โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ในพระราชสำนัก

เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง อารมณ์ความรู้สึกปัจเจกนิยม / สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ก.ย 2565 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2565 เวลา 06.00 น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ

เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง

อารมณ์ความรู้สึกปัจเจกนิยม

“เห่เรือ” ที่พบในเพลงยาวเล่าเรื่องเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาฯ ควรหมายถึงวรรณกรรมกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) จึงไม่ควรหมายถึงร้องเห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

เพลงยาวเล่าเรื่องเสียกรุง 2310

เพลงยาวเล่าเรื่องเสียกรุงศรีอยุธยาฯ (ไม่ระบุนามผู้แต่งว่าหญิงหรือชาย) เริ่มด้วยรำพึงรำพันการพลัดพรากจากความสุขสบายกลายเป็นตกยากลำบากวิบัติขัดสน แล้วย้อนเล่าว่าก่อนเสียงกรุงเคยมีสุขสำราญสนุกสนานทั้งกายใจท่ามกลางนางอนงค์วงหน้างามดังดวงจันทร์ นอกจากนั้นยังเคยเอนอิงพิงหมอนเสพกาพย์กลอนอย่างมีความสุขด้วยการอ่านเองหรือมีคนอ่านให้ฟัง (แบบทำนองเสนาะ) กระบวนโคลง, ฉันท์, เพลงยาว และเห่เรือ ซึ่งมีกลอนพรรณนา ดังนี้

เคยเอนอิงพิงเขนยดำริสาร เคยสำราญกานท์กลอนกระเษมสันต์

เคยร่ายครวญกระบวนโคลงโอดพัน เคยพากย์ฉันท์เพลงยาวทั้งเห่เรือ

[เพลงยาวเล่าเรื่องเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จากสมุดไทยเลขที่ 20 หมวดวรรณคดี หมู่กลอนเพลงยาว-สังวาส หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ อ้างในบทความเรื่อง “เพลงยาวชาวกรุงเก่า : คำบอกเล่า ‘ความหลัง’ เมื่อครั้งเสียกรุง” ของธนโชติ เกียรติณภัทร (คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2565 หน้า 54-86]

กลอนเพลงยาวฯ ที่ยกมาได้แสดงตัวตนคนแต่งเป็นผู้ดีมีตระกูลใกล้ชิดราชสำนักอยุธยาสมัยก่อนเสียกรุง แล้วอวดรสนิยมส่วนตัวแบบผู้ดีว่าโปรดปรานอ่านเองหรือฟังคนอื่นอ่านออกเสียงแบบทำนองเสนาะในร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนโคลงฉันท์ โดยเฉพาะเห่เรือ ข้อความกลอนเพลงยาวตอนนี้ไม่ใช่คนแต่งไปพากย์โขนหรือร้องทำนองโอดพัน

รสนิยมผู้ดีกรุงศรีอยุธยา

ชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้ดีกรุงศรีอยุธยามักแสดงตนเป็นผู้ฝักใฝ่ในกาพย์กลอนโคลงฉันท์อันเป็นวิชาชั้นสูง จึงพบคำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา “ทรงแต่งกาพย์โคลงฉันท์และคำพากย์…ทั้งสวดสำรวจประสานเสียงโอดพันคร่ำครวญต่างๆ” และมัก “ทรงฟังสวดสำรวจคำหลวง” ซึ่งสอดคล้องกับยวนพ่ายโคลงดั้นยอพระเกียรติว่า

๏ สำเนียงสำนวดแม้น มฤธุรา เรื่อยแฮ

ทำเนียบทำนองกานต์ เลิศล้วน

ทำนองทำนุกภา- ณ ตรองเตรียบ เรียบแฮ

ดำนอกดำนานถ้วน ถ่องกล

ทำนองสวดคำหลวงคงจะเป็นเครื่องแสดงรสนิยมและฐานะทางสังคมด้วย ชาววังทั้งหญิงชายในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยาจึงซ้อมสวดคำหลวงเป็นส่วนตัว ดังโคลงกำสรวลสมุทรบทหนึ่งรำพึงถึงนางในจินตนาการว่าขณะนั้นนางกำลังทำอะไร? แต่งตัว, เล่นหมากรุก, เล่นสกา หรืออ่านคำหลวงเป็นทำนอง ดังนี้

๏ ป่านนี้อรเช้าแม่ เกลาองค์ อยู่ฤๅ

ตั้งขดานจตุรงคเมียง ม่ายม้า

ฤๅวางสกาลง ทายบาศก์

ฤๅกล่าวคำหลวงอ้า อ่อนแกล้งเกลาฉันท์

เห่เรือวรรณกรรมคำกาพย์

เห่เรือในเพลงยาวเล่าเรื่องฯ หมายถึงวรรณกรรมกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ที่มีการคัดลอกลงสมุดข่อยเก็บไว้อ่านเป็นส่วนตัว (แต่ไม่หมายถึงการร้องเห่เรือ เพราะสมัยอยุธยาไม่มีเห่เรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารค)

กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งเป็นที่นิยมยกย่องอย่างยิ่งของผู้ดีกรุงศรีอยุธยา (รวมทั้งผู้ดีกรุงรัตนโกสินทร์) เพราะเป็นงานสร้างสรรค์อย่างสากล ด้วยการลดพิธีกรรมที่เคยทำสืบเนื่องมา แล้วเพิ่มเข้าไปในอารมณ์และความรู้สึกแบบสัจนิยมและปัจเจกนิยม

