5 ผลไม้ที่รวยไม่จริง ก็อาจจะซื้อกินไม่ได้
เมื่อใครสักคนถามเกี่ยวกับสินค้าหรือการซื้อของที่มีราคาสูงลิบ คำตอบแรก ๆ ที่เราอาจจะนึกขึ้นได้คงเป็นเสื้อผ้า นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนมหรืออาหารอันแสนเลิศรส และสินค้าอย่าง “ผลไม้” ก็มักจะไม่ถูกนึกขึ้นมาเป็นคำตอบในใจ แต่หารู้ไม่ว่าบนโลกนี้มีสินค้าผลไม้ชั้นสูงที่ถูกจัดให้เป็นสินค้า Ultra-Luxurious อยู่ด้วย เราจึงขอชวนมาชุ่มฉ่ำไปกับรสชาติของผลไม้หรูที่หากไม่รวยจริง ก็อาจจะซื้อกินไม่ได้…
1. “Bijin-Hime Strawberry” เจ้าหญิงสตรอว์เบอร์รีแสนสวย
สตรอว์เบอร์รีแสนสวย รูปลักษณ์ดูน่าอร่อยที่เราเคยเห็นกันในห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นผลไม้เกรดดีที่สุดเท่าที่เราจะเคยเห็นได้ แถมการซื้อรับประทานแต่ละครั้งก็อาจจะต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อยื่นแบงก์ห้าร้อยออกไปสำหรับการได้ลิ้มรสชาติผลไม้สีแดงหนึ่งกล่อง แต่สำหรับบางครั้งแล้ว กลับต้องใช้เงินถึงหลักหมื่นบาทเพื่อได้รับประทาน “สตรอว์เบอร์รีหนึ่งลูก”
“Bijin-Hime Strawberry” เป็นสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่า “Beautiful Princess” โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นสายพันธุ์ที่คุณภาพดีที่สุด และเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่ราคาสูงที่สุดในโลก เหตุก็เพราะกว่าจะเกิดเป็นสตรอว์เบอร์รีบิจิน-ฮิเมะขึ้นมาได้ เกษตรกรชาวญี่ปุ่นอย่างมิกิโอะ โอคุดะ (Mikio Okuda) ต้องใช้เวลากว่า 15 ปีในการเพาะสายพันธุ์นี้ขึ้นมาจนสำเร็จ เปรียบแล้วก็แทบจะกินเวลากว่าครึ่งชีวิตของใครหลายคน
สิ่งที่โอคุดะได้รับจากการลองผิดลองถูกอยู่ 15 ปีคือ ผลสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดที่มีขนาดพอ ๆ กับลูกเทนนิสสักลูก และแน่นไปด้วยเนื้อผลไม้ที่หวานฉ่ำไปทั้งลูก ต่างจากปกติที่สตรอว์เบอร์รียิ่งลูกใหญ่ความหวานจะยิ่งลดลง แต่ผลไม้ของเขากลับมีความหวานมากกว่าสตรอว์เบอร์รีขนาดปกติทั่วไปด้วยซ้ำ
แค่สตรอว์เบอร์รีขนาดเท่าลูกเทนนิส ถึงกับขายได้หลักหมื่นบาทเลยเหรอ… ถ้าว่ากันตามจริงแล้วเหตุผลที่ทำให้สตรอว์เบอร์รีมีราคาสูง คงเป็นเพราะความยากในการปลูกเสียมากกว่า โดยการปลูกจะต้องมีการผสมเกสรด้วยมือเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับประติมากรรมที่ต้องใช้ช่างฝีมือระดับอาจารย์เลย อีกทั้งยังต้องคัดปลูกเพียงแค่ดอกไม้ที่มี 8-9 กลีบจากปกติที่ใช้ดอกไม้ 6 กลีบ และด้วยความพิถีพิถันนี้ ทำให้ภายในหนึ่งปีจะมีผลผลิต Bijin-Hime Strawberry เพียงแค่ 500 ลูกเท่านั้น
แน่นอนว่าถ้าอยากจะลิ้มลองสตรอว์เบอร์รีล้ำค่านี้สักลูก ย้ำว่า “แค่เพียงสักหนึ่งลูก” คงต้องใช้เงินมากถึง 350-500 เหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 12,000-17,000 บาทกันทีเดียว ยิ่งถ้าต้องการซื้อทั้งกล่องก็อาจจะต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 4,000 เหรียญด้วยซ้ำไป หากใครที่คิดว่านี่คงเป็นเทรนด์ที่เดี๋ยวก็หมดไป หวังรอให้ราคาสตรอว์เบอร์รีถูกลง บอกเลยว่าอาจจะยากหน่อยเพราะธุรกิจนี้เกิดขึ้นและมีการซื้อขายกันมาเกือบ 50 ปีแล้ว
