สภาคองเกรสจ่อ "จำกัด" อำนาจทรัมป์ หลังถล่มอิหร่าน-เสี่ยงปะทะยืดเยื้อ
วันนี้ (4 มี.ค.2569) CNN รายงาน กรุงวอชิงตันกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้ง 2 พรรคการเมืองเตรียมผลักดันร่างมติอาศัยอำนาจตาม War Powers Resolution เพื่อจำกัดและควบคุมการปฏิบัติการทางทหารของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ในอิหร่าน
ร่างมติดังกล่าวมีเป้าหมายชัดเจนให้ประธานาธิบดีต้องยุติการใช้กำลังทหารเพิ่มเติม เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างเป็นทางการ สะท้อนความพยายามของฝ่ายนิติบัญญัติในการยืนยันบทบาทตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจประกาศสงคราม
แรงผลักดันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ "Operation Epic Fury" ซึ่งสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และมีรายงานการสูญเสียทหารอเมริกันเป็นรายแรก สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนคำถามทางกฎหมายและการเมืองอย่างกว้างขวางว่า การดำเนินการครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่
ทิม เคน สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ผู้เสนอร่างมติในวุฒิสภา ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดว่า การทำสงครามต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกกลับมาประชุมและลงมติโดยเร็ว เพราะชีวิตทหารอเมริกันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
ในสภาผู้แทนราษฎร โทมัส แมสซี สมาชิกพรรครีพับลิกัน จากรัฐเคนทักกี แสดงจุดยืนสนับสนุนร่างมติ ขณะที่ โร คานนา ประเมินโอกาสผ่านในสภาล่างอยู่ที่ร้อยละ 40-60 ขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพของพรรคเดโมแครตเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนที่เห็นด้วย จอห์น เฟตเตอร์แมน วุฒิสมาชิกจากเพนซิลเวเนีย แสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่า การผลักดันมติในช่วงเวลานี้เป็น "การแสดงท่าทีที่ไร้สาระ" ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ตึงเครียด
ด้าน มาร์ก เคลลี อดีตนักบินนาวิกโยธินและวุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซนา แสดงความกังวลว่า ฝ่ายบริหารยังไม่มีแผนป้องกันการขยายวงความขัดแย้ง ซึ่งอาจทำให้ทหารอเมริกันตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น
แม้ร่างมติจะได้รับแรงสนับสนุนแบบข้ามพรรค แต่เส้นทางผ่านสภาฯ ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา และหากร่างมติผ่าน ก็มีแนวโน้มสูงว่าทรัมป์จะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ทันที และการล้มล้างการวีโตจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ายังห่างไกลความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
ที่ผ่านมา ความพยายามลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิหร่านหลังการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในเดือน มิ.ย. หรือกรณีเวเนซุเอลาในเดือน ม.ค. แต่ล้วนไม่สามารถฝ่าด่านทางการเมืองไปได้สำเร็จ
การลงมติในครั้งนี้มีกำหนดในวุฒิสภา วันที่ 4 มี.ค. เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ และในสภาล่างวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. ถือเป็นจุดชี้วัดสำคัญว่ารัฐสภาจะสามารถทวงคืนอำนาจด้านการทำสงครามจากฝ่ายบริหารได้มากเพียงใด
War Powers Resolution คืออะไร
War Powers Resolution หรือที่เรียกว่า War Powers Act เป็นกฎหมายที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านเมื่อปี 1973 (พ.ศ.2516) ภายหลังสงครามเวียดนาม เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา
กฎหมายนี้กำหนดให้ประธานาธิบดีสามารถส่งกำลังทหารได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องแจ้งรัฐสภาภายใน 48 ชั่วโมง และหากไม่ได้รับอนุมัติภายใน 60 วัน (หรือขยายได้ถึง 90 วันในบางกรณี) ต้องถอนกำลังทันที
แม้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีหลายสมัยจากทั้ง 2 พรรคมักโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวจำกัดอำนาจผู้บัญชาการสูงสุดเกินสมควร ทำให้การบังคับใช้ไม่เคยเกิดผลเต็มรูปแบบ
อ่านข่าว :
กาตาร์ คุมตัว 10 ผู้ต้องสงสัย เชื่อเชื่อมโยง "IRGC " ของอิหร่าน
กงสุลสหรัฐฯ ในนครดูไบ ตกเป็นเป้าถูกโดรนโจมตี - สหรัฐฯ ยืนยันไม่มีผู้บาดเจ็บ
"ทรัมป์" สั่งตัดขาดการค้ากับสเปน หลังไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน