"โฮมสคูล" การศึกษาตามมาตรา 12 เด็กบ้านเรียนยังไม่ได้ นม และ วัคซีน
การเรียนรู้พืชผักสวนครัว และ สมุนไพร คือ หนึ่งในการเรียนรู้ของเด็กๆ จากหลายบ้านเรียนที่นัดหมายมาทำกิจกรรมรวมตัวเฉพาะกิจของกลุ่มบ้านเรียนเชียงใหม่
การศึกษานอกห้องเรียน ทำให้เด็กๆ มีความสุขกับเรียนรู้โลกกว้าง กล้าคิด กล้าแสดงออก พัฒนากระบวนการคิดนอกกรอบ และ สนใจที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบและถนัด
อนาวิลย์ จิตเลิศล้ำภักดี นักเรียนบ้านเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่าว่าเขาเรียนบ้านเรียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ข้อดี คือ ทำให้มีเวลาอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น และ ชอบอยู่บ้านมากกว่า วิชาที่ชื่นชอบคือ วิชาพลศึกษา เพราะชอบเล่นแบดมินตัน หากมีเวลาว่างก็จะไปช่วยพ่อทำงานในสวน ให้อาหารไก่ โตขึ้น ผมอยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อ
เซราฟีน่า เชฟเฟล นักเรียนบ้านเรียนอีกคนที่เลือกวิธีการเรียนแบบบ้านเรียนมาแล้วกว่า 5 ปี เธอบอกว่าชอบเรียน เขียน อ่านและวาดรูป วิชาที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน และ ตั้งใจจะเรียนภาษาเพิ่มอีก 1 ภาษา นอกจากนี้ ก็ยังอยากเรียนทำอาหาร เพราะอยากเป็นเชฟเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
ศรีไพร ทักข์อิทธิพร ที่ปรึกษาบ้านเรียน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยบอกว่ารูปแบบการเรียนแบบ"บ้านเรียน"ส่งผลดีต่อเด็กในหลายด้าน ทำให้เด็กๆ มีความสุขในการเรียนรู้ ได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบและถนัด การเรียนไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน แต่ทุกๆ ที่คือห้องเรียน การเดินทางไปที่ต่างๆ และการพบเจอผู้คน ช่วยให้สังคมของเด็กเปิดกว้างมากขึ้น เด็กบ้านเรียนจะมีความกล้าพูด กล้าคิด และกล้าแสดงออก
ส่วนการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เด็กบ้านเรียนสามารถเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัยได้จริง มีตัวอย่างเด็กที่เรียนบ้านเรียนมาตั้งแต่อนุบาล หรือ บางคนที่ย้ายมาจากโรงเรียนปกติ แล้วสามารถเรียนต่อบ้านเรียนในระดับประถม มัธยม ไปจนถึงเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เด็กบ้านเรียนสามารถใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ในการยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
การเรียนรู้แบบเฉพาะทางทำให้เด็กๆค้นพบตัวเองเร็ว ระดับประถม จะเน้นเป็นการปูพื้นฐานทั่วไป ระดับมัธยมต้น เป็นช่วงเวลาให้เด็กได้ค้นหาตนเองว่าถนัดและชอบอะไร และ ระดับมัธยมปลาย เด็กจะสามารถพุ่งชนเป้าหมายที่ตัวเองเลือกได้ทันที โดยเลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่ออนาคต ไม่ต้องเรียนทุกอย่าง ทุกสาย หรือทุกคณะเหมือนในระบบ
บ้านเรียน หรือ โฮมสคูล คือ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาตรา 12 เกิดขึ้นมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคที่หลากหลายในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะกระบวนการเขียนแผนการเรียนของบ้านเรียน ซึ่งไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว แต่จะยืดหยุ่นตามความพร้อมของแต่ละครอบครัว ด้วยการเขียนแผนตามกลุ่มประสบการณ์ โดยจะนำวิถีชีวิต กิจกรรมประจำวัน หรือสิ่งที่เด็กสนใจมาบูรณาการเป็นแผนการเรียนรู้ แต่เจ้าหน้าที่ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาบางส่วน มักจะชักจูงให้บ้านเรียนทำแผนการเรียนแบบกลุ่ม 8 สาระวิชา ทำให้เกิดความย้อนแย้งในการจัดการเรียนการสอน จนสุดท้ายบางครอบครัวต้องล้มเลิกการทำบ้านเรียน และส่งเด็กกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียน
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาจากความไม่ยืดหยุ่นของเขตพื้นที่การศึกษา ส่งผลให้เด็กหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา มีการกำหนดระยะเวลาไม่สอดคล้องกับคู่มือ บางเขตเปิดรับจดแค่ในเดือนมีนาคมตามปฏิทินของเขต ทำให้เด็กจดไม่ทันในปีนั้นๆ และหลุดจากระบบไป
เจ้าหน้าที่และเขตต้องเปิดกว้าง จำเป็นต้องหันมาศึกษาและทำความเข้าใจเรื่อง "การศึกษาทางเลือก" อย่างจริงจัง เพราะในระดับนโยบาย สพฐ. ได้เปิดกว้างเรื่องคู่มือไปแล้ว แต่ในระดับปฏิบัติการ ยังคงยึดติดอยู่กับกรอบเดิมๆ เขตควรจัดสรรหรือปรับเปลี่ยนให้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษาทางเลือกโดยเฉพาะ มาทำหน้าที่ดูแลและทำงานร่วมกับกลุ่มบ้านเรียน
บางเขตบังคับให้บ้านเรียนต้องทำแผนการเรียนแบบ 8 กลุ่มสาระเท่านั้น โดยอ้างเหตุผลว่า ถ้าไม่ทำตามนี้ จะไม่มีชั่วโมงเรียน ไม่มีหน่วยกิต และจะไม่สามารถไปเรียนต่อในระบบได้ กลายเป็นการยกโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน เด็กต้องเรียนหนักมาก จนพ่อแม่ต้องแบกรับภาระไปจ้างครูมาสอนให้ครบทุกวิชา สุดท้ายครอบครัวไปต่อไม่ไหวและเรียนไม่รอด จนต้องล้มเลิกบ้านเรียนและส่งเด็กกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนในที่สุด
พิชชาพา เดชา ผู้ปกครอง บ้านเรียนม่อนภูผาแดง เป็นอดีตครูอนุบาล ที่เลือกให้ลูกชายเรียน"บ้านเรียน" หลังสังเกตเห็นว่าลูกมีความสนใจและมีความคิดที่ค่อนข้างกว้างและอยู่นอกกรอบที่มีอยู่ในโรงเรียนทั่วไป
เธอคิดว่า "บ้านเรียน" จะช่วยให้ครอบครัวสามารถออกแบบและจัดทำแผนการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตรงตามความสนใจรวมถึงตัวตนของลูกได้โดยตรง
โดยหลังจากให้ลูกเรียนบ้านเรียน พบว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในหลายด้าน ทักษะด้านภาษาอังกฤษก้าวกระโดด สามารถเรียนรู้และขยายทักษะภาษาอังกฤษไปได้เรื่อยๆ ตามความสนใจ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งเริ่มต้นท่องจำทีละขั้นเหมือนในระบบโรงเรียนทั่วไป การเรียนของบ้านเรียนจะวางแผนไว้กว้างๆ หากเด็กเรียนรู้เรื่องที่ 1 อยู่ แล้วมีความสนใจ หรือ อยากข้ามไปเรียนรู้เรื่องที่ 3 ก็สามารถกระโดดข้ามไปเรียนได้ทันที ซึ่งช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่กว้างขึ้น ส่วนขั้นตอนที่ 2 ที่ข้ามมานั้น เด็กก็สามารถย้อนกลับมาเรียนรู้ในภายหลังได้
แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามสำหรับผู้ปกครองที่เลือกให้ลูกเรียน บ้านเรียน คือ การยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาที่เท่าเทียม นั้นคือ "นมโรงเรียน" ซึ่งพ่อแม่บ้านเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าลูกของตนมีสิทธิ์ได้รับนมสนับสนุนเหมือนเด็กในระบบ และแทบจะไม่มีใครได้รับเลย เมื่อไปสอบถามที่ เทศบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่า "ไม่มีรายชื่อของเด็กบ้านเรียนอยู่ในระบบ" จึงไม่สามารถจัดสรรนมให้ได้ และแนะนำให้ไปติดต่อที่ เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อส่งรายชื่อมาให้ก่อน แต่เมื่อบางครอบครัวไปติดต่อที่ เขต ทางเขตกลับให้ไปติดต่อที่เทศบาลแทน ทำให้เกิดการประสานงานที่สับสนและตกหล่น
คำถามคือ ในเมื่อรายชื่อของเด็กบ้านเรียนทุกคนมีระบุอยู่ในระบบของ สพฐ. และอยู่ที่เขตอยู่แล้ว เหตุใดทางเขตจึงไม่มีการส่งต่อรายชื่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนมโดยตรง เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิ์ที่ควรจะได้
เช่นเดียวกับปัญหาการเข้าถึง "วัคซีนฟรี" ตามช่วงวัย เด็กในระบบโรงเรียน จะมีหน่วยงานสาธารณสุข หรือ อสม. เข้าไปให้บริการฉีดวัคซีนฟรีถึงที่โรงเรียนอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับเด็กบ้านเรียนต้องจัดการตัวเอง ครอบครัวบ้านเรียนมักจะไม่รู้เรื่องการนัดหมายสิทธิ์วัคซีนฟรี ทำให้ต้องพาลูกไปติดต่อที่คลินิก หรือ โรงพยาบาลเอง และหลายครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