2. “Yubari King Melon” ราชาผลไม้ผู้ยิ่งใหญ่
หากเปรียบสตรอว์เบอร์รี่เป็นเจ้าหญิง ผลไม้นี้คงเป็นราชา เหมือนดังชื่อ “Yubari King Melon” แต่ราชาที่ว่าไม่ได้หมายความว่าเป็นเมล่อนที่มีขนาดใหญ่ แต่เป็นผลไม้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของตระกูลเมล่อน ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ รสชาติ และราคา เป็นผลไม้ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากเมืองยูบาริ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้เวลากว่าชั่วอายุคนถึงจะพัฒนาขึ้นมาเป็นราชาแห่งเมล่อนนี้ได้ และความยากในการดูแล ก็ทำให้เมล่อนสายพันธุ์นี้มีราคาสูงจนแทบจะซื้อบ้านสักหลังได้เลย
การปลูกเมล่อนเหล่านี้จะเลือกดอกที่ดีที่สุดเพียง 1 ดอกในการปลูก ทำให้ในหนึ่งเถาจะมีเมล่อนเพียงแค่ 1 ลูกเท่านั้น และจะตัดดอกอื่น ๆ ทิ้ง เพื่อให้รับสารอาหารได้เต็มที่มากที่สุดโดยไม่มีเมล่อนผลอื่นแย่ง ซึ่งเกษตรกรเองต้องมีการผสมเกสรด้วยมือ ดูแลด้วยมือ และเก็บเกี่ยวด้วยมือ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการปลูกแบบอุ้มชูดูแลเปรียบเสมือนเด็กทารกคนหนึ่ง เพราะเกษตรกรจะต้องใส่ถุงมือสีขาวตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผิวของเมล่อนเกิดรอยเสียหายและต้องคอยใช้มือนวดเพื่อความสวยงามของผลเมล่อนอีกด้วย
และความพิเศษที่สุดคือ ต่อให้นำเมล็ดพันธุ์นี้ไปปลูกที่อื่น ดูแลได้ดีเท่ากัน แต่ก็ไม่สามารถทำให้รสชาติของผลไม้นี้ออกมาได้ดีเท่ากับการปลูกที่เมืองยูบาริ เพราะ Yubari King Melon ปลูกด้วยเถ้าภูเขาไฟในดินของพื้นดินบนเกาะแห่งนี้ เป็นผลไม้ที่สามารถปลูกได้ในที่เดียวเท่านั้น หลายคนจึงพูดกันว่า เมื่อไม่ถูกปลูกที่ยูบาริ ยังไงแล้วก็ถือว่าไม่ใช่ Yubari King Melon
สำหรับการซื้อขายเมล่อน จะแบ่งเป็นตามเกรดของเมล่อนที่มีอยู่ 3 เกรด โดยใน 2 เกรดแรกสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายผลไม้พรีเมียม ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมารณ 200 เหรียญ หรือหลักหมื่นบาทไทย แต่สำหรับเมล่อนเกรดดีที่สุดอย่างเกรด Fuji ที่มีโอกาสพบเพียงแค่ 0.1% นั้น จะซื้อขายจากการการประมูลแทน ซึ่งการประมูลในปี 2019 เมล่อนหนึ่งคู่ถูกขายในราคา 45,000 เหรียญ หรือราว ๆ 1.6 ล้านบาท และถูกซื้อไปโดยบริษัท Pokka Sapporo Food & Beverage Ltd. เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองบริษัทนั่นเอง
แม้ปัจจุบันในช่วงหลังโควิด-19 ที่ผ่านมา ราคาของ Yubari King Melon จะได้ลดต่ำลง แต่ก็ยังคงเป็นราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้ยากอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่าเป็นคนทั่วไปที่มีเงินเหลือใช้สัก 20,000 เหรียญ ก็อาจจะซื้อเมล่อนสักคู่หนึ่งมาลองลิ้มชิมรสได้
