รสชาติ “ทุเรียน” ในประวัติศาสตร์ กับความชอบและความชังตั้งแต่อยุธยาถึง Bangkok City
“ทุเรียน” เป็นผลไมรูปร่างประหลาดที่มีรสชาติและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ รสลิ้มและกลิ่นดมเป็นได้ทั้งความหอมอร่อยและยี้แหยะ ขึ้นอยู่กับลิ้นและจมูกของผู้กิน
ความแปลกโดดเด่นของทุเรียนจึงทำให้กลายเป็นผลไม้ชวนหลงใหลของผู้ที่ไม่เคยลอง แต่ได้ยินเพียงกิตติศัพท์ ว่าเป็นผลไม้ที่เรียกได้ว่า “exotic” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทยและมักจะถูกท้าทายให้ลอง
แต่ “ทุเรียน” มีความเป็นมาอย่างไร ผู้คนในอดีตรับรสและกลิ่นทุเรียนแบบไหน ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนรักทุเรียน
Tom Fisk / Pexels
ทุเรียนไม่ใช่ผลไม้ของถิ่นไทย
บรรดาผลไม้ที่เรียงรายอยู่บนแผงหรือตู้กระจกรถเข็นตามท้องถนนในเมืองไทยปัจจุบัน หลายชนิดไม่ใช่พืชท้องถิ่น แต่ถูกนำเข้ามาจากที่ต่าง ๆ ทั้งจากผู้คนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาเมืองไทย หรือพ่อค้าเรือสำเภาในอดีต ซึ่ง “ทุเรียน” ก็เป็นหนึ่งในนั้น
คำอธิบายที่ว่าทุเรียนน่าจะมาจากถิ่นอื่น และไม่ใช่ของท้องถิ่นบ้านเรา มีอยู่ 2 แนวทาง ทางหนึ่งอธิบายว่า ทุเรียนอาจมาจากพม่าทางเมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรี โดยมีร่องรอยชื่อบ้านนามเมืองเก่าแก่แถบเมืองนนท์ที่เรียกว่าตะนาวศรี ที่ปัจจุบันเรียกว่าสวนใหญ่ เป็นถิ่นเดิมที่ชาวตะนาวศรีในอดีตมาตั้งถิ่นฐาน จึงอาจเป็นชาวบ้านที่อพยพนำทุเรียนมาปลูกและสร้างชื่อเป็นที่นิยมและรู้จักกันดีว่า “ทุเรียนเมืองนนท์”
อีกทางหนึ่งเชื่อว่าทุเรียนนำเข้ามาจากทางมาเลเซีย ผ่านการสืบจากภาษา คำว่า “ทุเรียน” ไม่ใช่คำไทย เพราะไม่มีความหมายอื่นใดอีก แต่กลับกันในภาษามลายูคำว่า “ดือรี” (ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษเรียกว่า “Durion”) แปลว่า “หนาม” จึงอาจเป็นไปได้เช่นกันที่ทุเรียนจะมีถิ่นกำเนิดจากทางมลายู ทั้งนี้ ในภาษามอญที่คนแถบมะริด ทวาย ตะนาวศรีพูดกัน ก็มีคำเรียกที่ใกล้เคียงกันว่า “ตูเรน” จึงมีความเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ชาวมลายูในอดีตอาจนำทุเรียนมาจากทางนั้น และเรียกตาม ก่อนที่คำว่า “ดือรี” จะมีความหมายอื่นอีกนอกจากผลไม้
แต่ไม่ว่าจะมาจากทางใด บันทึกจากนักเดินทางชาวอิตาเลียนในราวศตวรรษที่ 15 ชื่อ นิโกโล เด กงติ ก็ระบุว่า ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “พวกเขามีผลไม้สีเขียวเรียกว่า ‘ทุเรียน’ มีขนาดเหมือนแตงโม ภายในผล 5 ชิ้นคล้ายผลส้ม Oblong สีเหมือนเนยสด มีรสชาติหลายหลาก”
HONG SON / Pexels
รูป รส และกลิ่นทุเรียนของคนในอดีต
เคยคิดกันหรือไม่ว่า รูป รส และกลิ่นของทุเรียนในอดีตจะเป็นเช่นไร ทำไมผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนและรสแปลก อย่างทุเรียนจึงเป็นที่นิยม เป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้คนในอดีตอาจเคยชินกับกลิ่นฉุนและแรงกว่านี้ กลิ่นของทุเรียนจึงไม่เป็นปัญหา และสามารถบริโภคได้อย่างสบายคอ ดังนั้น คำให้การจากผู้ได้ชิมทุเรียนจากในอดีต น่าจะตอบข้อสงสัยเรื่องดังกล่าวได้
