โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชู ‘เกาะพยาม’ เสน่ห์ไข่มุกอันดามัน หวั่น ‘แลนด์บริดจ์-SEC’ เปลี่ยนภาพฝันท่องเที่ยวยั่งยืน

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ชาวบ้าน-นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ เห็นพ้องการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ กระทบสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ขัดสิทธิชุมชน กังวลซ้ำรอย ปมสัมปทาน-EEC เสนอแนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืน เดินหน้าพัฒนาพื้นที่จากศักยภาพเดิมของชุมชน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ ย้ำ การพัฒนา ความเจริญ ต้องไม่แลกมาด้วยความสูญสิ้นทรัพยากร

วันนี้ (26 ก.พ. 2569) ที่ชายหาดอ่าวใหญ่ เกาะพยาม จ.ระนอง มีการจัดเวทีเสวนา “แลนด์บริดจ์ กับทิศทางการพัฒนาเกาะพยาม” โดยมีประชาชนในพื้นที่และภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการเดินหน้าคัดค้านโครงการที่อาจกระทบสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอทิศทางการพัฒนาที่รัฐบาลควรคำนึงถึง

เส้นทางสู้เพื่อ ‘สิทธิชุมชน’ จากการพัฒนาของรัฐ

สายันต์ วรวิสุทธิ์ ชาวบ้านเกาะพยาม บอกว่า เขาเกิดและเติบโตที่เกาะพยาม เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มาตั้งแต่ต้น และทำงานขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะของเกาะมาโดยตลอด ที่เกาะพยามเป็นหมู่บ้านมานาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่ปี 2516 มีการประกาศป่าสงวนแห่งชาติทับพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากกลายเป็นผู้ถือสิทธิทำกิน (สทก.) และมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐมาเรื่อย ๆ เขาย้อนถึงช่วงที่เกาะพยามเคยถูกเสนอให้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โดยชาวบ้านได้ศึกษาข้อกฎหมายในอดีตและพบว่า “อาจทำให้ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ” บางพื้นที่มีการไล่รื้อ ทั้งที่ชาวบ้านมีโฉนดที่ดินอยู่แล้ว

“วิธีการคือเจ้าหน้าที่จะเข้าหาผู้นำชุมชน อ้างว่าจะเอาลูกหลานไปทำงานในกรมอุทยานฯ แต่สุดท้ายชาวบ้านโดนไล่ออกจากที่ทำกิน เราเห็นว่าเกาะพยามไม่ควรถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เพราะชาวบ้านอยู่มาก่อนหลายรุ่นแล้ว การคัดค้านในช่วงนั้นทำให้แกนนำหลายคนถูกดำเนินคดี บางรายถูกติดตาม ข่มขู่จากเจ้าหน้าที่”

สายันต์ วรวิสุทธิ์

สายันต์ ยังบอกว่า ปัจจุบัน จ.ระนอง มีอุทยานแห่งชาติ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว, อุทยานแห่งชาติแหลมสน และ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง (ซึ่งตัดพื้นที่เกาะพยามออกไป) รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะช้าง เมื่อเขาจะประกาศเป็นอุทยานอาจทำให้ชาวบ้านต้องยอมรับสภาพ แต่ชาวบ้านจำนวนมากรู้สึกถูกเอาเปรียบ พอไม่ยอมประกาศเป็นอุทยาน คำถามคือ แล้วจะใช้กฎหมายอะไรคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ จึงหันไปทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อผลักดันกฎหมาย และในปี 2558 มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมา ก่อนที่ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กำหนดให้พื้นที่หมู่เกาะพยาม จ.ระนอง เป็น “เขตคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง”

สายันต์ ย้ำว่า กฎหมายบางฉบับอาจละเมิดสิทธิชุมชน โดยยกตัวอย่างว่า จ.ระนอง เป็นจังหวัดที่มีประวัติการให้สัมปทานทรัพยากรมาอย่างยาวนาน ผู้มีอำนาจให้สัมปทานคือรัฐ ขณะที่ชาวบ้านกลับต้องเผชิญผลกระทบตั้งแต่อดีตหลังมีการประกาศป่าไม้ทับ ชาวบ้านจำนวนมากก็ต้องกลายเป็นลูกจ้างในพื้นที่ของตัวเอง

