โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ดาวร้ายยุคน้ำมันแพง

ไทยโพสต์

อัพเดต 36 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถ้านักการเมืองมีความละอายใจบ้างก็คงจะดี

อยากเห็น สส.ละอายใจ ให้มากกว่าที่ไม่กล้ากินข้าวที่ทางสภาฯ จัดให้ เพราะหมอวรงค์ออกมาเคลื่อนไหว จนพากันควักกระเป๋าซื้อข้าวในโรงอาหารสภาฯ กินเอง

เลิกหาแสงจากวิกฤตน้ำมันเถอะครับ

สื่อโซเชียลที่ขาใหญ่ด้านสื่อเป็นเจ้าของก็ไม่น้อยหน้าครับ ตั้งประเด็นห้วนๆ ให้ระบายอารมณ์ ด่ากันยับครับ

แต่ไม่ได้ความรู้

หัดเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาบอกประชาชนบ้าง ไม่ใช่หยิบฉวยบางประเด็นที่พอจะแสวงประโยชน์ทางการเมืองได้ มาโจมตีคนทำงานให้เกิดความเข้าใจผิดกัน

ประชาชนไม่สามารถไปรู้ทุกเรื่องหรอกครับ ก็ฟังจากนักการเมือง จากสื่อนี่แหละครับ

ได้ข้อมูลผิดไปก็พากันเข้ารกเข้าพง

และมันก็มาอีกแล้วครับ จาก ไทยขุดน้ำมันเองทำไมแพง ทำไมอ้างอิงราคาสิงคโปร์ วันนี้ "ค่าการกลั่น" ทำโรงกลั่น เป็นดาวร้ายเพิ่มอีกประเด็น

เห็นแชร์กันเป็นไฟลามทุ่งในสื่อโซเชียลว่าโรงกลั่นงาบค่าการกลั่นพุงกาง!

แต่กลับไม่มีการอธิบายว่า ค่าการกลั่น คืออะไร

คือกำไรของโรงกลั่นเพียวๆ หรือเปล่า

ที่จริงหาข้อมูลไม่ยากหรอกครับ แทนที่จะเชื่อตามเพจที่ขยันปั่นยอดแชร์ยอดไลก์อย่างเดียว สามารถเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายครับ

แค่ปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์ ถามว่า "ค่าการกลั่น" คืออะไร ข้อมูลก็ทะลักแล้ว

ไม่ได้มีแหล่งเดียวด้วย ถ้ารวมทั้งภาษาไทยและอังกฤษก็มีเป็นร้อยเป็นพัน

ครับ…มาสรุปให้เห็นภาพกัน

ค่าการกลั่น ไม่ใช่ กำไรสุทธิ ของผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้แตกก่อน ถ้าเห็นว่าโรงกลั่นเอาเปรียบคนไทย ค่อยรุมด่าให้สาสม

ค่าการกลั่น คำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบในสัดส่วนที่แตกต่างกัน

ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา เป็นต้น

หักด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานในกระบวนการกลั่น ทำให้ผลรวมปริมาณผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้อยู่ในสัดส่วนประมาณร้อยละ ๙๗ ของปริมาณน้ำมันดิบเท่านั้น

ถึงแม้ว่า ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์จะคำนวณโดยหลักการข้างต้น แต่จะอ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบเป็นหลัก

ข้อเท็จจริงโรงกลั่นต่างๆ จะมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่ง เช่น น้ำมันดิบเมอร์บาน จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือน้ำมันดิบอาระเบียนไลต์ จากซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น ซึ่งราคาจะสูงกว่าน้ำมันดิบดูไบ

ผู้ขายจะบวกค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ หรือส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่เราซื้อจริงกับราคาน้ำมันดิบดูไบเข้าไปในสูตรราคาด้วย

เมื่ออุปทานน้ำมันดิบอยู่ในภาวะตึงตัวจึงทำให้ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปกติค่อนข้างมาก

ยิ่งในภาวะสงครามด้วยแล้วแทบไม่ต้องพูดถึง มันพุ่งกระฉูด!

