โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปรัชญาความสุข ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

ปรัชญาความสุข

ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (จบ)

ในหนังสือเรื่อง The Conquest of Happiness (1930) ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกกล่าวถึงสาเหตุของการที่มนุษย์เราไม่มีความสุข

ส่วนที่สองซึ่งเป็นเนื้อหาที่เราจะพูดถึงคราวนี้ก็คือสาเหตุของความสุข ว่าหากมนุษย์อยากมีความสุขต้องทำอย่างไรบ้าง

เผื่อผู้อ่านบางท่านอาจจะได้รับแรงบันดาลใจใช้เป็นแนวทางสำหรับปณิธานปีใหม่ปีนี้

รัสเซลล์เริ่มต้นส่วนที่สองนี้ด้วยคำถามทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ว่า ในโลกสมัยใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยสงคราม ความเร่งรีบ และความไม่มั่นคง ความสุขยังเป็นไปได้จริงหรือไม่

เขาตอบคำถามนี้อย่างชัดเจนว่า เป็นไปได้ แต่ต้องละทิ้งความเข้าใจผิดหลายประการ โดยเฉพาะความคิดที่ว่า ความสุขต้องเป็นสภาวะถาวร ไร้ความเจ็บปวด และปราศจากความไม่แน่นอน

ดังที่รัสเซลล์กล่าวว่า “ความสุขไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นการเสพความเพลิดเพลินอย่างเฉยๆ หากแต่เป็นการมีส่วนร่วมกับชีวิตอย่างกระตือรือร้น”

เหตุที่รัสเซลล์เริ่มต้นด้วยคำถามเช่นนั้น ก็เพราะว่าในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความเร่งรีบ และความสิ้นหวังทางวัฒนธรรม ความสุขยังเป็นไปได้อยู่หรือไม่

คำถามนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะในยุคสมัยของเขา ความคิดแบบมองโลกในแง่ร้ายได้กลายเป็นเครื่องหมายของความลึกซึ้งทางปัญญา หลายคนเชื่อว่าคนมีเหตุผลย่อมต้องไม่คาดหวังความสุขจากชีวิต แต่รัสเซลล์ปฏิเสธท่าทีแบบนี้อย่างชัดเจน เขาเห็นว่าความคิดที่ว่าความสุขเป็นสิ่งไร้สาระหรือเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่เหนือกว่า หากแต่เกิดจากอารมณ์สิ้นหวังที่ถูกทำให้ดูมีเหตุผล ความสุขไม่จำเป็นต้องหมายถึงชีวิตที่ปราศจากความทุกข์ แต่หมายถึงชีวิตที่ยังคงมีพลัง มีความสนใจ และมีสิ่งที่ทำให้ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่ แม้โลกจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่โลกสมัยใหม่ แต่คือความคาดหวังที่ผิดพลาดจากชีวิต ซึ่งต้องการความแน่นอน ความสมบูรณ์ และความมั่นคงถาวรในโลกที่ไม่เคยให้สิ่งเหล่านั้นได้

รัสเซลล์โต้แย้งความคิดแบบโรแมนติกและเคร่งศาสนาที่มองโลกในแง่สิ้นหวัง เขายืนยันว่า โลกไม่เคยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยหรือสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งนี้เองไม่ได้ทำให้ความสุขเป็นไปไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติของมนุษย์ที่คาดหวังสิ่งผิดจากชีวิต

ข้อเสนอของเขาตรงจุดเริ่มต้นก็คือ ความสุขเป็นไปได้ หากมนุษย์ยอมรับโลกตามที่มันเป็น และจัดชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่กับอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้

รัสเซลล์เห็นว่า “ความมีชีวิตชีวา” หรือ “ความกระตือรือร้นต่อชีวิต” (zest) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของความสุข คนที่มี “ความกระตือรือร้นต่อชีวิต” จะรู้สึกว่าชีวิต “น่าใช้” แม้จะเผชิญปัญหาและความเจ็บปวด ขณะที่คนที่ขาดความกระตือรือร้นเช่นนี้ต่อให้มีความสุขทางวัตถุสิ่งของมากมาย แต่ก็ยังรู้สึกว่างเปล่า

