โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สารพันปัญหาว่าด้วยชุดในการ์ตูน ไข 3 ข้อข้องใจทำไมต้องเป็นชุดแบบนั้น

นิตยสารคิด

อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 23.37 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 23.37 น.
cartoon-uniform-cover

หมวกติดปีกและเสื้อเอี๊ยมของอาราเล่ ชุดสีแดงกางเกงสีเหลืองของชินโนะสุเกะ หรือชุดมนุษย์หินของฟลินต์สโตน นับเป็นตัวอย่างของชุดที่เป็นภาพจำ ซึ่งประกอบสร้างให้ตัวละครสมบูรณ์ไม่ต่างจากเสียงพากย์หรือลายเส้นการวาดที่เป็นเอกลักษณ์ เมื่อชุดเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการ์ตูนที่มีความสำคัญ (และในหลาย ๆ เรื่องก็ออกจะเด่นจนเห็นได้ชัด) ก็ไม่แปลกที่หลายครั้งคนอาจจะสังเกตและมีข้อสงสัยในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เหมือนหรือแตกต่าง Creative Thailand จึงขอชวนทุกคนมาเจาะลึกเรื่องราวของชุดของตัวละครในการ์ตูนและไขข้อข้องใจกันอย่างหมดเปลือก

ใส่ชุดให้ซ้ำ คนดูไม่ต้องท่องก็จำได้
หากเปิดตู้เสื้อผ้าของตัวการ์ตูนอย่างโนบิตะดูแล้ว หลายคนคงจินตนาการภาพของเชิ้ตเหลืองปกขาวกับกางเกงน้ำเงินที่เรียงรายกินที่ไปเกินครึ่งของตู้ ทั้งยังมีอีกหลายตัวการ์ตูนที่ตั้งแต่เปิดตัวมาก็เห็นใส่อยู่ชุดเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่า กลยุทธ์ชุดสุดจำเจนี้ อาจผ่านการคิดไตร่ตรองมาอย่างดีเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ทั้งผู้สร้างและผู้อ่านอย่างไม่น่าเชื่อ

ฮิลมี รอมฎอน ซูบารี (Hilmy Ramadhan Subari) จากเว็บไซต์ dunia games ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลการใส่ชุดซ้ำของตัวละครที่น่าสนใจไว้หลายประการ โดยประการแรกก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องของการ “สร้างภาพจำ” ให้คนดูจดจำได้ง่ายขึ้นด้วยชุดที่มีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ เพราะการ์ตูนเรื่องหนึ่งมีตัวละครมากมาย ลองนึกภาพแก๊งสกูบี้-ดูที่เปลี่ยนเสื้อผ้าทุกตอนฉายสิว่า คนดูจะสาละวนกับการนั่งหาตัวละครมากแค่ไหน เหตุผลนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คนทั่วไปเห็นตรงกัน โดยอรวินด์มานี สัตยานารายัน ผู้เขียนบล็อกอีกคนก็มองไปถึงเรื่องของการสร้างแบรนด์และตัวตน เทียบกรณีของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง สตีฟ จอบส์

สัตยานารายันเสนอว่า สตีฟ จอบส์ จะใส่เสื้อคอเต่า กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบคู่เดิม ๆ เสมอ เมื่อขึ้นพูดประเด็นสำคัญ ซึ่งคล้ายกับว่าเป็นการสร้างแบรนด์ที่เชื่อมอารมณ์ การรับรู้ และประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับบุคคล และเชื่อว่าสิ่งนี้มีลักษณะเดียวกับบทบาทของชุดซ้ำในการ์ตูน เช่น ชุดของพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวเมือง Townsville และชุดของแบทแมน ที่สร้างความปลอดภัยให้กับเมือง Gotham ในขณะเดียวกัน ภาพจำดังกล่าวก็ตรึงแน่นอยู่ในตัวละคร แม้แต่กับผู้คนในโลกจริง จนกลายเป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นมาตรฐานที่แม้ว่าอาจมีการเปลี่ยนตัวศิลปินไปก็ตาม มาตรฐานนี้ยังอาจต่อยอดสู่การขายสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากการฉายออกอากาศได้ด้วย ท้ายที่สุดสัตยานารายันเห็นว่า หากตัดเรื่องของตัวเงินออกไปแล้ว การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งนี้ยังมีอิทธิพลต่อความทรงจำที่ยาวนานของทุกคนที่มีต่อตัวการ์ตูน และนั่นก็สร้างความผูกพัน ความคิดถึงทุกครั้งที่หวนกลับไปในวัยเด็ก