นอกจากบทเห่เรือ (ชมเรือกระบวน, ชมปลา, ชมไม้) กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งยังมีบทเห่เรื่องกากี, บทเห่สังวาสและเห่ครวญที่แสดงอารมณ์และความรู้สึกทางเพศอย่างหมดเปลือก เหล่านี้ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการหลุดพ้นจารีตประเพณีเดิมอันเป็นพันธนาการสาหัส แต่ไม่กล้าแสดงออก ดังนั้น การอ่านกาพย์เห่เรือเสมือนทางระบายความอัดอั้นออกไประดับหนึ่ง

ร้องเห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนที่เป็นประเพณีสร้างใหม่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค มีสาระสำคัญดังนี้

(1.) เห่เรือด้วยต้นเสียงร้องเห่นำ แล้วมีลูกคู่จำนวนหนึ่งร้องคั่นจังหวะ (ตามที่กำหนด) ว่า “ฮ้าไฮ้ๆ” และ “เฮ้-เฮ- – -” และ (2.) เห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนที่

สมัยโบราณตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาสืบเนื่องถึงสมัยอยุธยา น่าจะมีเห่เรือในพิธีกรรม คือ “เห่เรือไล่น้ำ” ดังนี้

(1.) เห่เรือคนเดียวโดย “หมอขวัญหลวง” (หรือหมอผีหลวง) ในพิธีไล่น้ำ (หรือไล่เรือ) ด้วยการวิงวอนร้องขอให้น้ำลดเพื่อชาวนาได้เกี่ยวข้าวสะดวก

(2.) เห่เรือขณะขบวนเรือจอดนิ่ง แล้วทำพิธีบริเวณที่เป็น “ดินสะดือ” คือมีตาน้ำที่คนสมัยนั้นเชื่อว่าเป็นทางขึ้น-ลงของพระยานาคผู้ควบคุมน้ำอยู่บาดาล (ใต้ดิน) โดยขอให้พระยานาคดูดน้ำทั้งหมดลงบาดาล

[ข้อมูลอย่างละเอียดมีในหนังสือ เห่เรือและเรือพระราชพิธี มาจากไหน? ของสุจิตต์ วงษ์เทศ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2554) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2562]

ขบวนเรือไม่มีเห่เรือ

สมัยอยุธยาไม่มี “เห่เรือ” ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากอยุธยาไปตามแม่น้ำป่าสัก ทวนน้ำถึงท่าเจ้าสนุก (อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา) มีบอกในวรรณกรรมเรื่อง “บุณโณวาทคำฉันท์” (แต่งสมัยพระเจ้าบรมโกศ) ว่ามี “แห่แหน” และ “โห่แห่” ซึ่งไม่ใช่ “เห่เรือ” เพราะต่างกันมากจาก “เห่เรือ” ที่เข้าใจกันทุกวันนี้

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงบอกไว้ 3 เรื่องใน “อธิบายตำนานเห่เรือ” ว่า

(1.) เจ้านายและขุนนางมีเรือยาวไปเล่นเรือกับราษฎร “เวลาพายเรือไปก็เห่เรือ”

ตรงนี้ไม่เคยพบหลักฐาน แต่เท่าที่มีประเพณีสืบเนื่องคือ เล่นเพลงเรือ มีลูกคู่ร้อง “ฮ้าไฮ้-เฉียบๆ” ซึ่งเป็นคนละตระกูลกับเห่เรือ

(2.) การเห่เรือเล่นแต่โบราณ “สันนิษฐาน” ว่า “จะคิดบทเป็นกลอนสดเช่นเดียวกับเล่นเพลงและดอกสร้อยสักวา”

เล่นเพลงทุกชนิดเป็น “กลอนท่อง” หรือ “กลอนจำ” หมายความว่ามีครูแต่งบทเป็นกลอนหัวเดียว แล้วคนเล่นเพลงเอาบทไป “ท่องจำ” เมื่อจำได้ขึ้นใจจึงออกเล่นเพลง ทำให้ดูเหมือน “กลอนด้น”

ดอกสร้อยและสักวาเป็นกลอนแปด (กลอนแบบสุนทรภู่) คิดกลอนสดไม่ทันเพราะมีสัมผัสสลับวรรค (ต่างจากกลอนหัวเดียว) และไม่เคยมีใครคิดกลอนสดได้ ที่เล่นดอกสร้อยสักวาล้วนเป็นกลอนท่องจำไว้ก่อนทั้งนั้น

(3.) “บทเห่เรือคงมีมาก แต่หากสูญไปเสียด้วยไม่มีใครจะจดไว้” แท้จริงแล้วบทเห่เรือไม่เคยมี ที่มีคือของเจ้าฟ้ากุ้งเท่านั้นซึ่งไม่เคยใช้เห่เรือสมัยอยุธยา •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก มติชนสุดสัปดาห์

โรคเสพติด Smart Watch

23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรัชญาความสุข ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (จบ)

23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปฏิมา แห่ง 'สื่อ' รุ่งอรุณ ประชาธิปไตย ราษฎร ทั้งหลาย

23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คนไทยทั่วเยอรมันพบ “พิธา–กุลธิดา” แสดงพลังความตื่นตัว ลงประชามติและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร.

1 วันที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...