รัสเซลล์อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความกระตือรือร้นต่อชีวิต” นี้ เกิดจากการมีความสนใจหลากหลาย ไม่ผูกชีวิตไว้กับเป้าหมายเดียวหรือความสำเร็จเพียงด้านเดียว ผู้ที่ฝากความหมายชีวิตไว้กับสิ่งเดียว เมื่อสิ่งนั้นล้มเหลว ชีวิตทั้งหมดจะพังทลาย

ข้อเสนอหลักของเขาคือ ขยายขอบเขตความสนใจหรือความเป็นไปได้ของชีวิตคือเงื่อนไขสำคัญของความสุขที่ยั่งยืน

ต่อมา รัสเซลล์มองว่า ความรัก ความผูกพัน และการหลุดพ้นจากการหมกมุ่นในตัวเองเป็นพลังทางจิตวิทยาที่สำคัญอย่างยิ่ง ความรักทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการหมกมุ่นอยู่แต่กับตนเอง และเปิดพื้นที่ให้ความสุขที่ไม่เห็นแก่ตัว

ดังประโยคที่รัสเซลล์กล่าวไว้ว่า “ความรักและความผูกพันคือแหล่งกำเนิดความสุขที่สำคัญที่สุดของมนุษย์” เพราะมันเป็นกลไกทางอารมณ์ที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการหมกมุ่นกับตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ความรักในความหมายของรัสเซลล์ ไม่ใช่ความหลงใหลที่ได้ครอบครอง ไม่ใช่การใช้ผู้อื่นเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าของตนเอง แต่คือความยินดีในความเป็นอยู่และความสุขของผู้อื่น ความรักลักษณะนี้ทำให้มนุษย์ขยายขอบเขตของตัวตนออกไป และทำให้ความสุขไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในตัวตนของมนุษย์เอง

รัสเซลล์เชื่อว่า ชีวิตที่ปราศจากความรักความผูกพันที่แท้จริง ต่อให้ประสบความสำเร็จเพียงใด ก็ยากจะเป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างลึกซึ้ง เขายังแยกความรักแท้ออกจากความรักแบบครอบครองหรือความหลงตัวเอง ความรักที่ดีคือความรักที่ทำให้ผู้รักยินดีในความสุขของผู้อื่น ไม่ใช่รักเพื่อเติมเต็มช่องว่างของตนเอง

ข้อเสนอของเขาก็คือความสุขต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ใช่ความสำเร็จส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว

องค์ประกอบของความสุขอีกอย่างสำหรับรัสเซลล์ก็คือ ครอบครัว

แต่เขาไม่ได้มองครอบครัวอย่างที่เราเข้าใจทั่วไป เขาไม่เห็นดีเห็นงามกับครอบครัวแบบดั้งเดิมไปเสียทั้งหมด

แต่เขาเห็นว่า ครอบครัวจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันเป็นพื้นที่ของความรัก การดูแล และการเติบโต ไม่ใช่เครื่องมือของศีลธรรมแบบกดขี่

ดังประโยคของรัสเซลล์ที่ว่า “เด็กคือแหล่งกำเนิดความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชีวิตสามารถมอบให้ได้” เพราะการเลี้ยงดูเด็กบังคับให้ผู้ใหญ่หันออกจากตัวเองและเรียนรู้ความเอื้ออาทร แต่ในขณะเดียวกัน หากครอบครัวกลายเป็นพื้นที่ของการควบคุมและการฉายความคาดหวังของผู้ใหญ่ลงบนเด็ก มันก็จะทำลายทั้งความสุขของเด็กและของผู้ใหญ่เอง

เขาจึงเตือนย้ำว่าครอบครัวอาจเป็นแหล่งแห่งความทุกข์ได้ หากถูกครอบงำด้วยอำนาจ ความคาดหวัง และความกลัว ข้อเสนอของรัสเซลล์ตรงนี้ก็คือ ครอบครัวสร้างความสุขได้ เมื่อยึดความรักและเสรีภาพ ไม่ใช่การควบคุม