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ดูเป็นไปได้ ก็คือความสะดวกต่อตัวนักวาดเอง เนื่องจากชุดหลาย ๆ ชุดอาจต้องผ่านกระบวนการคิดให้เหมาะสมกับตัวละคร และการอนุมัติ วาดใหม่ ที่ต้องใช้เวลานานเมื่อเทียบกับเดดไลน์การส่งงานที่ค่อนข้างกระชั้น อีกทั้งการใส่ชุดเดิม ๆ ก็จะทำให้นักวาดชินมือมากกว่าจึงนับเป็นการประหยัดเวลารูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้เงื่อนไขของตัวละครหลายตัวก็เอื้อให้นักวาดสามารถใช้ชุดเดิม ๆ ได้อยู่แล้ว เนื่องจากตัวละครไม่ได้แก่ลงตามเวลา ทำให้ไม่ได้มีความกดดันที่ตัวละครจะต้องเปลี่ยนชุดเพื่อโตขึ้นตามวัยหรือตามกระแสกาลเวลา ยิ่งด้วยการ์ตูนที่นำเสนอเป็นตอน ๆ แล้ว การใส่ชุดเดิมก็จะช่วยให้เนื้อเรื่องดูคงเส้นคงวามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซูบารีก็ได้กล่าวปิดท้ายว่า ชุดจะเปลี่ยนหรือไม่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับประเภทของการ์ตูนด้วย เช่น การ์ตูนประเภท Slice Of Life ที่เล่าเรื่องชีวิตประจำวันธรรมดา ก็อาจจะมีการเปลี่ยนชุดบ่อย ในขณะการ์ตูนประเภทที่เน้นเนื้อเรื่องแนวแอ็กชัน ผจญภัย และต่อสู้ กลับไม่ค่อยเปลี่ยนชุดเท่าไร เนื่องด้วยจุดโฟกัสที่ต่างกัน

“ถุงมือสีขาว” ไอเท็มประจำตัวของเหล่าตัวการ์ตูนคลาสสิก
ไม่ว่าจะมิกกี้ เมาส์ หรือจะบักส์ บันนี ตัวละครจากการ์ตูนคลาสสิกส่วนใหญ่มักมี “ถุงมือ” สีขาวเป็นหนึ่งในไอเท็มประกอบชุดเสมอ คล้ายเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติ หากแต่การมีอยู่ของมันก็ช่วยนักวาดได้มากในยุคที่แอนิเมชันกำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้น

จอห์น เคนเมกเกอร์ นักประวัติศาสตร์แอนิเมชันและศาสตราจารย์ที่ NYU อธิบายว่า “ในยุคเริ่มต้นของแอนิเมชัน มีการใช้เทคนิกบางอย่างเพื่อทำให้กระบวนการแอนิเมชันง่ายขึ้น” สิ่งนั้นรวมไปถึงการวาดขอบมนแทนการวาดเหลี่ยมมุม ตัดทอนรายละเอียดเช่น ข้อศอก เพื่อเอื้อความสะดวกสำหรับการวาดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวกลับก่อให้เกิดปัญหาในยุคทีวีจอขาวดำที่แสนคลุมเครือ เมื่อผู้ชมแทบจะแยกความต่างระหว่างมือกับช่วงตัวสีดำไม่ได้เลย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนักวาดจึงใส่ถุงมือให้กับตัวการ์ตูน รวมไปถึงรองเท้าก็เป็นสีขาวเพื่อตัดกับตัวที่เป็นสีดำให้เห็นชัดถึงการกระทำของตัวละครมากขึ้น การใส่ถุงมือนี้ยังมีประโยชน์ในอีกแง่หนึ่งเนื่องจากมันช่วยลดทอนรายละเอียดในการวาดนิ้วและข้อต่อ ซึ่งก็ช่วยประหยัดเวลาเช่นเดียวกัน

ถุงมือยังทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์มากขึ้น วอลต์ ดิสนีย์ เคยบอกเกี่ยวกับมิกกี้ เมาส์ไว้ว่า “เราไม่ต้องการให้เขามีมือหนู เพราะเขาควรที่จะมีความเป็นมนุษย์มากกว่า ดังนั้นเราจึงให้ถุงมือแก่เขา” ซึ่งอาจเป็นเหตุผลเดียวกันกับตัวละครคลาสสิกตัวอื่น ๆ เช่น วัวคลาราเบลล์ ที่สวมถุงมือ และมีมือลักษณะเหมือนมนุษย์ แทนที่จะเป็นกีบเหมือนวัวตัวอื่น ๆ ทั่วไป

ต้นกำเนิดที่มืดหม่นของถุงมือสีขาว
อาจกล่าวได้ว่า วอลต์ ดิสนีย์ คือผู้บุกเบิกการใส่ถุงมือสีขาวให้กับตัวละคร โดยปรากฏครั้งแรกในภาพยนตร์สั้น “The Opry House” ปี 1929 ฉากที่มิกกี้ เมาส์ ได้ขึ้นเล่นเปียโนในการแสดง “Vaudeville” ซึ่งเป็นการแสดงที่คนในยุคนั้นคุ้นเคยกันดี ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวการ์ตูนแอนิเมชันช่วงแรก ๆ จนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

Vaudeville มีความเชื่อมโยงกับองค์ประกอบหลายอย่างรวมไปถึง “Blackface” หรือมุกตลกหน้าดำที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “minstrel show” และนับเป็นการเหยียดสีผิว นิโคลัส แซมมอนด์ เขียนไว้ในหนังสือ Birth of an Industry ว่า แอนิเมเตอร์ยุคแรก ๆ มักจะแสดงในโชว์เหล่านี้ ทั้งยังศึกษานักแสดง Vaudeville หลายคน และแปลงการศึกษาคาแรกเตอร์เหล่านั้นลงกระดาษเมื่อพวกเขาสร้างการ์ตูนของตัวเอง “มิกกี้ เมาส์ ไม่ได้เหมือน minstrel1 เขาคือ minstrel” ที่แต่งกายหลวม ๆ แต่งหน้าเกินจริงและใส่ถุงมือสีขาวเวลาแสดง

ถุงมือของมิกกี้ เมาส์ หรือบักส์ บันนี ในทางหนึ่งจึงอาจช่วยทำให้ผู้ชมรู้สึกคุ้นเคย ดังเช่นการรับชม Vaudeville เจอร์รี่ เบ็ค นักประวัติศาสตร์แอนิเมชันเห็นว่า เด็กในคริสต์ทศวรรษ 1930 จะรับรู้ได้ทันทีว่าหากเห็นใครบางคนที่ใส่ถุงมือสีขาวยืนต่อหน้าฝูงชน ก็แปลว่าเขากำลังจะทำอะไรที่น่าสนใจ

ใส่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ “โป๊” ไหม
ในโลกนี้ยังมีตัวการ์ตูนอีกมากมายที่ใส่เสื้อแต่ไม่ใส่กางเกง หรือบ้างก็ใส่กางเกงแต่ไม่ใส่เสื้อ จนเกิดเป็นคำถามถึงสาเหตุของการใส่เสื้อผ้าแบบครึ่งจัดเต็มครึ่งล่อนจ้อน (?) ในการ์ตูนคสาสสิกหลาย ๆ เรื่อง เว็บไซต์ SYFY ได้ชวนมองถึงประเด็นนี้ใหม่ โดยเริ่มเปลี่ยนมุมมองเป็นการใส่เสื้อผ้าให้ตัวการ์ตูนสัตว์ต่างหากที่ชี้นำให้เห็นถึงประเด็นเรื่องการเปลือยกาย และตัวละครสัตว์ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโป๊อยู่ กระทั่งนักออกแบบสวมชุดให้มัน

