิสราเอลและกองกำลังกลุ่มฮามาสที่ทวีขึ้นทุกชั่วโมง เช่นเดียวกับความใกล้ชิดที่เราทุกคนได้พานพบกับมันในทุกครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นเปิดดู ทุกนาทีที่คลิปวิดีโอ ภาพถ่ายต่าง ๆ ของสงครามถูกป้อนเข้าสู่หน้าฟีด ทำให้ผู้คนบางส่วนต้องเบือนหน้าหนี และบางส่วนก็เฉยชา แม้จะเป็นสื่อที่สะท้อนถึงความรุนแรงของสงครามและความตาย

ซูซาน ซอนแทก เคยเขียนไว้ว่า กระบวนการของการถ่ายภาพนั้นเชื่อมโยงกับความตายอยู่ตั้งแต่ต้น กล่าวคือการถ่ายภาพคือการบันทึกร่องรอยของสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ผ่านแสงและสะท้อนเข้าสู่ตา …และหายไปอีกครั้ง เหมือนความเอ่อล้นที่กำลังเป็นอยู่นี้

ดังที่กล่าวมา หากการถ่ายภาพสงครามในอดีตทำหน้าที่ช่วยนำเสนอข้อมูลประกอบเรื่องราว (ทั้งทางตรงและโฆษณาชวนเชื่อ) หรือการช่วยเติมเต็มจินตนาการและบริบทของผู้รับให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภาพถ่ายในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นข้อมูลโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อทุกคนเข้าถึงการถ่ายภาพได้ผ่านกล้องโทรศัพท์มือถือ ขนาดและความคมชัดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป แต่ความชอบธรรมที่ถูกบิดเบือนต่างหากที่กลายเป็นมหันตภัยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพตึกถล่มในอิสราเอล กลับกลายว่าในความจริงคือตึกในฉนวนกาซ่า หรือแม้กระทั่งภาพเฮลิคอปเตอร์ของอิสราเอลโดนยิงร่วง เมื่อพิสูจน์ทราบแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม

การมีอยู่ของความรุนแรงในภาพนั้น นอกจากจะไม่แสดงให้เห็นการลดลงของสงครามแล้ว ในฐานะผู้เสพกลับอาจจะได้แต่ความมืดมิด สิ้นหวัง และแทนที่จะผลักเราเข้าไปให้เกิดการตระหนักรู้ แต่มันกลับกลายเป็นความเฉยชาของทุกคืนวันที่ผลักเราออกมาทีละน้อย ภาพถ่ายสงครามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความกลัวและความโกรธเคือง ปัจจุบันคงเหลือศักยภาพในการโต้ตอบกับความโหดร้ายเพียงไหน

เจย์ แคสเปี่ยน คัง (Jay Caspian Kang) คอลัมน์นิสต์จากนิตยสาร The New Yorker เขียนถึงความด้านชาต่อความเหมือนกันไปหมดของภาพถ่ายสงครามไว้ว่า สุดท้ายแล้ว มันจะเหมือนกับการมีอยู่ของหลาย ๆ อย่างในโลกเทคโนโลยี นั่นคือการตอกย้ำสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

ภาพถ่ายจะไม่มีทางหมดไป แต่คำถามสำคัญคือ การขับเน้นความรุนแรงของผลกระทบจากสงครามผ่านภาพถ่ายช่วยให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือกลับกลายเป็นว่าทำให้เราด้านชากันแน่ เหมือนที่ ซูซาน ซอนแทก กล่าวในช่วงท้ายของเรียงความ Looking at War ว่า การเล่าเรื่องราวต่างหากที่จะทำให้เราเข้าใจมัน และสิ่งที่ภาพถ่ายให้ไว้จึงเหลือแต่เพียงการตามหลอกหลอนเราเท่านั้นเอง

Village, Gaza, Palestine, World War II, 1939-1943 / Museums Victoria Collections

ที่มา : บทความ “Looking at War” โดย Susan Sontag
บทความ “The Numbing Sameness of War Footage” โดย Jay Caspian Kang
บทความ “When Everyone Becomes a War Photographer” โดย Jason Farago
บทความ “‘The pictures will not go away': Susan Sontag's lifelong obsession with suffering” โดย Benjamin Moser
บทความ “Susan Sontag was right: War photography can anesthetize” โดย Chloe Pantazi
บทความ “HOW FEAR-APPEAL ADVERTISING WORKS” โดย Cassie Hayward

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

เจาะลึกประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ หลังผู้อำนวยการ GISTDA นั่งแท่นประธาน STSC สมัยที่ 63

SPACEMAN

อันซีนพังงา 5 ปีมีครั้ง “ดอกไม้สีทอง” บานเต็มต้นสำรองกะโหลกยักษ์ ที่ “ร้านกาแฟบนต้นไม้ ทรีคัพ”

Manager Online

“การ์โลส ซาลีนาส” ชนะเลือกตั้งเม็กซิโก ปี 1988 คะแนนนำลิ่วหลังระบบคอมพิวเตอร์ล่ม

ศิลปวัฒนธรรม

พระนั่งเกล้าฯ ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 “เถลิงราชย์โดยชอบ-เอาแผ่นดินเป็นที่ตั้ง”

ศิลปวัฒนธรรม

10 สถานที่ขอพรเรื่องงาน 2569 เสริมงานปัง และความก้าวหน้า

PPTV HD 36

70 คำอวยพรวันเกิดผู้ใหญ่ ใช้ได้จริง ทั้งแบบสุภาพและภาษาอังกฤษ

PPTV HD 36
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...