ส่วนเรื่องการงานและอาชีพ รัสเซลล์ปฏิเสธทั้งการบูชางานและการเกลียดงาน เขาเสนอว่างานเป็นแหล่งความสุขได้ หากมีเงื่อนไขสองประการ คืองานต้องมีความหมาย และงานต้องไม่ทำลายชีวิตด้านอื่นของมนุษย์

เขากล่าวว่า “งานที่ดีที่สุดคืองานที่ไม่ทำให้เราเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจ”

แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ใช้ทักษะ ความคิด และความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

รัสเซลล์เห็นว่า ปัญหาของโลกสมัยใหม่ไม่ใช่การมีงาน หากแต่เป็นการยกความสำเร็จจากงานขึ้นมาเป็นมาตรวัดคุณค่าทั้งหมดของชีวิต งานที่ดีช่วยให้มนุษย์รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีส่วนร่วมและมีที่ยืนในโลกนี้

ข้อเสนอของรัสเซลล์ก็คือ งานเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสุข หากไม่ถูกยกระดับเป็นการแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ถัดมา ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของปรัชญาความสุขของรัสเซลล์เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ แนวคิดเรื่องการให้ความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่ใช่การคิดถึงหรือโฟกัสเฉพาะตัวเอง ความสนใจลักษณะนี้จะเป็นความสนใจที่ไม่ยึดโยงกับตัวตน

รัสเซลล์เห็นว่า นี่คือหัวใจของความสุขที่มั่นคงที่สุด ความสนใจในสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ หรือความเป็นอยู่ของสังคม การช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากวงจรของความกังวลหรือหมกมุ่นเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความทุกข์ที่ร้ายแรงที่สุด

ความสนใจลักษณะนี้ไม่ทำให้มนุษย์พ้นจากความเจ็บปวด แต่ทำให้ความเจ็บปวดไม่กลืนกินชีวิตทั้งหมด รัสเซลล์เห็นว่า ยิ่งมนุษย์สามารถรักสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตนเองได้มากเท่าไร ชีวิตก็จะยิ่งมีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รัสเซลล์ยังเห็นว่า ความจำเป็นของการสร้างสมดุลระหว่างความพยายาม (effort) กับการยอมจำนน (resignation) ชีวิตที่มีความสุขไม่ใช่ชีวิตที่ดิ้นรนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่ใช่ชีวิตที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างสิ้นเชิง

ปัญญาของชีวิตอยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรพยายามเปลี่ยนแปลง และอะไรควรยอมรับในฐานะเงื่อนไขของการมีชีวิตอยู่

รัสเซลล์เห็นว่า ความทุกข์จำนวนมากเกิดจากการพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หรือจากการยอมแพ้ในสิ่งที่ยังควรค่าแก่ความพยายาม ความสุขจึงต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงปฏิบัติอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงอารมณ์หรือความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น

ดังนั้น “คนที่มีความสุข” ในสายตาของรัสเซลล์นั้น คนเช่นนี้ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด

ไม่ใช่คนที่โชคดีที่สุด

และไม่ใช่คนที่ไม่เคยทุกข์ทรมาน

แต่คือคนที่ใช้ชีวิตที่หันออกสู่โลกภายนอก

คนที่มีความสุข เขาจะมีความรัก มีงานที่มีความหมาย มีความสนใจที่ไม่ยึดโยงกับตัวตน และไม่ปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับการหมกมุ่นในตัวเอง

คนที่มีความสุขในความหมายของรัสเซลล์คือคนที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของโลก และยังคงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมภายใต้เงื่อนไขนั้นได้

โดยสรุปในหนังสือ “การพิชิตความสุข” ของรัสเซลล์ เขาได้เสนอปรัชญาความสุขไว้ว่า ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังเป็นชีวิตที่มีความสุข ความสุขไม่ใช่รางวัลของความสำเร็จ และไม่ใช่การหลบหนีจากโลก หากเป็นผลของการจัดการชีวิตให้หันมามองดูหรือพิจารณาคนอื่น งาน และโลกภายนอกอย่างมีเหตุผล

เมื่อมนุษย์เลิกทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ความสุขก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไล่ล่าอีกต่อไป

แต่กลายเป็นผลพลอยได้ของการมีชีวิตที่ดีและมีความหมาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรัชญาความสุข ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...