ฉะนั้น ค่าการกลั่น จึงไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่นๆ

ซึ่งก็คือต้นทุนของโรงกลั่น

อาทิ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ

ค่าพลังงานอื่นๆ

ค่าสาธารณูปโภค

ค่าบำรุงรักษาโรงกลั่น

ค่าใช้จ่ายพนักงาน

ค่าดอกเบี้ย

ภาษี

ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น

อีกประเด็นคือ โรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าการกลั่น

หมายความว่า โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดค่าการกลั่นได้ เนื่องจาก ค่าการกลั่น ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของตลาดน้ำมันดิบ และตลาดน้ำมันสำเร็จรูปเป็นหลัก

มันสะท้อนออกมาเป็นระดับราคาน้ำมันแต่ละชนิดในแต่ละช่วงเวลา

เห็นได้จากในอดีตที่โรงกลั่นต้องแบกรับภาระขาดทุนในบางช่วงเวลาหากไม่นับรวมกำไรจากธุรกิจอื่นๆ ในกลุ่ม เนื่องจากค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เช่น ในช่วงปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ ที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-๑๙ และมีความต้องการใช้น้ำมันน้อยลงมาก

การพิจารณาค่าการกลั่นควรใช้ค่าเฉลี่ยระยะยาว เนื่องจากธุรกิจการกลั่นมีลักษณะเป็นวัฏจักรขึ้น-ลง

ตลาดการค้าน้ำมันเป็นกลไกการค้าเสรี

ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับ ทองคำ น้ำตาล ข้าวโพด ฯลฯ จึงต้องมีการอ้างอิงตลาดที่มีความน่าเชื่อถือ มีผู้ซื้อ ผู้ขายจำนวนมาก และปริมาณการซื้อขายในระดับสูง ซึ่งยากต่อการแทรกแซงราคาและเป็นราคาที่สะท้อนอุปสงค์และอุปทานน้ำมันที่แท้จริง ซึ่งในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ตลาดสิงคโปร์เนื่องจากโรงกลั่นของสิงคโปร์ เป็นการกลั่นเพื่อส่งออก ทำให้ราคาในตลาดสิงคโปร์จะสะท้อนราคาส่งออกที่แท้จริง

ในวิกฤตสงคราม โรงกลั่นฟันกำไรจริงหรือไม่

วิกฤตสงคราม อาจทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจริง แต่ "ต้นทุน" ก็พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนต่างน้ำมันดิบอ้างอิง กับ น้ำมันดิบขายจริงเพิ่มขึ้น ๓-๔ เท่า

ช่วงสงคราม เรือขาดแคลน ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ๕ เท่า

ค่าเบี้ยประกันภัยพุ่งสูงมาก โดยอาจเพิ่มถึง ๑๐๐ เท่า

ช่วงวิกฤตสงคราม = ค่าการกลั่นพุ่ง

น้ำมันดิบซื้อก่อนเกิดสงคราม ในราคาปกติ

น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดกลางปรับสูงขึ้น ในราคาวิกฤต

ช่วงสงครามสิ้นสุด = ค่าการกลั่นติดลบ

(น้ำมันดิบซื้อตอนเกิดสงคราม ในราคาวิกฤต)

น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดกลางปรับตัวลดลง ในราคาปกติ

นั่นหมายถึงว่า ในช่วงสงคราม โรงกลั่นอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องเอามา "เฉลี่ย" จากที่ขาดทุนหลังสงครามจบแล้ว เนื่องจากราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปลงสู่ระดับปกติ แต่ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อช่วงวิกฤตกลับมีต้นทุนสูงมาก

นี่คือวงจรของอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันในตลาดโลก

ครับ…นี่คือข้อมูลที่ทุกคนสามารถค้นหาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานซึ่้งเป็นเรื่องใกล้ตัวกับทุกคนได้

แม้จะเข้าใจยากหน่อย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ

ที่สำคัญอย่าหลอกตัวเองว่า โลกนี้สงบเพราะเขาไม่รบกันแล้ว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...