เขายืนยันไม่เห็นด้วยกับ โครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะแนวคิดให้ต่างชาติเช่าสัมปทานพื้นที่ เพราะกังวลว่าประวัติศาสตร์การถูกละเมิดสิทธิจะซ้ำรอย เพราะคนที่ถูกรังแกก็คือชาวบ้านเหมือนเดิม อย่างผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่เป็นเขต EEC ก็เจอปัญหา เช่น ปัญหาคราบน้ำมัน เพื่อสะท้อนความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

“เราไม่อยากให้เกาะพยามกลายเป็นแบบนั้น หรือกลายเป็นเกาะคาสิโนของกลุ่มทุน และการพัฒนาควรตั้งอยู่บนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน เคารพสิทธิคนท้องถิ่น และคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก”

สายันต์ วรวิสุทธิ์

เสน่ห์เกาะพยาม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

จุฑารัตน์ เรือนแก้ว ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืนเกาะพยาม ซึ่งย้ายมาอยู่บนเกาะพยามนานว่า 20 ปี ตัดสินใจปักหลักใช้ชีวิตอยู่ถาวร ระบุว่า ได้ตั้งกลุ่มท่องเที่ยวขึ้นมา เพราะเห็นว่าการท่องเที่ยวของเกาะพยามยังไม่มีกลุ่มที่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางร่วมกัน อีกทั้งเสน่ห์ของเกาะพยาม คือ “นักท่องเที่ยวยุโรป” ที่มีคุณภาพ มาแล้วอยู่ยาวหลายเดือน เชื่อว่า คนทำธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะอยากได้นักท่องเที่ยวแบบนี้ ที่แทบไม่ต้องทำการโฆษณา เพราะเขาบอกกันปากต่อปาก จนกลายเป็นชุมชนที่นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้จักกัน สนิทกัน นี่คือเสน่ห์ที่ต่างจากที่อื่น แม้เกาะพยามจะไม่มีไฟฟ้าและถนนที่สะดวกสบายเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่กลับกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญ ทำให้ถูกขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกอันดามัน”

“ที่อื่นกำลังพัฒนาไปไกล แต่ของเรากำลังเริ่มต้น คำถามคือเราจะเริ่มอย่างไร จะควบคุมการท่องเที่ยวอย่างไร ให้นักท่องเที่ยวมาแล้วอยู่กับเรานาน ๆ ถ้ามองในมุมนักท่องเที่ยว หากมีเครื่องจักรเข้ามาก่อสร้างจำนวนมาก ภาพของเกาะจะเป็นอย่างไร”

จุฑารัตน์ เรือนแก้ว

จุฑารัตน์ ยังระบุว่า สิ่งที่กลุ่มพยายามผลักดันมาโดยตลอด คือ การสร้างชื่อเสียงให้เกาะพยามในฐานะพื้นที่ท่องเที่ยวยั่งยืน โดยเคยเข้าร่วมโครงการประกวดด้านการจัดการขยะร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และยังติด 1 ใน 30 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกเป็น “Thailand Good Travel” ของกรมการท่องเที่ยว ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรมาเยือนและมีมาตรฐานด้านความยั่งยืน

“รางวัลนี้ครอบคลุมบริบททั้งหมดของเกาะ และเราไม่ลืมพี่น้องชาวมอแกน เราเขียนเรื่องราวของเขาไว้ในประวัติและรายงานด้วย เพราะเขาคือส่วนหนึ่งของเกาะพยาม”

จุฑารัตน์ เรือนแก้ว

จุฑารัตน์ บอกอีกว่า ปัจจุบันเกาะในประเทศไทยที่ยังคงรูปแบบการท่องเที่ยวลักษณะนี้เหลือน้อยลงมาก จะมีที่ไหนบ้างที่ชาวบ้านทำงานแค่ 4 เดือน แล้วอยู่กันได้ อีก 6 เดือนเราพักเกาะ ชาวบ้านทำสวน ปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลถัดไป ที่พักบนเกาะ ส่วนใหญ่ยังเป็นของชาวบ้านในพื้นที่ที่ทำกันเอง ขณะที่มีคนภายนอกทยอยย้ายเข้ามาบ้าง ปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์กำกับชัดเจน แต่เริ่มมีการพูดคุยกันถึงแนวทางบริหารจัดการเกาะร่วมกัน

ขณะที่ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ย้ำถึงการได้รับฟังเสียงของคนในพื้นที่ เห็นได้ชัดว่าความสุขของแต่ละคนแตกต่างกัน และไม่ควรมีใครมาตัดสินแทน ไม่ควรมีการพัฒนาใดที่ไปทำลายวิถีชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนที่คิดแทนว่าจะพัฒนาด้วยแลนด์บริดจ์ และกฎหมายพิเศษ อย่างร่าง พ.ร.บ. SEC ต้องรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ด้วย

สุภาภรณ์ อธิบายว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีเพียงท่าเรือที่ จ.ระนอง เท่านั้น แต่ยังมีโครงการท่าเรือในฝั่ง จ.ชุมพร ซึ่งต้องมีการถมทะเล รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่ และการขุดอุโมงค์ ตลอดแนวเส้นทาง มีนักวิชาการออกมาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมของการลงทุน และ นอกจากตัวโครงการ ยังมี ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ที่จะเปิดทางสู่อุตสาหกรรม การนำเข้า ส่งออก ซึ่งยังไม่มีการพูดถึงอย่างรอบด้าน เราพูดกันแค่เรื่องท่าเรือและการเชื่อมต่อ แต่ผลกระทบที่ตามมามีมากกว่านั้น

สุภาภรณ์ ยังระบุว่า ฝั่งชุมพรมีแผนถมทะเลประมาณ 5,808 ไร่ และมีพื้นที่ท่าเทียบเรือ 7,850 ไร่ ขณะที่ฝั่งระนองมีแผนถมทะเล 6,975 ไร่ และพื้นที่ท่าเทียบเรือ 5,633 ไร่ ซึ่งขนาดพื้นที่ที่ถม เทียบได้กับการสร้างเกาะหนึ่งเกาะกลางทะเล และพื้นที่ที่จะถมในระนองยังเป็นบริเวณ “ดอนตาแพ้ว” ซึ่งเป็นแหล่งทำกินสำคัญของพี่น้องประมง เพราะมีความอุดมสมบูรณ์มาก ขณะเดียวกัน เกาะพยามมีจุดขายสำคัญคือความสวยงามและความสงบ ไม่มีเรือขนาดใหญ่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และตั้งคำถามว่านี่คือแนวทางการพัฒนาที่จะตอบโจทย์คนในพื้นที่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ภายใต้กรอบ SEC จริงหรือไม่

ในส่วนกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้จัดการ EnLAW ระบุว่า ขณะนี้มีการจัดทำรายงาน EHIA สำหรับท่าเรือแล้ว โดยระบุว่ามีการรับฟังความคิดเห็นและส่งรายงานไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจรับ และยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ส่วนโครงการรถไฟรางคู่และมอเตอร์เวย์ อยู่ในขั้นตอนจัดทำ EIA แต่ยังไม่ส่งเข้าสู่ สผ. ขั้นตอนต่อจากนี้ ต้องเสนอเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามลำดับ

โดยยกข้อความบางส่วนจากรายงาน EHIA ที่ระบุว่า “แม้โครงการจะมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่สำคัญบางส่วน แต่ได้วางมาตรการป้องกันและลดผลกระทบอย่างรอบคอบ โดยกำหนดแนวเส้นทางให้ผ่านพื้นที่ดังกล่าวในระยะสั้นที่สุด และออกแบบโครงการเพื่อลดการรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด” พร้อมตั้งคำถามว่า ถมทะเล 5,000–6,000 ไร่ จะลดผลกระทบได้อย่างไร จะบอกว่าระบบนิเวศเสียหายน้อยที่สุดแล้วใช่หรือไม่ นี่คือคำถามใหญ่ นอกจากผลกระทบต่อวิถีชีวิต ยังมีเรื่องระบบนิเวศที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ?