นักเดินทางชาวตะวันตกที่เดินทางไปเยือนแถบมะละกาในปลายศตวรรษที่ 16 เห็นว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยม มีรสฉ่ำ พ่อค้าที่เอาเรือเทียบท่าเมืองมะละกามักสวาปามร่วมกับสาว ๆ มาเลย์ ส่วนนักเดินทางอีกคนบอกว่า หากอดัมได้ลองทุเรียนแทน คงไม่กล้าทำผิดต่อพระเจ้าเป็นแน่ แต่ก็มีอีกความเห็นระบุว่า “ทุเรียนมีกลิ่นคล้ายหัวหอม ตอนแรกไม่กล้าลอง” แต่เมื่อชินแล้ว “กลับหลงใหลอย่างมาก และคิดว่าไม่มีผลไม้ใดอีกแล้วที่จะมีรสชาติและกลิ่นซับซ้อนละเอียดอ่อนหลากหลายเท่าทุเรียน”
กลับมาที่ชาวต่างชาติที่ได้มาลิ้มรสทุเรียนในอยุธยาบ้าง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงศรีอยุธยา และก็เป็นชาวฝรั่งเศสเหล่านี้เองที่มีโอกาสได้พบเจอทุเรียน และบันทึกประสบการณ์แรกพบทุเรียนไว้อย่างน่าสนใจ
ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ฝรั่งคนดังในตำราประวัติศาสตร์ไทยเล่าไว้ว่า “ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีผู้ชอบบริโภคกันมากในชมพูทวีป แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทนไม่ไหว เพราะกลิ่นอันเลวร้ายของมัน ผลไม้ชนิดนี้มีขนาดเท่า ๆ กับแตงไทยของเราหุ้มด้วยเปลือกมีหนามเหมือนผลเชสต์นัท มีพูหลายพูเหมือนขนุน แต่ใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ เป็นเนื้อผลไม้ที่เขาใช้บริโภคกัน ข้างในมีเมล็ดอีกเมล็ดหนึ่ง ในทุเรียนผลหนึ่งยิ่งมีจำนวนพูน้อยลงเท่าใด ก็จะยิ่งมีรสชาติดีมากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่มีน้อยกว่า 3 พูเลย”
ด้านอังรี ตุรแปง เพื่อนร่วมชาติของลาลูแบร์กลับชื่นชอบทุเรียนมากกว่า เขาเล่าว่า “ทุเรียนเป็นผลไม้ชั้นหนึ่ง ผลเท่ากับแตงเมอล็อง (melon) และมีหนามแหลมทั้งลูก ผลทุเรียนมีกลิ่นเหม็นมากสำหรับคนที่ไม่คุ้น เวลาผ่า กลิ่นของมันแรงจัดและลอยไปได้ไกล ๆ อาจพูดได้ว่า ธรรมชาติเล่นตลกที่สร้างให้ผลไม้นี้ให้มีกลิ่นที่เหม็นที่สุด แต่รสอร่อยที่สุด ข้างในผลทุเรียนมีเมล็ดใหญ่ ซึ่งหุ้มห่อด้วยครีมสีเหลืองอันมีรสชาติดีเป็นการชดเชยกลิ่นเหม็น”
ส่วนรสชาติและกลิ่นของทุเรียนในสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนในอดีตก็เล่าไม่ต่างจากสมัยอยุธยา เช่น อองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่ได้ลองรสทุเรียนได้ไม่นานก็ชื่นชอบ
จากคำบอกเล่าของคนในอดีตที่ได้มีโอกาสลิ้มรสราชาแห่งผลไม้ ต่างไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเอกลักษณ์ของทุเรียนคือรสชาติและกลิ่นของมันที่กระตุกให้คนที่ไม่คุ้นเคยต้องจดจำ อย่างไรก็ตาม เรื่องของรสชาติและกลิ่นทุเรียนที่ต้องลิ้นคนในอดีตจะเป็นเช่นไร เราก็ไม่อาจสัมผัสได้ จึงรับรู้ได้เพียงจากคำบอกเล่าผ่านตัวอักษรเท่านั้น
PublicDomainPictures / Pixabay
ราชาผลไม้ในบทกลอน
ความนิยมทุเรียนในหมู่คนไทยคงไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นอะไร เพราะเราคงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง ต้องมีสักคนที่ชอบทุเรียน และทุเรียนที่คนไทยชอบกินต่างก็มีสายพันธุ์แตกต่างกันไป แต่ที่ฮิตติดปากก็คงเป็นหมอนทอง และก้านยาว
อันที่จริงแล้ว สายพันธุ์ทุเรียนในประเทศไทยมีหลากหลายกว่าที่เรารู้จักกันมาก เพราะหากนับตามสารานุกรมเยาวชนไทยก็มีมากถึง 174 สายพันธุ์เข้าไปแล้ว
ในอดีต พันธุ์ทุเรียนไทยยังเคยถูกบันทึกเป็นกลอนไว้ใน “พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน” ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมเรื่องสัตว์และพืชพันธุ์ในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 โดยจำแนกทุเรียนที่มีผลสวยงาม หรือรสอร่อยไว้หลากสายพันธุ์ โดยจะยกสายพันธุ์ที่ผู้เขียนกลอนบรรยายไว้อย่างน่าอร่อยที่สุดมานำเสนอ
