เจาะลึกประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ หลังผู้อำนวยการ GISTDA นั่งแท่นประธาน STSC สมัยที่ 63
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการอวกาศระดับนานาชาติ เมื่อ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้รับฉันทามติจาก 110 ชาติสมาชิก ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ (STSC) ของสหประชาชาติ ในการประชุมครั้งที่ 63 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก ท่ามกลางมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการศึกษาที่คนไทยจะได้รับอย่างมหาศาล
บทบาทสำคัญของ STSC และความท้าทายในยุคปัจจุบัน
คณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ หรือ STSC (Scientific and Technical Subcommittee) เป็นกลไกสำคัญภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (UN COPUOS) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในภาคปฏิบัติ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการจราจรอวกาศ การติดตามสภาพอวกาศ ไปจนถึงการรักษาความยั่งยืนของห้วงอวกาศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การทำหน้าที่ประธานของประเทศไทยจึงมีความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะต้องอาศัยทักษะการทูตที่เป็นกลางและการประนีประนอม เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ตัวแทนจากหลากหลายประเทศสามารถหารือและหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดร่วมกันได้
ในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในคณะทำงานหลายกลุ่ม เริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนของกิจกรรมอวกาศ ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายและการปฏิบัติการในห้วงอวกาศอย่างปลอดภัย ถัดมาคือกลุ่มการแพทย์อวกาศที่มุ่งเน้นการผสานองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้ากับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อนำมาพัฒนาเป็นหลักสูตรการศึกษา รวมถึงกลุ่มที่ต้องอาศัยการเจรจาอย่างละเอียดอ่อนอย่างการใช้แหล่งพลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศ ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมกันหาทางออกเพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์ที่สมดุล
นอกจากนี้ ประเด็นที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลกคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มคณะทำงานด้านกิจกรรมบนดวงจันทร์ (ATLAC) ในยุคที่หลายประเทศกำลังส่งยานอวกาศกลับไปสำรวจดาวบริวารของเรา การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและตระหนักรู้สถานการณ์อวกาศรอบดวงจันทร์จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะในปัจจุบันเรายังไม่มีระบบติดตามวัตถุในวงโคจรของดวงจันทร์ที่ครอบคลุมมากพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อภารกิจการสำรวจในอนาคตได้
ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเพียงเพื่อรับฟังนโยบาย แต่เราได้แสดงความพร้อมเชิงประจักษ์ให้ประชาคมโลกเห็นผ่านเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ประเทศไทยได้นำเสนอระบบเฝ้าระวังและติดตามวัตถุอวกาศ (GARNET) และระบบการจัดการจราจรอวกาศ (ZIRCON) ซึ่งเป็นระบบที่มีความแม่นยำสูงในการติดตามวัตถุในวงโคจรรอบโลก กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในการแบ่งปันข้อมูลและประสานงานกรณีฉุกเฉิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชนกันที่อาจสร้างความเสียหายต่อดาวเทียมและทรัพย์สินทางอวกาศอื่น ๆ
บทสรุปและก้าวต่อไปของประเทศไทย
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC เปรียบเสมือนการปักหมุดประเทศไทยลงบนแผนที่สมรภูมิอวกาศโลกอย่างเป็นทางการ ผ่านการผนึกกำลังของ "Team Thailand" ที่ผสานทั้งนวัตกรรม องค์ความรู้ และการทูตเข้าด้วยกัน ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ
สิ่งที่ประเทศไทยสามารถนำไปต่อยอดได้ทันที คือการขยายขีดความสามารถของเศรษฐกิจอวกาศไทย ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมในประเทศจะมีโอกาสเข้าถึงและเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาสนใจสายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STEM) เพื่อเตรียมพร้อมรองรับตำแหน่งงานใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมอวกาศที่กำลังเติบโต
ในท้ายที่สุด GISTDA จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำข้อมูลและองค์ความรู้ระดับสากลจากการประชุม STSC มาถ่ายทอดสู่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความร่วมมือและโครงสร้างพื้นฐานอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างความยั่งยืนของกิจการอวกาศต่อไป
- ข้อมูลอ้างอิง: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)