ทั้งนี้ยังยกตัวอย่าง การถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ชลบุรี เพื่อให้เห็นภาพว่า การถมทะเลต้องใช้หินและทรายจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการระเบิดหินจากภูเขาและขนส่งผ่านหลายพื้นที่ ผลกระทบจากการระเบิดหินและการขนส่งเหล่านี้ ไม่ได้ถูกศึกษาไว้อย่างชัดเจนในรายงาน ม่านดักตะกอนจะดักอย่างไร ก็ไม่มีรายละเอียดให้เห็นชัด เมื่อได้พูดคุยกับชาวมอแกน หลายคนยังมองภาพไม่ออกว่าท่าเรือขนาดใหญ่จะมีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไร ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงและใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป

แนวร่วม สู้เพื่อสิทธิ-สิ่งแวดล้อม

สอดคล้องกับ กรรณนิการ์ แพแก้ว จากมูลนิธิภาคใต้สีเขียว บอกว่า จากการพูดคุยกับพี่น้องใน จ.ระนอง และเกาะพยาม หลายคนตั้งคำถามว่า “เราจะสู้ได้หรือ ?” จึงพยายามย้อนให้เห็นว่า แนวคิดการพัฒนาในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน เคยมีโครงการพัฒนา“เซาเทิร์นซีบอร์ด” ที่ จ.กระบี่ แต่ชุมชนก็ลุกขึ้นมาต่อสู้และสามารถหยุดยั้งได้ พร้อมยืนยันว่า พวกเขาต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว ไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต่อมา ยังมีกรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.สตูล ที่ประชาชนรวมตัวกันผลักดันและตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนา จนสามารถชะลอโครงการได้เช่นกัน

“วันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ก็มีลักษณะเดียวกัน เรามั่นใจว่าคนชุมพร ระนอง ก็ต้องสู้ได้ เราไม่ใช่จังหวัดเล็ก ๆ ที่ไม่มีพลัง”

กรรณนิการ์ แพแก้ว

กรรณนิการ์ ยังระบุถึงเครื่องมือสำคัญคือ “แนวร่วม” จากคนทั้งโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจำนวนมาก ซึ่งสามารถช่วยส่งเสียงร่วมกับคนในพื้นที่ได้ พร้อมเสนอแนวทาง “ผลักดันพื้นที่สู่การเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ” เนื่องจากพื้นที่ จ.ระนอง ได้รับการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ยูเนสโก และที่ผ่านมา ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้สำรวจความหลากหลายของสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่ และมีการผลักดันจนพื้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) แล้วเพราะในเวลานั้นยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่เข้ามา แต่ทันทีที่รัฐเดินหน้าตั้งงบก่อสร้าง เรื่องการผลักดันนี้อาจสะดุดหรือจบลงได้

“หากพื้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางทะเล จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ไม่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก และสามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ในระดับภูมิภาค ทั้งระนอง พังงา และภูเก็ต”

กรรณนิการ์ แพแก้ว

ส่วนคำถามว่าการเป็นมรดกโลกจะกระทบสิทธิชุมชนเหมือนกฎหมายอุทยานแห่งชาติหรือไม่ กรรณนิการ์ ยกตัวอย่างกรณี เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ว่าที่นั่นมีการอยู่ร่วมกันระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ หลังประกาศเป็นมรดกโลก พบว่าชุมชนดั้งเดิมในท้องถิ่นยังมีสิทธิร่วมกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์และการพัฒนา ผสานทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่สำคัญคือมีรายได้จากการท่องเที่ยว และรายได้จากทรัพยากรประมงควบคู่กัน

“ทางเลือกการพัฒนาไม่จำเป็นต้องมีเพียงรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หากแต่สามารถออกแบบให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของพื้นที่ได้”

กรรณนิการ์ แพแก้ว

ตั้งคำถามนโยบาย ‘แลนด์บริดจ์’ สวนทางแผน NBSAP

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล จาก Greenpeace บอกว่า องค์กรทำงานร่วมกับชุมชนชายฝั่งและพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าประเด็นการพัฒนาขนาดใหญ่ต้องพิจารณาควบคู่กับพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย มีกลไกระหว่างประเทศที่มุ่งปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก อีกทั้งจากรายงานของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีว อันดับที่ 20 จาก 196 ประเทศทั่วโลก เพราะไทยมีต้นทุนสำคัญจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศ

เกตน์สิรี มองว่า ความท้าทายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติไม่ได้เลย แต่คำถามคือจะจัดสมดุลอย่างไรให้ไม่ทำลายฐานทรัพยากรในระยะยาว

ทั้งนี้ภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) โดยเฉพาะมาตรา 8(j) ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ ในการปกป้อง ดูแล และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเคารพองค์ความรู้ดั้งเดิมของชุมชน หลักการดังกล่าวควรถูกนำมาปรับใช้ในกฎหมายและนโยบายของไทย เช่น การผลักดันกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (NBSAP) ของประเทศไทย

“แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน นโยบายของรัฐหลายด้านกลับสวนทางกับหลักการเหล่านี้ จึงเป็นคำถามว่า ไทยต้องการขับเคลื่อนตามแผน NBSAP อย่างจริงจังหรือไม่ หากประเทศไทยต้องการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแท้จริง จำเป็นต้องให้บทบาทกับชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ควรออกแบบการพัฒนาที่กระทบต่อพื้นที่สำคัญทางนิเวศโดยปราศจากการมีส่วนร่วม”

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล

ประกาศเจตนารมณ์ ย้ำ การพัฒนา ต้องไม่แลกมาด้วยความสูญสิ้นทรัพยากร

ทั้งนี้ประชาชน และเครือข่ายได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ กิจกรรม SAVE KOHPHAYAM โดยระบุว่า ชาวเกาะพยาม และประชาชนผู้หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งอันดามัน ขอประกาศจุดยืนอย่างสงบสันติ ว่าเราไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” เชื่อม ชุมพร – ระนอง ซึ่งมีแผนสร้างท่าเรือน้ำลึก ถึง 2 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยถมทะเลในพื้นที่จังหวัดระนองเกือบ 7,000 ไร่ ขุดร่องน้ำลึกอย่างน้อย 19 เมตร เพื่อรองรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ พื้นที่ดังกล่าวมิใช่เพียงผืนน้ำว่างเปล่า แต่คือผืนชีวิตของทะเลอันดามัน คือป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ คือแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ คือวิถีทำกินของชุมชนชายฝั่ง และคือรากฐานของระบบท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ดำรงอยู่มายาวนาน

การเปลี่ยนแปลงขนาดมหาศาลเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบถาวรต่อระบบนิเวศทางทะเล ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพกระทบต่อเขตอนุรักษ์และส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานชุมชนที่พึ่งพาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

“การพัฒนา มิได้หมายถึงการทำลาย และความเจริญที่แท้จริง ต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรของคนรุ่นต่อไป เราเรียกร้องผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้มีการทบทวนอย่างรอบคอบ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส รับฟังเสียงของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นอิสระและรอบด้าน พวกเราขอเสนอแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การอนุรักษ์ทะเลและป่าชายเลน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพราะความมั่งคั่งที่ยั่งยืน คือ ความมั่งคั่งที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ร้อนเมื่อไหร่ก็แวะมา กทม. เปิด ‘ห้องหลบร้อน’ 255 จุดทั่วกรุง

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สธ.-คพ. ยัน ยังไม่พบหลักฐานคนริมกก รับผลกระทบ ‘สารหนู’ ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...