“Animal Work in Acting” แรงบันดาลใจจากสัตว์สู่คน จากคนสู่ตัวละคร
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่หาความสำราญได้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว หนึ่งในนั้นก็คงไม่พ้นความรื่นรมย์จากการ “จ้องมองสรรพสัตว์” ซึ่งเราจะเห็นวัฒนธรรมร่วมตั้งแต่ในอดีตอย่างการล่าสัตว์เพื่อสันทนาการ พัฒนาเป็นสวนสัตว์ซึ่งทั้งเพื่อสร้างองค์ความรู้และบางกรณีก็เพื่อสะสม เรื่อยไปจนถึงการนำสัตว์มาฝึกฝนเพื่อแสดงให้เหล่ามนุษย์ชมเพื่อความบันเทิง
นอกเหนือจากการจ้องมอง เรายังมีการสังเกตพฤติกรรมสัตว์มาใช้ประกอบการแสดงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ซึ่งในโลกมายาได้เกิดการพัฒนาเทคนิคการแสดงที่เรียกว่า “Animal Work in Acting” หรือที่เข้าใจกันง่าย ๆ คือการเลียนแบบพฤติกรรมสัตว์ให้มาอยู่ในร่างนักแสดง
Cats (2017)
https://www.imdb.com/title/tt5697572/?ref_=tt_mv_close
ก่อนจะเป็น “สัตว์” ในร่าง “ตัวละคร” : ต้นกำเนิด Animal Work in Acting
การละครและการแสดงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่วางรากฐานมาอย่างยาวนานในสังคมมนุษย์ จากแรกเริ่มที่เกิดขึ้นเพื่อการสรรเสริญบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งสร้างความบันเทิง จนเกิดเป็น “ละครเวที” ที่มีพัฒนาการไปสู่แนวต่าง ๆ และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ก็เกิดทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ แน่นอนว่าเทคนิคด้านการแสดงก็ก้าวรุดหน้าไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยเทคนิคการแสดงแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมและคุ้นหูกันอย่างดีก็คือ “การแสดงแบบเมธอด” (Method Acting)
การแสดงแบบเมธอดมีต้นกำเนิดจากนักการละครอเมริกันในช่วงศตวรรษที่ 19-20 นามว่าลี สตราสเบิร์จ (Lee Strasgberg) ซึ่งได้ปรับปรุงเทคนิคของนักการละครชาวรัสเซียอย่างคอนสแตนติน สตานิสลาฟกี (Konstantin Stanislavky) โดยการแสดงแบบเมธอดในเชิงทฤษฎีหมายถึง วิธีการสร้างความเป็นตัวละคร (Characteristic Traits) ซึ่งใช้เครื่องมือสำคัญคือการตีความบทละคร ผสมผสานกับการใช้ประสบการณ์ในชีวิตของนักแสดงคนนั้น ๆ มาจินตนาการสร้างเป็นความคิด ความต้องการ วิธีการรับรู้ และการตอบสนองให้เป็นตัวละครนั้น ๆ
นั่นหมายความว่า แม้จะเป็นตัวละครตัวเดียวกัน แต่นักแสดงแต่ละคนจะอ่านและสื่อสารตัวละครออกมาแตกต่างกัน
มาถึงจุดนี้หลายคนอาจยังมองไม่เห็นองค์ประกอบของ “สัตว์” ที่จะมาอยู่ในร่างของตัวละครได้ แต่หากพิจารณาดี ๆ ว่าการแสดงแบบเมธอดใช้ “ประสบการณ์” ของนักแสดงมาช่วยสร้างความเป็นตัวละคร ซึ่งแน่นอนว่าผัสสะอย่าง “การจ้องมอง” ก็ย่อมเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นักแสดงใช้สั่งสมประสบการณ์นั่นเอง