คาร์ล โคเฮน นักประวัติศาสตร์แอนิเมชันกล่าวว่า production code2 ในยุคแรก ๆ ตอบสนองต่อภาพเปลือยของการ์ตูนในลักษณะที่ไม่คงเส้นคงวาเท่าไร ตัวละครที่เป็นมนุษย์ แม้ว่าจะมีลักษณะที่เกินจริง ก็ยังถูกจัดให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับนักแสดงที่เป็นคน “เมื่อมีการบังคับใช้ production code ครั้งแรกในปี 1934 ชุดของเบ็ตตี้ บู๊พ ก็ต้องยาวขึ้นในบัดดล เสื้อของเธอต้องติดกระดุมไม่ให้เห็นร่องอก”

ความสับสนอลหม่านเริ่มขึ้นเมื่อสตูดิโอแอนิเมชันเริ่มเปลี่ยนสัตว์ให้มีลักษณะท่าทางเหมือนคนมากขึ้น เห็นได้จากกรณีของ “วัวคลาราเบลล์” จากดิสนีย์ ในช่วงก่อนหน้าที่ production code จะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เต้านมวัวคือหนึ่งในมุกตลกร่างกายที่หลาย ๆ สตูดิโอนิยมนำเสนอ วัวคลาราเบลล์ยุคแรก ๆ นั้นเป็นน้องวัวเดินสี่ขาที่มีเพียงกระดิ่งวัวเป็นเครื่องประดับกายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคณะเซ็นเซอร์ของรัฐและจากประเทศอื่น ๆ รวมถึงแคนาดา ดิสนีย์จึงเริ่มแต่งตัววัวคลาราเบลล์ใน “The Shindig” (ฉายปี 1930) เป็นครั้งแรก เพื่อ(อาจจะเป็นการเหน็บแนมและ)ป้องกันภาพยนตร์จากการโดนแบนไม่ให้ฉาย ในฉากดังกล่าวนี้ คลาราเบลล์กำลังนอนเคี้ยวเอื้องอยู่ในโรงนา พลางอ่านหนังสือ “Three Weeks” นวนิยายโรแมนติกแสนร้อนแรงที่ขณะนั้นโดนแบนที่บอสตันและแคนาดา หลังจากที่เธอหันมาขยิบตาให้ผู้ชม (อาจจะเป็นกองเซ็นเซอร์) แล้ว แฟนของเธอก็มารับเธอไปงานเต้นรำ และในตอนนั้นเองที่คลาราเบลล์ กุลีกุจอเตรียมตัว โดยคว้าเอากระโปรงที่แขวนอยู่บนผนังมาใส่ ขยับให้เข้าทรงและออกไปงานเต้นรำ

“เมื่อวัวแต่งตัวไปงานปาร์ตี้ในการ์ตูนดิสนีย์ช่วงต้นทศวรรษ 1930 กองเซ็นเซอร์ก็ตระหนักว่า นั่นหมายถึงแม่วัวสาวเดินเปลือยไปมาทั้งครึ่งแรกของภาพยนตร์” โคเฮน กล่าว จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1931 จึงมีประกาศจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์แห่งอเมริกา (MPPDA) เนื่องด้วยการร้องเรียนของคณะกรรมการเซ็นเซอร์จำนวนมาก ระบุชัดว่า ในอนาคตวัวจากดิสนีย์ รวมไปถึงในการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ จะมีเต้านมขนาดเล็กหรือมองไม่เห็น แตกต่างจากเดิมที่เคยมีขนาดใหญ่

หากแต่หลังจากประกาศนั้น สิ่งที่แอนิเมเตอร์ทำ แทนที่จะวาดเต้านมให้มีขนาดเล็กลง กลับเป็นการนำเสื้อผ้าสวมทับเพื่อปกปิดส่วนนั้นแทน ตัวละครวัวคลาราเบลล์ในช่วงแรกสวมเพียงกระโปรงและเดินสี่ขา แต่เพราะมันอาจจะดูแปลกในสายตาผู้ผลิต ในไม่ช้าเธอจึงถูกเปลี่ยนมาเดินสองขา สวมด้วยชุดกระโปรง และมีนิ้วมือเหมือนมนุษย์ภายใต้ถุงมือสีขาว แยกชัดเจนจากวัวตัวอื่น ๆ ในเรื่องที่ยังเดินสี่ขาเป็นปกติ กฎดังกล่าวดำเนินมาถึงราวปี 1941 แต่คลาราเบลล์ก็ไม่ได้กลับมาเดินสี่ขาและเปลื้องผ้าอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

