โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โรคเสพติด Smart Watch

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

โรคเสพติด Smart Watch

ในยุคที่ Wearable Technology เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก Smart Watch หรือ “นาฬิกาอัจฉริยะ” ได้กลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เนื่องจากสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการบอกเวลา แต่ยังรวมถึงการติดตามสุขภาพ การแจ้งเตือนข้อความ การโทรศัพท์ และการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบาย และความสามารถที่หลากหลายนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่นักวิชาการและสื่อมวลชนต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจ

นั่นคือ “โรคเสพติด Smart Watch”

งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร ACM Digital Well-Being ระบุว่า แม้ Smart Watch จะถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพตลอดเวลา อาจนำไปสู่ความเครียด และความวิตกกังวลมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่หมกมุ่นกับการตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ การนับก้าว หรือการแจ้งเตือนการออกกำลังกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติดที่คล้ายกับการเสพติด Smart Phone

หนังสือพิมพ์ The Straits Times ชี้ว่า ในหลายประเทศ ผู้ปกครองเริ่มมอบ Smart Watch ให้กับบุตรหลาน แทนการให้โทรศัพท์มือถือ เพื่อควบคุมการใช้งาน และติดตามพฤติกรรม แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ เด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไป จนเกิดการเสพติดในวัยเยาว์

เช่นเดียวกับบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ใน ResearchGate ได้กล่าวถึงกรณีที่ผู้ใช้ Smart Watch มีพฤติกรรมเสพติดจนทำให้สมาธิในการทำงานลดลง เกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “โรคเสพติด Smart Watch” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

ในเชิงจิตวิทยา การเสพติด Smart Watch เกิดจากการที่สมองได้รับการกระตุ้นซ้ำๆ จากการแจ้งเตือน และข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอเล็กๆ ของอุปกรณ์

ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับการแจ้งเตือน เช่น การบรรลุเป้าหมายการเดินครบจำนวนก้าว หรือการได้รับข้อความทันทีที่มีการติดต่อเข้ามา

ความพึงพอใจนี้ทำให้สมองหลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความสุข และแรงจูงใจ ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องการตรวจสอบ Smart Watch บ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมเสพติดโดยไม่รู้ตัว

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับการเสพติด Social Media หรือเกมออนไลน์ ที่ผู้ใช้ไม่สามารถควบคุมการใช้งานได้หรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้ในบางเวลา

ผลกระทบจาก “โรคเสพติด Smart Watch” สามารถแบ่งออกได้หลายด้าน

ด้านสุขภาพกาย ผู้ใช้ที่หมกมุ่นกับการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพอาจเกิดความเครียดจากการตีความข้อมูลผิด เช่น การกังวลว่าอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ

ทั้งที่จริงแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความเครียดสะสมนี้อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนหลับไม่เพียงพอ และความดันโลหิตสูง

ด้านสุขภาพจิต ผู้ใช้ที่เสพติด Smart Watch มักมีความวิตกกังวลสูง รู้สึกไม่สบายใจหากไม่ได้สวมใส่ หรือไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

การเสพติด Smart Watch อาจทำให้ผู้ใช้ละเลยการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพราะมัวแต่จดจ่อกับการตรวจสอบข้อมูลบนข้อมือ ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง

สื่อมวลชนต่างประเทศหลายสำนักได้รายงานถึงกรณีที่ผู้ใช้ Smart Watch บางรายถึงขั้นเกิดอาการ Phantom Vibration Syndrome หรือความรู้สึกว่า “มีการสั่นเตือนบนข้อมือ” แม้ว่าอุปกรณ์ไม่ได้สั่นจริงๆ

นอกจากนี้ การเสพติด Smart Watch ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการติดตามสุขภาพแบบ Realtime และการเชื่อมต่อข้อมูลตลอดเวลา จนเกิดความเชื่อว่า การไม่สวมใส่ Smart Watch เท่ากับการสูญเสียการควบคุมชีวิตตนเอง

ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากไม่สามารถแยกตัวออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ในสถานการณ์ที่ควรพักผ่อน หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และเพื่อนฝูง

ปรากฏการณ์นี้จึงไม่เพียงเป็นปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล แต่ยังเป็นปัญหาสังคมที่สะท้อนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป

นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพกาย และใจแล้ว โรคเสพติด Smart Watch ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และรูปแบบการบริโภคในสังคมโลกอีกด้วย

รายงานของ The Guardian กล่าวถึงการที่ผู้บริโภคจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อ Smart Watch รุ่นใหม่ทุกครั้งที่มีการเปิดตัว แม้ว่าอุปกรณ์รุ่นเก่าจะยังใช้งานได้ดีอยู่ก็ตาม

พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงการเสพติด ไม่เพียงการใช้งาน แต่ยังรวมถึงการเสพติดการบริโภคสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง BBC Future ได้รายงานถึงการใช้ Smart Watch ในการติดตามสุขภาพจิต โดยมีการพัฒนา Application ที่สามารถตรวจจับความเครียด และอารมณ์ของผู้ใช้ผ่านการวัดชีพจร และการนอนหลับ

แม้จะเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้สูญเสียความสามารถในการรับรู้สภาพร่างกาย และจิตใจของตนเองโดยตรง

กล่าวคือ ผู้ใช้จะเชื่อข้อมูลจากอุปกรณ์ มากกว่าการรับรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความผิด และการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ New York Times ยังเคยนำเสนอเรื่องราวของผู้ใช้ Smart Watch ที่เกิดความเครียดจากการตั้งเป้าหมายสุขภาพสูงเกินไป

เช่น การเดินให้ครบ 10,000 ก้าวต่อวัน หรือการออกกำลังกายตามเวลาที่กำหนด หากไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ผู้ใช้บางรายเกิดความรู้สึกผิด และความล้มเหลว ซึ่งเป็นสัญญาณของการเสพติดที่ไม่สมดุลต่อชีวิตจริง

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเสพติด Smart Watch ไม่ได้เกิดจากการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการตีความข้อมูล และการตั้งเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคเสพติด Smart Watch” ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมสุขภาพ และพฤติกรรมมนุษย์อีกด้วย

เห็นได้จากการที่ Harvard Business Review ได้วิเคราะห์ว่า การใช้ Smart Watch และอุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ กำลังสร้าง “ธุรกิจข้อมูลสุขภาพ” ที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถเก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลเพื่อนำไปวิเคราะห์ และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่

แม้จะเป็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ก็สร้างความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว และการเสพติดข้อมูลสุขภาพที่มากเกินไป

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า “โรคเสพติด Smart Watch” เป็นปัญหาที่ซับซ้อน และมีหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยี

การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่สามารถทำได้เพียงการปรับพฤติกรรมของผู้ใช้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

ทั้งผู้ผลิตที่ต้องออกแบบอุปกรณ์ให้ส่งเสริมการใช้งานอย่างสมดุล นักวิชาการที่ต้องให้ข้อมูล และคำแนะนำที่ถูกต้อง และสังคมที่ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ

“โรคเสพติด Smart Watch” จึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงด้านลบของ Digital

ท้ายที่สุด บทเรียนจาก “โรคเสพติด Smart Watch” คือการตระหนักว่า เทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ อาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาใหม่หากไม่มีการใช้งานอย่างเหมาะสม

ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยี กับการใช้ชีวิต จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างมีสติ Smart Watch ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการส่งเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิต

แต่หากปล่อยให้เกิดการเสพติดโดยไม่รู้ตัว อุปกรณ์เล็กๆ บนข้อมือก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพ และสังคม ที่ใหญ่หลวงได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรคเสพติด Smart Watch

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...