3. “Miyazaki Mango” มะม่วงที่เปรียบดังไข่แห่งดวงอาทิตย์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีภาพจำเกี่ยวกับมะม่วงที่หน้าตาคลับคล้ายว่าเป็นผลไม้ทรงรี มีผิวสีเขียว และน่าจะเป็นผลไม้ราคาถูกที่สุดในบรรดาผลไม้ประเภทอื่นทั้งหมดบนแผงขายอีกด้วย แต่สำหรับบางประเทศนั้นกลับกัน เพราะมีมะม่วงอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่มีรูปทรงเรียวเหมือนไข่ และมีผิวสีแดงสวยราวกับสีของพระอาทิตย์
“Miyazaki Mango” เป็นผลไม้ที่อาจจะไม่ได้มีแค่ที่เดียวเหมือนกับเจ้าหญิงสตรอว์เบอร์รีหรือราชาเมล่อน เพราะโดยต้นกำเนิดของมะม่วงสายพันธุ์นี้ คือ มะม่วงเออร์วินที่ปลูกในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และบางพื้นที่ของประเทศอินเดีย
มะม่วงเออร์วินของทั้ง 2 ประเทศ สามารถทำราคาขายอยู่ที่ประมาณ 30 เหรียญต่อลูก หรือราว ๆ 1,000 บาท ที่ถือว่าเป็นราคาที่สูงมากแล้วสำหรับการซื้อมะม่วงสักลูกหนึ่ง…ก็ยังไม่มีใครสามารถทำราคาขายได้ดีเท่ากับประเทศญี่ปุ่น
จากมะม่วงเออร์วินกลายเป็นมิยาซากิ ก็เพราะเกษตรกรได้นำเข้ามะม่วงสายพันธุ์นี้มาพัฒนาและปลูกขึ้นในจังหวัดมิยาซากิ สิ่งที่ทำให้มะม่วงมิยาซากิของญี่ปุ่นแตกต่างจากพันธุ์อื่น ๆ คือขั้นตอนการเพาะปลูกที่พิถีพิถัน โดยมะม่วงแต่ละลูกได้รับการผสมเกสรด้วยมือ ทำให้สามารถควบคุมการผสมเกสรข้ามพันธุ์และพัฒนาลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีกว่าได้
ด้วยเหตุที่มะม่วงจะออกผลผลิตแค่ปีละ 1 ครั้ง ทำให้ไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า มะม่วงที่ผลิตมาจะสามารถขายได้ในราคาที่สูงคุ้มทุนกับต้นทุนที่เสียไปไหม และที่ผ่านมามีเพียงประมาณ 10% ของมะม่วงที่ปลูกในแต่ละปีเท่านั้นที่ได้มาตรฐานที่ดีที่สุด หากยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายคือ ในหนึ่งปีถ้าเราปลูกมะม่วงได้ 100 ลูก ก็อาจจะมีแค่ 10 ลูกเท่านั้นที่เป็นลูกที่ดีที่สุด
การได้รับประทาน Miyazaki Mango ที่ดีสุดจะเหมือนได้กินเยลลี่รสเลิศ เนื้อสัมผัสที่แทบจะละลายหายไปในปาก แถมยังเป็นมะม่วงที่มีปริมาณน้ำตาลสูงสุดอย่างน้อย 18% เรียกได้ว่าหวานฉ่ำเหมือนน้ำผึ้ง และมีน้ำหนักเกือบครึ่งกิโลกรัม โดยที่ผิวไม่ด่างและมีสีแดงสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะถือว่ามีคุณภาพสูงพอที่จะประมูลได้ราคาถึง 2,000-3,500 เหรียญต่อหนึ่งคู่ แม้ว่าราคาอาจจะไม่ได้แพงเทียบเท่ากับเมล่อน แต่ก็เป็นมะม่วงคู่ละ 70,000-120,000 บาทที่อาจไม่มีใครเคยซื้อหามากินมาก่อน แต่ถ้าหากใครไม่ต้องการที่จะได้มะม่วงมิยาซากิที่ดีที่สุด ก็สามารถหาซื้อในเกรดรองลงมาได้ตามร้านผลไม้ ในราคาลูกละ 50 เหรียญ หรือ 1,700 กว่าบาทเท่านั้นเอง…
4. “Ruby Roman Grapes” สูงสุดขององุ่นชั้นพรีเมียม