เมื่อมองไปที่ตัวละครที่ทำท่าทางคล้ายมนุษย์อย่างโซนิค วินนี่เดอะพูห์ มิกกี้ เมาส์ และบักส์บันนี ที่สามารถเลี่ยงกฎความเหมาะสมในช่วงยุคนั้นได้ เบ็คมองว่า เพราะตัวละครเหล่านี้ไม่ได้จงใจจะเป็นตัวละครที่ตระหนักโดยสมบูรณ์ ไม่เหมือนอย่างตัวละครแบบเบ็ตตี้ บู๊พ หรือเจสสิก้า แรบบิท ที่คอยดันบาร์การเซ็นเซอร์แห่งอเมริกาและ production code จนถึงขีดสุดหลายครั้ง

“นักออกแบบหลายคนที่ทำงานกับตัวละคร (ที่คล้ายมนุษย์) จริง ๆ แล้วทำธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างไอคอน” เบ็ค กล่าวก่อนที่จะเสริมว่า ก่อนที่ตัวละครต่าง ๆ จะมีโครงเรื่อง ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนของเครื่องบ่งชี้ทางภาพ และในฐานะแอนิเมเตอร์ก็มีเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีให้ผู้ชมรับข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบ ดังนั้นเสื้อผ้าแต่ละชิ้นของตัวละครจึงมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน

เบ็คยกตัวอย่าง “โดนัลด์ ดั๊ก” เป็ดน้อยในชุดกะลาสีเรือสีฟ้า ซึ่งให้ประโยชน์ในการอธิบายลักษณะตัวละครหลายรูปแบบ “ในการ์ตูนเรื่องแรก เขาอยู่ใกล้น้ำหรืออยู่บนเรือ ดังนั้นเครื่องแต่งกายจึงสมเหตุสมผลในระดับนั้น” อีกทั้งในช่วงทศวรรษ 1930 ผู้คนยังนิยมแต่งตัวเด็ก ๆ ในชุดกะลาสีเรือน้อย ทำให้โดนัลด์ ดั๊ก เตะตาผู้ชมเข้าอย่างจัง “แต่เขาเป็นเป็ดใช่ไหม ดังนั้นเขาเลยไม่จำเป็นต้องมีกางเกง มันจะทำให้การว่ายน้ำไปรอบ ๆ เก้งก้าง แล้วเราก็เข้าใจแล้วผ่านหมวกและเสื้อกะลาสี”

รูปแบบดังกล่าวนี้ใช้กับตัวละครแอนิเมชันแทบทุกตัว เพียงแค่ต้องพิจารณาจุดประสงค์ของนักออกแบบต้นฉบับที่รวมมันเข้าด้วยกัน “ยกตัวอย่างวินนี่เดอะพูห์” เบ็คเสริม “เขาไม่ใช่แค่หมีในป่า แต่เขาเป็นของเด็กชายตัวน้อยที่รักเขา ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า คริสโตเฟอร์ โรบิน อาจสวมเสื้อตัวจิ๋วให้เขา เพื่อให้เขาแตกต่างจากสัตว์ป่าตัวอื่น เขามีเสื้อเพราะมีใครบางคนห่วงใย” ในขณะที่โซนิคเองก็มีรองเท้าผ้าใบเป็นตัวชี้ถึงความว่องไวที่ชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของตัวละคร ไอเท็มนี้ประกอบกับรูปลักษณ์ของโซนิคที่ได้รับการออกแบบตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อเอื้อให้กับภาพแทนของพลังงานจลน์ “คุณดูรูปของโซนิค แล้วคุณจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า เขาถูกสร้างมาเพื่ออะไรนอกจากความเร็ว” ไทสัน เฮสส์ นักวาดกล่าว