“ทุเรียนรสอร่อย เรียกสาวน้อยเนื้อนิ่มนวล สาวชมเหมือนจะชวน ให้ชมชิมลิ้มรสหอม หนึ่งชื่อสาวสวรรค์ เหลือจะกลั้นจะอดออม แพงถูกก็จะยอม จนหมดมือซื้อสาวสวรรค์”
ด้านทุเรียนที่นิยมในปัจจุบัน ก็มีกล่าวถึงไว้เช่นกันว่า “สนั่นสนิทเนื้อ ผลโตเหลือยิ่งใคร ๆ สองง่ามงามไสว ผลน่าชมนมสวรรค์ หนึ่งชื่อพระสมุท อีกลมุดรสหวานมัน หมอนทองพ้องนามกัน กับมะม่วงหมอนทองมี” ส่วนก้านยาวกล่าวไว้สั้น ๆ ว่า“ก้านยาวผลย้อยยาน อีกยวงปลิ้นกลิ่นฉุนแรง”
จะเห็นว่า คนไทยในอดีตมีการจำแนกพันธุ์ทุเรียนแบ่งตามรูปลักษณ์และรสชาติ การจำแนกเช่นนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าคนไทย อย่างน้อยก็คนแต่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ทุเรียน เพราะสามารถบรรยายสรรพคุณความอร่อยของแต่ละพันธุ์ได้น่าสนใจ ทั้งยังได้รับรู้ว่า คนไทยในอดีตรับรสและกลิ่นทุเรียนแบบไหนบ้าง เช่น “รสหวานมัน” “รสหอม” “กลิ่นฉุนแรง”
แม้รสชาติและกลิ่นที่ถูกบรรยายในบทกลอน เราไม่อาจสามารถสัมผัสได้ แต่อาจเทียบเคียงกับคำบอกเล่าอื่น ๆ จากอดีตได้ เช่น เรื่องกลิ่นของทุเรียนที่มีการห้ามปรามไม่ให้คนไทยที่จะพบปะสังสรรค์กับฝรั่งเรอ เพราะคิดแสดงออกว่าเป็นอาหารอร่อย โดยเฉพาะกระเทียมดองหรือทุเรียน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า “กลิ่นฉุนแรง” ที่ว่าไว้ในบทกลอนคงไม่ใช่กลิ่นที่พึงประสงค์เท่าไร จึงมีการให้ระวังเรื่องกลิ่นเวลาพบปะผู้คน
ทั้งหมดที่เล่ามาคงทำให้เห็นแล้วว่า “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ เป็นผลไม้ที่ไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะอยู่ยงคงกระพันเป็นที่นิยมของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งยังมีสายพันธุ์แตกแขนงหลากหลาย มีคนมากหน้าหลายตาในอดีตที่ได้ลิ้มรส และในจำนวนมากนั่นก็ได้ถ่ายทอดตกเป็นคำบอกเล่าจากยุคสมัยหนึ่งสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งแม้เรื่องราวกล่าวขานนั้นจะไม่อาจออกรสและออกกลิ่นได้ แต่ความจริงก็มีในตัวของมันเองก็คือ การที่ทุเรียนและเรื่องเล่าตกทอดมาถึงปัจจุบันได้ก็เป็นเพราะด้วยอานิสงส์รสชาติของมัน ที่ไม่ใช่รสใดเลยนอกจากรส “อร่อย” นั่นเอง
ที่มา : ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง, ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม, แปลโดย ปอล ซาเวียร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: กองวรรกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2539).
เดอ ลาลูแบร์, จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (นนทุบรี: ศรีปัญญา, 2548).
“พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน” โดยพระยาศรีสุนทรโวหาร จาก https://vajirayana.org/พรรณพฤกษา-กับ-สัตวาภิธาน
Henry Yule and Arthur Coke Burnell, Hobson-Jobson: The Anglo–Indian Dictionary (Wordsworth Editions, 1996).
บทความ “ทุเรียนเมืองไทยมาจากไหน? ทำไมจึงเรียกว่าทุเรียน?” โดย กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม จาก www.silpa-mag.com
บทความ “บันทึกเรื่อง ‘ทุเรียน’ ในประวัติศาสตร์ไทย ลาลูแบร์บอก ‘กลิ่นเกินทน’” โดย เสมียนนารี จาก www.silpa-mag.com
เรื่อง : ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช