หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง
Text : nimsri.
เคยไหม? เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน ไปสังสรรค์ปาร์ตี้ หรือจัดทริปเที่ยวด้วยกัน แล้วสุดท้ายต้อง “หารเท่า” ทั้งที่บางคนแทบไม่ได้กินอะไร บางคนไม่ดื่ม แต่ต้องช่วยจ่ายในส่วนที่ตัวเองไม่ได้ใช้
แรกๆ อาจรู้สึกแค่ว่า “ช่างเถอะ เล็กๆ น้อยๆ” แต่แน่ใจไหมว่าถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ คุณจะรู้สึกโอเคจริงๆ หรือพฤติกรรมดังกล่าวกำลังสะท้อนวิธีคิดทางการเงินที่ไม่ชัดเจนของเราเองอยู่หรือเปล่า?
วันนี้เลยอยากชวนมาทำความรู้จักกับ “Go Dutch Mindset” แนวคิดการเงินแบบต่างคนต่างจ่าย ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น ที่อาจช่วยต่อยอดวินัยทางการเงินที่ดีให้กับคุณต่อไปก็ได้
Go Dutch คือ อะไร
“Go Dutch” ไม่ได้หมายถึง “ไปดัตช์” แต่เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่หมายถึง “ต่างคนต่างจ่าย” โดยเฉพาะเวลาทานอาหารหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
ครั้งแรกที่ได้ยิน หลายคนอาจเข้าใจว่ามาจากชาวดัตช์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพราะภาพลักษณ์ของคนดัตช์ขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาเรื่องเงิน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว สำนวนนี้มีที่มาซับซ้อนกว่านั้น
คำว่า “Dutch” ในอดีตของอเมริกา เคยใช้เรียกคนเชื้อสายเยอรมัน (มาจากคำว่า “Deutsch” เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า คนเยอรมัน) โดยเฉพาะกลุ่มที่อพยพไปอยู่รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งถูกเรียกว่า Pennsylvania Dutch คนกลุ่มนี้มีชื่อเสียงเรื่องความรับผิดชอบทางการเงิน ไม่ชอบค้างหนี้ และเวลากินอาหาร ก็มักจ่ายเฉพาะส่วนของตัวเอง
เมื่อนำมาบวกกับวัฒนธรรมการกินของชาติตะวันตกที่ “ใครอยากกินอะไร ก็สั่งอันนั้น” ไม่มีการสั่งมาไว้เป็นกองกลางแบบคนเอเชีย การแยกบิล จึงทำได้ง่ายและชัดเจนกว่า และถูกมองว่า “แฟร์” จนในที่สุด “Go Dutch” จึงกลายเป็นสำนวนที่หมายถึง การแบ่งค่าใช้จ่ายอย่างยุติธรรม ใครใช้ ใครจ่าย
ฟังดูเหมือนเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่จริงๆ แล้ว แนวคิดนี้สะท้อนวินัยทางการเงินที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก เพราะ คือหลักคิดว่าการเงินที่มั่นคง ควรเริ่มจากการไม่ผลักภาระให้คนอื่น และไม่ผลักภาระให้ “อนาคตของตัวเอง”
จากหารกันจ่าย สู่การคุมงบการเงินที่ชัดเจน
แม้ Go Dutch จะไม่ใช่ทฤษฎีการเงินโดยตรง แต่มันสะท้อนหลักการบริหารเงินส่วนบุคคลได้อย่างชัดเจนมาก ลองมาดูว่า ถ้าเรานำ Go Dutch มาเป็น “Mindset” การเงิน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
1. ใครใช้ คนนั้นรับผิดชอบ หลักง่ายๆ คือ ถ้าเราเป็นคนตัดสินใจสั่งอะไรมากิน เราก็ต้องเป็นคนจ่ายเอง ไม่ใช่ให้เพื่อนมาหารเท่า เป็นการผลักภาระไปให้คนอื่น เปรียบเหมือนการใช้เงิน มีเท่าไหร่ ใช้เท่านั้น ไม่ฝืนตามกระแส จนกลายเป็นภาระในอนาคต
2. ไม่ใช้เงินเพื่อรักษาหน้า ในสังคมเอเชีย โดยเฉพาะบ้านเรา “ความเกรงใจ” มักปะปนกับเรื่องเงิน บางคนยอมจ่ายมากกว่าที่ควร บางคนยอมเลี้ยงทั้งโต๊ะ บางคนไม่กล้าขอแยกบิล เพราะกลัวดูงก กลัวเสียภาพลักษณ์ แต่ในความเป็นจริงการชัดเจนเรื่องเงิน ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว มัน คือ การวางขอบเขตที่ดีเรื่องวินัยทางการเงินต่างหาก การบอกว่า “ขอจ่ายเฉพาะของตัวเองนะ” ไม่ใช่การทำลายมิตรภาพ ตรงกันข้าม มันคืการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส และลดความคาดหวังที่ไม่จำเป็น