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Tropedia ที่เป็นชุมชนอนิเมะ ก็ได้รวบรวมตัวละครสัตว์ที่ใส่เสื้อผ้าเพียงครึ่งตัวและอธิบายเหตุผลของมันไว้ว่า ชุดเต็มตัวนั้นอาจบดบังลักษณะของตัวละครว่าจะมันเป็นสายพันธุ์ไหน ตัวละครที่มีหางที่แตกต่างก็จะไม่ค่อยได้ใส่กางเกง และเป็ดก็ไม่ค่อยได้ใส่รองเท้า เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าชุดของตัวละครแต่ละชุดนั้นต่างได้รับการออกแบบมาอย่างประณีต และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ส่งต่อเรื่องราวของทั้งตัวการ์ตูนผู้สวมใส่ ไปจนถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง จึงน่าสนุกไม่น้อยหากในการดูการ์ตูนรอบหน้า เราจะลองสังเกตถึงรายละเอียดเหล่านี้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะไขปริศนาบางอย่างได้จากลายเสื้อเล็ก ๆ ของตัวละครไหนสักตัวก็ได้!

1สมาชิกของวง minstrel show โดยทั่วไปเป็นนักแสดงผิวขาวที่ทาหน้าด้วยสีดำ
2Motion Picture Production Code หรือที่เรียกกันว่า “The Hays Code” เป็นกฎและแนวทางปฏิบัติที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดสร้างขึ้นให้ปฏิบัติตามระหว่างช่วงต้นทศวรรษ 1930 ถึงปลายทศวรรษ 1960 หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ว่าด้วยกฎทางศีลธรรมที่จะทำให้ภาพยนตร์ฮอลลีวูด “นำเสนอได้” และ “ปลอดภัย” สำหรับสาธารณชนในวงกว้าง ซึ่งก็หมายถึงการไม่นำเสนอหัวข้อ หรือการกระทำบางประการที่เป็นข้อถกเถียงด้วย

ที่มา :
บทความ “10 TV characters who never change their clothes (and why)” โดย James Hibberd จาก ew.com
บทความ “FUQ : Why do cartoon characters never change clothes?” โดย Arvindmani Satyanarayan จาก feedsnitt.com
บทความ “Here Are 5 Reasons on Why Anime Characters Never Change Their Clothes!” โดย Hilmy Ramadhan Subari จาก duniagames.co.id
บทความ “BIRTH OF AN INDUSTRY: BLACKFACE MINSTRELSY AND THE RISE OF AMERICAN ANIMATION” โดย Nicholas Sammond จาก scalar.usc.edu
บทความ “minstrel show” จาก britannica.com
บทความ “Why cartoon characters wear gloves” โดย Estelle Caswell จาก vox.com
บทความ “Here's why so many cartoon characters wear gloves” โดย Andrew Krehbiel จาก wptv.com
บทความ “This is Why Most Disney Characters Wear Gloves” จาก rd.com
บทความ “Half-Dressed Cartoon Animal” จาก tropedia.fandom.com
บทความ “What is the Hays Code — Hollywood Production Code Explained” โดย Rafael Abreu จาก studiobinder.com
บทความ “SONIC IS A NUDIST. WINNIE GOES BARE-BOTTOMED. WHY DO SO MANY CARTOONS GO NAKED? WE INVESTIGATE.” โดย Emily Gaudette จาก syfy.com
บทความ “The Decade Animated Udders Went Under Wraps” โดย Maren Williams จาก cbldf.org

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

5 อาหารลดอักเสบ แก้ปวดตึงหลังออกกำลังกาย ให้ฟิตต่อเนื่อง-ไม่สะดุด!

sanook.com

อายิโนะโมะโต๊ะ เนรมิตพื้นที่ Comfort Eating ฮีลใจ กลางสยามสแควร์

Manager Online

ยูนิโคล่ ประเทศไทย เผยเป้าหมายและแผนการด้านความยั่งยืนในปี 2569

Manager Online

ไอบลองก์ จัดกิจกรรม GLOW UP Check! ผิวเป๊ะ ไม่โป๊ะ

Manager Online

อย่าเพิ่งทิ้ง! เปลือกกล้วย มีประโยชน์กว่าที่คิด เผย 3 เคล็ดลับงานบ้านที่คาดไม่ถึง

sanook.com

เปิดบ้าน NFI ครบรอบ 30 ปี พลิกโฉมสถาบันอาหารสู่ Next-Gen Accelerator ดันนวัตกรรมอาหารไทยโกอินเตอร์

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...