เดิมทีองุ่นเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีราคาสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะองุ่นชั้นพรีเมียมบางสายพันธุ์ที่มีราคาถึงหลักพันต่อพวงเสียด้วยซ้ำ แต่มีองุ่นชั้นพรีเมียมอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่นับว่าเป็นชั้นสูงสุดของความพรีเมียมนี้ ทั้งขึ้นชื่อเรื่องขนาดที่โดดเด่น สีแดงสะดุดตา และความหวานที่อยู่เหนือความธรรมดา อย่าง “Ruby Roman Grapes” จากจังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น
Ruby Roman Grapes เป็นสายพันธุ์ที่อยู่สูงสุดขององุ่นชั้นพรีเมียมที่ใช้เวลากว่า 14 ปีในการเพาะพันธุ์ กว่าจะได้ออกมาเป็นองุ่นพันธุ์นี้ เกษตรกรต้องปลูกองุ่นทดลองกว่า 400 ต้น แต่จะมีแค่ 4 ต้นที่โตขึ้นมาเป็นองุ่นแดง และมีเพียง 1 ต้นเท่านั้นที่เป็นไปตามมาตรฐานที่ดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากเป็นผลไม้ของประเทศญี่ปุ่นแล้ว การดูแลและคัดเลือกจะต้องพิถีพิถันมากกว่าปกติเสมอ จากที่ต้องคัดเลือกกันเป็นพวงก็เป็นการคัดเลือกกันเป็นลูก เพียงทีละลูกเท่านั้น
การคงคุณภาพให้ Ruby Roman Grapes อยู่ในระดับผลไม้พรีเมียม องุ่นแต่ละลูกต้องหนัก 30 กรัม และทั้งพวงต้องรวมกันมากกว่า 700 กรัม เปรียบเทียบคือต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าองุ่นทั่วไป 4 เท่า และต้องเป็นพวงองุ่นที่มีสีสันเท่ากัน สมบูรณ์เท่ากัน ฉะนั้นในแต่ละปีมีผลผลิตเพียง 24,000 ช่อเท่านั้น ทำให้เป็นผลไม้หายากและกลายเป็นองุ่นที่แพงที่สุดในโลกอย่างไม่น่าเชื่อ และในช่วงแรกที่เปิดตัวองุ่นสายพันธุ์นี้ การขายครั้งแรกสามารถทำราคาขายได้สูงถึงพวงละ 910 เหรียญ หรือราว 32,000 บาท และองุ่น Ruby Roman เกรดสูงสุดถูกประมูลซื้อไปในราคา 12,000 เหรียญ หรือ 400,000 กว่าบาท
ในปัจจุบันมีผลไม้พรีเมียมขึ้นมาเป็นตัวเลือกอีกมาก ทำให้ราคาขององุ่นสายพันธุ์นี้ไม่ได้สูงเท่ากับช่วงแรก ด้วยราคาที่ถูกลงนี้ก็อาจมีใครสักคนพอจะซื้อ Ruby Roman Grapes เกรดทั่วไป พวงละ 5,000 กว่าบาทมากินเล่นได้…หรือเปล่านะ
5. “Heligan Pineapple” สับปะรดหนึ่งเดียวในเมืองหนาว
ปิดท้ายกันด้วยผลไม้จากเมืองหนาวของอีกทวีปกันบ้าง นี่คือสับปะรดสายพันธุ์ที่เก่าแก่และหายากที่สุดในเกาะอังกฤษ ความพิเศษอาจไม่ได้เทียบเท่าผลไม้อื่น เช่น มีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ หรือ เนื้อผลไม้ที่หวานกว่าทั่วไป แต่กลับเป็นสับปะรดที่แพงที่สุดในโลก เพราะปลูกในสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดอย่างอังกฤษ
ในช่วงหนึ่งของอังกฤษผู้คนต้องการสับปะรดเป็นจำนวนมาก แต่ความยากของการปลูกอยู่ตรงที่สับปะรดนั้นเป็นผลไม้เมืองร้อนที่ต้องอาศัยสภาพอากาศในการเติบโต แต่ประเทศอังกฤษกลับเป็นเมืองหนาวที่มีอากาศเลขตัวเดียวเป็นเรื่องปกติ ทำให้การเพาะปลูกครั้งนี้ต้องรวมทีมเกษตรกรกว่า 15 คน และใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะเพาะ “Heligan Pineapple” ขึ้นมาได้
โดยชื่อสายพันธุ์ Heligan ที่ได้มา เพราะมีการปลูกที่สวนพฤกษศาสตร์ The Lost Gardens of Heligan ในคอร์นวอลล์ ความยากลำบากในการทำให้สับปะรดนี้โตขึ้นได้คือ เกษตรกรต้องคิดหาวิธีหลอกสับปะรดว่ากำลังอยู่ในพื้นดินที่อุ่นปกติ ฉะนั้นต้นทุนของการปลูกผลนี้ไม้จำเป็นต้องใช้เครื่องทำความร้อนในการสร้างอุณหภูมิ และใช้มูลสัตว์เป็นตัวสร้างความอบอุ่นในหลุมปลูกให้กับสับปะรด
คิดดูแล้วก็ดูเหมือนจะไม่เป็นเรื่องยากแค่ทำให้อากาศร้อนขึ้น แต่อย่าลืมว่าฤดูหนาวของอังกฤษนั้น อุณหภูมิมักจะเหลือแค่เลขตัวเดียวและแทบจะติดลบด้วยซ้ำ การที่เกษตรกรต้องทำให้โรงปลูกมีอุณหภูมิให้ได้เกือบ 30 องศานั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิดเลย และต้องดูแลนานกว่า 3 ปีถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สักหนึ่งรอบ ทำให้มีค่าใช้จ่ายถึง 1,000 ปอนด์หรือ 45,000 บาทในการปลูกสับปะรดหนึ่งลูก
ในที่สุดการปลูก Heligan Pineapple ก็เป็นที่สำเร็จและมีการวางขายในประเทศอังกฤษ โดยที่สับปะรดจากสวนนี้ถูกขายในการประมูลไปในราคาสูงถึง 6,000 ปอนด์ หรือราว 270,000 บาท ต่อลูก เป็นราคาขายสับปะรดที่สูงที่สุดจนเป็นสถิติโลก และถึงใน 10 ปีให้หลังจนปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาการปลูกได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่ราคาขายต่ำสุดของเจ้าสับปะรดสายพันธุ์นี้ก็ยังอยู่ที่ 1,000 ปอนด์ต่อลูกอยู่ดี หากใครในอังกฤษได้ซื้อ Heligan Pineapple มารับประทาน ก็เหมือนการประกาศสถานะทางสังคมไปในตัวได้เลย
(เครดิตภาพ) thetimes.co.uk
ที่มา : บทความ “The 10 Most Expensive Fruits In The World” โดย NINA DERWIN จาก www.delish.com
บทความ “Where to Find the Most Expensive Fruits from around the World” โดย PALLABI BOSE จาก www.prestigeonline.com
บทความ “Why These Japanese Strawberries Cost Almost $500 A Pop” โดย Amberly Mckee จาก www.mashed.com
บทความ “Japanese Strawberry Growing Secrets or Why They Cost $500 Per Piece” โดย Mr. Strawberry จาก strawberryplants.org
บทความ “Why is Yubari King Melon So Expensive? (Top 10 Reasons)” โดย Janet Jacobs จาก www.thecoldwire.com
บทความ “Why Are Yubari Melons So Expensive?” จาก fanaticallyfood.com
บทความ “What Makes Miyazaki Mangoes The Most Expensive Mangoes In The World” โดย Shireen Jamooji จาก www.slurrp.com
บทความ “Why Are Miyazaki Mangoes So Expensive?” จาก gambrick.com
บทความ “Ruby Roman Grapes” จาก minnetonkaorchards.com
บทความ “Juicy Ruby Roman Grapes: Most Expensive Yet Scarce” โดย John Kibuuka จาก www.youthinfarming.org
บทความ “The Story of the £10,000 Pineapple” จาก www.heligan.com
บทความ “Pineapple grown in horse manure 'worth £10,000'” จาก www.telegraph.co.uk
เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู