เกาะพยาม-เกาะเต่า จับมือค้าน ‘แลนด์บริดจ์-SEC’ #Saveอนาคต ผู้คน ทรัพยากร 2 ฝั่งทะเลไทย
ตัวแทนผู้ประกอบการเกาะพยาม-เกาะเต่า ย้ำ ไม่ปฏิเสธการพัฒนา แต่หวังการพัฒนาที่เคารพธรรมชาติ รับฟังเสียงคนในพื้นที่ คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว ชี้ ทะเล คือ บ้าน แหล่งอาหาร วิถีชีวิต และ อนาคตของผู้คน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ประกอบการเกาะพยาม จ.ระนอง และศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา (สจน.) ลงพื้นที่วัดเกาะเจริญสันติธรรม เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี จัดวงพูดคุยเรื่อง “เกาะเต่า กับ โครงการแลนด์บริดจ์” เพื่อรับฟังข้อมูล และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร และ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเกาะเต่า
จุฑารัตน์ เรืองแก้ว กลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เกาะพยาม ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง–ชุมพร อาจถูกมองว่าเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายชุมชนชายฝั่ง ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเครือข่ายอนุรักษ์ กลับกำลังตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล และอนาคตของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อันดามันและอ่าวไทย
หวั่นท่าเรือแลนด์บริดจ์ กระทบ ขุมทรัพย์ทะเลระนอง
ฝั่งจังหวัดระนอง โดยเฉพาะบริเวณใกล้เกาะพยาม มีแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึก การถมทะเลขนาดใหญ่ และโครงสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และพื้นที่ประมงพื้นบ้านที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของชุมชนชายฝั่ง
พื้นที่ ดอนตาแพ้ว ด้านหลังเกาะพยาม ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง” เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามอง เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำจำนวนมาก รวมถึงเป็นพื้นที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้านและชุมชนชาติพันธุ์มอแกน หากเกิดการขุดลอกร่องน้ำ การเดินเรือขนาดใหญ่ หรือการถมทะเล อาจทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
สำหรับเกาะพยาม ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ความสงบ และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ความเปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยตรง นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกเดินทางมาเกาะพยามเพราะต้องการทะเลที่เงียบสงบ ไม่มีเรือสินค้าและมลพิษทางอุตสาหกรรม หากเกิดท่าเรือน้ำลึกหรือเส้นทางเดินเรือขนาดใหญ่ อาจทำให้เสน่ห์ของเกาะลดลง และกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการท้องถิ่นทั้งระบบ
ผลสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังเกาะพยาม ยังสะท้อนว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว หากมีโครงการแลนด์บริดจ์และนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจริงก็อาจไม่กลับมาเที่ยวอีก
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : หายนะ! ท่องเที่ยวเกาะพยาม นทท.ต่างชาติ ยัน “ไม่กลับมาเที่ยวอีก” ถ้ามีท่าเรือน้ำลึก-แลนด์บริดจ์
ย้ำการพัฒนาต้องเคารพธรรมชาติ ฟังเสียงผู้คน
ส่วนในฝั่งจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ท่าเรืออีกด้านหนึ่ง ก็มีความกังวลเรื่องการถมทะเล การขุดร่องน้ำลึก และการเพิ่มขึ้นของเรือขนส่งสินค้าในอ่าวไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล แหล่งประมง และเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเลที่เชื่อมโยงไปยังเกาะต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน เกาะเต่า ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำระดับโลก และเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทะเล การจราจรทางเรือ และภาพรวมของทะเลอ่าวไทย หากเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตลอดแนวชายฝั่ง เพราะทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศล้วนเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด
“สิ่งที่หลายชุมชนกำลังเรียกร้อง จึงไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือการพัฒนาที่เคารพธรรมชาติ รับฟังเสียงของคนในพื้นที่ และคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว เพราะทะเลไม่ใช่เพียงพื้นที่เศรษฐกิจ หากแต่คือบ้าน แหล่งอาหาร วิถีชีวิต และอนาคตของผู้คนทั้งสองฝั่งทะเลไทย”
จุฑารัตน์ เรืองแก้ว
ขณะที่ สุรภี วังสีราช รองประธานชมรมครูสอนดำน้ำไทยเกาะเต่า บอกว่า ในนามตัวแทนชมรมครูสอนดำน้ำไทยเกาะเต่าและคนเกาะเต่า ได้แสดงเจตจำนงคัดค้านการสร้างแลนด์บริดจ์ เพราะมองเห็นความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในส่วนของอาชีพนักดำน้ำ
“เรากังวลว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งสัตว์ทะเลพืชทะเลที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลอ่าวไทยจากการถมทะเล จะมีปริมาณฝุ่นตะกอนที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ทัศนวิสัยใต้น้ำ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับนักดำน้ำ”
สุรภี วังสีราช
พร้อมทั้งมองว่า สภาพแวดล้อมของเกาะกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยการสัญจรของเรือขนส่งสินค้า ซึ่งอาจมีผลต่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของเกาะเต่า เหมือนการเปลี่ยนเกาะแห่งการอนุรักษ์ให้เป็นเกาะอุตสาหกรรม และมองเห็นถึงวิถีชีวิตชาวบ้านและชุมชนดั้งเดิมจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับความเป็นเมืองอุตสาหกรรม อาชีพประมงอาจสูญหายไปจากปริมาณสัตว์น้ำที่ลดน้อยลง
“ทางชมรมฯ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างกฎหมาย SEC เพราะเชื่อว่าธุรกิจท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดึงดูดชาวต่างชาติ ที่จะเข้ามาประเทศเราโดยไม่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรม ในนามตัวแทนกลุ่มชมรมครูสอนดำน้ำไทยเกาะเต่า และคนเกาะเต่าขอคัดค้านการก่อสร้างแลนด์บริดจ์เพราะความเสียหายทางระบบนิเวศวิทยาเราไม่คิดว่าคุ้มค่ากับการลงทุน”
สุรภี วังสีราช
เช่นเดียวกับ ด.ต. อภิเชษฐ ช่วยเกื้อ ผู้ประกอบการในพื้นที่เกาะเต่า และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เล็งเห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์ อาจมีประโยชน์น้อยในเชิงเศรษฐกิจโดยตรงต่อเกาะเต่า แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศทางทะเลและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของเกาะเต่า เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างแหลมริ่วอยู่ใกล้เคียง อาจทำให้ปะการังและสิ่งมีชีวิตทางทะเลเสียหาย ประโยชน์ที่อาจได้รับ ไม่แน่ชัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาจมีผลกระทบเชิงลบและความเสี่ยง ระบบนิเวศพังทลาย จากการถมทะเลทำท่าเรือน้ำลึก (แหลมริ่ว จ.ชุมพร)
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการังและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ซึ่งอาจลามไปถึงพื้นที่ใกล้เคียงและเกาะเต่าได้มลพิษทางทะเล ตะกอนจากการก่อสร้างและการปล่อยน้ำเสียจากเรือสินค้าขนาดใหญ่จะส่งผลให้คุณภาพน้ำลดลง ส่งผลต่อการดำน้ำและความใสของน้ำที่เป็นจุดขายของเกาะเต่าวิถีท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ความสมบูรณ์ของธรรมชาติลดลงอาจทำให้เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะเต่าลดลง
“พ.ร.บ. SEC แม้จะอยู่ในขั้นตอนการผลักดันและรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ยังมีข้อกังวลจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมและการใช้ที่ดิน เชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิชุมชนและการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และสิ่งแวดลกระทบสิ่งแวดล้อม เปิดทางให้แย่งยึดทรัพยากรชุมชน ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม และทำลายสิ่งแวดล้อมจากการร่างกฎหมายที่ถูกมองว่าสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้โครงการแลนด์บริดจ์โดยให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าคนในท้องถิ่น ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา โดยเฉพาะมิติด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โครงการขนาดใหญ่อาจส่งผลต่อการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภัยต่อผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่”
ด.ต. อภิเชษฐ ช่วยเกื้อ