Animal Work in Acting แท้จริงแล้วก็คือแบบฝึกหัด (Exercise) แบบหนึ่งสำหรับสร้างตัวละครตามวิธีการแสดงแบบเมธอด โดยมีต้นทางมากจากนักแสดงหญิงชาวรัสเซียชื่อว่ามาเรีย อุสเพนสกายา (Maria Ouspenskaya) ซึ่งเป็นทั้งลูกศิษย์ของสตานิสลาฟกี และเธอยังได้ถ่ายทอดแบบฝึกหัดนี้ไปยังสตราสเบิร์จด้วย โดยกุญแจสำคัญของแบบฝึกหัดนี้คือ “การสังเกตและลอกเลียนพฤติกรรมของสัตว์อย่างละเอียดจนคุณกลายเป็นสัตว์ตัวนั้น”
Lee Strasgberg
Keystone / https://en.wikipedia.org/w/index.php?curid=42486320
Konstantin Stanislavky
Wikimedia Commons
Maria Ouspenskaya
https://digitalcollections.nypl.org/items/81f25910-0363-013a-2ffd-0242ac110003
จากคนสู่สัตว์ : ขั้นตอนของ Animal Work เบื้องต้น
แบบฝึกหัดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทลายกรอบคิดของนักแสดงที่อาจติดอยู่กับการแสดงแบบภาพจำ (Cliche) เช่น ถ้าเล่นเป็นตัวละคร “คนแก่” ก็ต้องทำหลังให้ค่อม ใช้เสียงพูดยานคาง เดินให้เชื่องช้า แต่ในความเป็นจริง คนแก่ในโลกของเรามีหลากหลายแบบ บางคนสูงวัยแต่ใจยังหนุ่มสาวและมีร่างกายแข็งแรง Animal Work จึงจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของนักแสดงในการค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ให้กับตัวละครที่สวมบทบาท โดยหัวใจสำคัญของแบบฝึกหัดทางการแสดงนี้คือ “การสังเกต” และ “การเลียนแบบ” เหล่าสัตว์นั่นเอง
แล้วต้องสังเกตอะไรบ้าง เริ่มต้นอาจลองเริ่มจากเลือกสัตว์มา 1 ชนิด พิจารณาสัตว์นั้น ๆ อย่างละเอียดว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร การเคลื่อนที่ของมันมีทิศทางแบบไหน มุ่งตรงหรือเป๋ไปมา การวางอุ้งเท้าของพวกมันหนักเบาแค่ไหน แล้วการขยับไปมาของพวกมันนั้น เป็นจังหวะสม่ำเสมอหรือคาดเดาไม่ได้กันแน่ และเมื่อลงลึกไปกว่านั้น ก็สังเกตสิ่งที่พวกมันมี แต่มนุษย์อย่างเราไม่มี ไม่ว่าจะเป็นปีก ขน หาง กรงเล็บ เกล็ด จะงอยปาก ฯลฯ ดูว่าสิ่งเหล่านั้นเคลื่อนไหวแบบไหน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการเคลื่อนที่หรือไม่ หากมันต้านลมหรือน้ำ ลักษณะของมันเปลี่ยนไปจากเดิมหรือเปล่า แล้วผิวสัมผัสของพวกมันมีลักษณะแบบไหน เรียบหรือขรุขระ เย็นหรืออุ่น มองให้เห็นถึงว่า ดวงตา ปาก และจมูกของพวกมันทำงานแบบไหน หลังจดจ่อกับมันมากพอ เมื่อเห็นพวกมันเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง พอจะรู้สึกได้ไหมว่า มันคิดหรือต้องการอะไรจากการทำแบบนั้น ซึ่งอาจจะถ่ายรูปหรืออัดเสียงพวกมันไว้ เพื่อใช้สำหรับเรียกความทรงจำ ณ ตอนนั้นกลับมาเมื่อไรก็ได้
เมื่อกลับมาในห้องสำหรับฝึกซ้อมการแสดง หลังวอร์มอัปร่างกายเรียบร้อย ก็ปล่อยหัวให้โล่งโดยใช้ลมหายใจช่วย จากนั้นสร้างภาพสัตว์ที่สังเกตออกมาให้มันอยู่ตรงหน้า จะหลับตาหรือไม่ก็ได้ ขอเพียงให้เห็นมันอย่างชัดเจนเหมือนที่ไปเฝ้าสังเกต แล้วจินตนาการว่า สัตว์ตัวนั้นกำลังเดินเข้ามาในร่างกาย ตัวตนแบบมนุษย์ก็จะเริ่มละลายหายไป อวัยวะต่าง ๆ ค่อยๆ กลายเป็นของสัตว์ตัวนั้น ไล่ขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ จนรู้สึกว่าตัวเราเองเป็นสัตว์ได้แล้ว 100%
จากนั้นจับความรู้สึกว่า เท้าที่กลายเป็นอุ้งเท้าหรือกรงเล็บไปแล้วนั้น สัมผัสกับพื้นแล้วรู้สึกแบบไหน ตัวเรามีหางหรือเปล่า อวัยวะรับเสียงยังเป็นหูอยู่ไหม ถ้าเป็นใบหูจะอยู่ตำแหน่งไหนกัน สายตาที่มองสิ่งรอบ ๆ ทำให้รู้สึกแบบไหน
เมื่อคุ้นชินกับกายภาพนี้แล้ว ลองเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า และหากเป็นสัตว์ที่มีเสียง เมื่อเจอสิ่งเร้าต่าง ๆ รอบตัว จะเปล่งเสียงออกมาด้วยความหมายและความรู้สึกแบบใด โดยอาจทำเช่นนี้อยู่สัก 1 อาทิตย์ เพื่อค้นหาแง่มุมใหม่ ๆ จากสัตว์ตัวนั้น
ฟังดูก็เหมือนเป็นแค่การเลียนแบบสัตว์ ทว่าสิ่งที่ Animal Work จะทำต่อไปคือ การผสานระหว่าง “ความเป็นสัตว์” กับ “ความเป็นคน” โดยหากทำตามแบบฝึกหัดนี้จนรู้ว่าการเป็นสัตว์ 100% เป็นเช่นไร จากนั้นให้ลองลดตัวตนลง จากสัตว์ให้กลายเป็น “คนที่มีความเป็นสัตว์”
ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่น่าจะอธิบายความซับซ้อนของแบบฝึกหัดนี้ได้ดีขึ้นก็คือ Cats (2019) ผลงานกำกับของทอม ฮูเปอร์ (Tom Hooper) ซึ่งดัดแปลงจากบทละครบรอดเวย์ที่เล่าถึง “วิกตอเรีย” แมวสาวผู้ถูกทิ้งในลอนดอน จนไปพบกับเหล่าแมวเหมียว (Jellicles Cats) ที่กำลังเตรียมงานพิเศษสำหรับให้เหล่าแมวมาแข่งแสดงความสามารถพิเศษ เพื่อให้ตนถูกเลือกไปมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ในเรื่องจึงมีแมวหลากหลาย ทั้งนิสัยและท่าทาง โดยซาร่าห์ ดาวลิง (Sarah Dowling) โค้ชการแสดงและการเต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าว่า ได้มีการสังเกตแมวในอิริยาบถต่าง ๆ เพื่อนำมาฝึกให้กับนักแสดง แม้หลังการถ่ายทำจะมีเทคโนโลยี CGI เพิ่มความสมจริง แต่การเข้าใจว่า แมวตอบสนองแบบใดเมื่อได้ยินเสียง ดมสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เดินโดยใช้อวัยวะส่วนไหนนำ ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความสมจริงให้กับภาพยนตร์ ทว่าด้วยแนวของภาพยนตร์ที่เป็นละครเพลง การเล่นเป็นแมวของนักแสดงในเรื่องนี้จำต้องมีลักษณะของคนอยู่ด้วยสำหรับร้องและเต้น นักแสดงในเรื่อง Cats จึงอาจมีความเป็นแมวอยู่ที่ 70-80%
Jellicle Songs for Jellicle Cats | Cats (2019) | TUNE
จากสัตว์สู่ตัวละคร: เมื่อลดความเป็นสัตว์ลง เมื่อนั้นจะเจอมุมใหม่ของการแสดง
Animal Work ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการแสดงที่คนจะต้องเล่นเป็นสัตว์เท่านั้น แต่หากปรับใช้อย่างถูกวิธี นักแสดงจะสามารถรังสรรค์ตัวละครที่มีความน่าสนใจขึ้นมาได้ โดยจะต้องเริ่มจากการมีพื้นฐานที่ดีคือ อ่านตีความบทละครและเข้าใจภูมิหลังตัวละครที่ตนจะเล่นได้อย่างละเอียด จากนั้นอาจเป็นการหาสัตว์สักตัวที่คิดว่าเหมาะกับตัวละครที่เราเล่น โดยอาจดูอุปนิสัย อายุ ลักษณะท่าทาง อารมณ์ของตัวละครนั้นว่าพอจะทาบทับกับสัตว์ชนิดไหนได้บ้าง จากนั้นก็ลองทำตามแบบฝึกหัดข้างต้น แต่เมื่อนำไปแสดงก็ต้องเลือกระดับเปอร์เซ็นต์ให้เหมาะสมกับ “สื่อ” ที่จะแสดงออกไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือ หากเป็นละครเวทีก็อาจต้องใช้ 60-70% แต่กลับกันหากเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ก็อาจใช้ที่ 30-50% เพราะขนาดจอที่เล็กลง คนอาจสังเกตความเป็นสัตว์ได้ง่ายขึ้น จนอาจกลายเป็นตัวละครที่ไม่เหมือนคนไป โดยการนำความเป็นสัตว์มาใช้อาจเลือกเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การเคลื่อนไหว อารมณ์ ความคิด หรือเสียง
นักแสดงหลายคนจากภาพยนตร์ในตำนานหลายเรื่อง ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตนเคยใช้ Animal Work มาสร้างความเฉพาะตัวของตัวละครที่ตนเล่น อย่างคริส แพรตต์ (Chris Ptatt) ใน Jurassic World (2015) เขาเลือกเฉพาะการเคลื่อนไหวของ “โลมา” ที่จะใช้หัวมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วมาใช้กับตัวละคร “โอเวน” นักฝึกไดโนเสาร์มือฉมัง หรือแอนโทนี ฮอปกินส์ (Anthony Hopkins) ใน Hannibal (2001) เขาก็ใช้ “แมงมุมทารันทูลา” กับ “จระเข้” มาสร้าง “ฮานนิบัล” ฆาตกรสุดโหด กับอีกตัวละครหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าจดจำของใครหลายคนในฐานะตัวตลกคลั่งอย่าง “เพนนีไวส์” ใน It (2017) และ It Chapter Two (2019) รับบทโดยบิลล์ สการ์สการ์ด (Bill Skarsgard) เขาก็ผสมสัตว์ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ลิง ไฮยีน่า และบาบูน ถ้าจำทั้งความหิวกระหายและการเคลื่อนไหวที่คาดเดาไม่ได้ นั่นล่ะเป็นผลพวงมากจากสัตว์เหล่านี้
It (2017) - In the Haunted House Scene
แต่เอาเข้าจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมมีสัญชาตญาณดิบหรือความเป็นสัตว์บางอย่างซุกซ่อนอยู่ในอุปนิสัยบางแง่มุมอยู่แล้ว คงจะเห็นจากคำเปรียบทำนอง “คนนี้ดูเหมือนแมว” “คนนี้มีเอเนอร์จีหมาโกลเด้น” ส่วนแบบฝึกการแสดง Animal Work ก็เป็นการนำสิ่งที่อาจซ่อนอยู่นั้น ออกมาใช้ประโยชน์เพื่อสื่อสารตัวละครให้มีเสน่ห์ที่สุดนั่นเอง
ที่มา : บทความ “8 Actors Who Use Animal Work to Construct Their Characters” โดย Jack Smart
บทความ “Animal Work in Acting” โดย Frazer Shepherdson
บทความ “Animal Work in Method Acting” โดย Anne Alexander-Sieder
บทความ “The Animal Exercise for Actor’s Character Development” จาก actorhub.co.uk
บทความ “The Cats Movie’s ‘Cat Movement Expert” Reveals the Secrets to Acting Feline” โดย Violet Kim
บทความ “WHAT IS METHOD ACTING?” จาก strasberg.edu
บทความ “Working With an Animal in Method Acting” โดย Glenn English
บทความ “ไปสวนสัตว์ ดู (สวนสัตว์)” โดย สายพิณ ศุพุทธมงคล จาก หนังสือ สิงสาราสัตว์: มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา สุดแดน วิสุทธิรักษ์ บรรณาธิการ (2560)
หนังสือ Advance Techniques for the Actor, Director, and Teacher. โดย Terry Schreiber and Mary Beth Barber (2005)
เรื่อง : บรรณรต แสงทอง