3. ไม่สะสมหนี้เล็กๆ ประเมินศักยภาพการใช้จ่ายของตัวเอง ดูก่อนว่าเราไหวแค่ไหน จึงค่อยตัดสินใจสั่ง รับผิดชอบและเคลียร์ให้จบเป็นครั้งๆ ไป ไม่สร้างนิสัยการติดค้าง ที่อาจเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่พอมากเข้าก็กลายเป็นภาระก้อนโต ซึ่งแนวคิดแบบ Go Dutch จ่ายใครจ่ายมัน จบในบิลเดียว ไม่มีภาระค้างคา ช่วยตัดวงจรนี้ได้ตั้งแต่ต้น ฝึกนิสัยการเคลียร์ให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้เรื่องเล็กสะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณชินกับการเคลียร์ให้จบ คุณจะเริ่มทำแบบเดียวกับค่าใช้จ่ายอื่นในชีวิต จนกลายเป็นวินัยที่ต่อยอดได้
4. ความชัดเจน = ความสบายใจ เงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลายครั้งทำลายมิตรภาพแบบไม่รู้ตัว การมีความชัดเจนตั้งแต่แรก จึงเป็นสิ่งที่ดี ทั้งต่อตัวเราและเพื่อน Go Dutch จึงเป็นแนวคิดที่สร้างความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มแรก เปรียบเหมือนงบการเงิน ซึ่งหากเราสามารถบริหารจัดการให้ดีได้ตั้งแต่ต้น แยกบัญชีเงินเก็บ เงินใช้ ก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในภายหลัง
ไม่ใช่แค่การเงินส่วนตัว แต่คือรากฐานธุรกิจที่แข็งแรง
แนวคิด Go Dutch ไม่ได้หยุดแค่บนโต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ยังสามารถลองนำมาปรับใช้กับการบริหารการเงินธุรกิจได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น
1. หยุดวัฒนธรรม “งบกองกลาง” หาผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน แยกสัดส่วนการใช้งานของแต่ละฝ่ายออกมาให้ชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายมีการใช้งบกองกลางมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำมาสู่การคำนวณต้นทุนที่แท้จริง
2. ใครตัดสินใจ คนนั้นต้องรับผิดชอบต้นทุน แบ่งกรอบความรับผิดชอบออกมาอย่างชัดเจน รวมถึงเกณฑ์ชี้วัดต้นทุนและผลลัพธ์ที่ชัดเจนด้วย
3. ความชัดเจนลดดราม่าในทีม เมื่อทุกอย่างเกิดความโปร่งใส ชัดเจน ทุกคนก็แฮปปี้ ไม่ต้องมีดราม่าว่าใครใช้มาก ใช้น้อย
4. ตัวเลขต้องมาก่อนความเกรงใจ ใช้ตัวเลขเป็นตัวตัดสินข้อเท็จจริงทุกอย่าง เก็บรวมรวบสถิติ วัดผล อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่จากความเกรงใจ หรือใช้ความรู้สึก
5. คุมรายจ่าย ไม่ใช่แค่ดันยอดขาย การควบคุมรายจ่ายอย่างมีวินัย เป็นอีกวิธีช่วยให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ต่างอะไรกับดันยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น
บทสรุป
ไม่น่าเชื่อว่าจากวินัยเล็กๆ ในการคิดค่าใช้จ่ายตามจริงแบบ Go Dutch อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเงินที่แข็งแรงและความชัดเจนทั้งในชีวิตส่วนตัว คือ รากฐานสำคัญของการบริหารธุรกิจที่ยั่งยืน บางที การเงินที่ดี อาจเริ่มต้นจากประโยคสั้นๆ ว่า “กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” ก็ได้
ไม่แน่การหยิบบิลขึ้นมาครั้งต่อไปของคุณ อาจไม่ใช่แค่การหาค่าใช้จ่าย แต่คุณกำลังฝึกวินัยการเงินของตัวเองอยู่ก็ได้
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี