รู้จัก "ไวรัสนิปาห์" ระบาดอินเดีย ยืนยันผู้ป่วย 5 คนในเวสต์เบงกอล สั่งกักตัวอีกเกือบร้อย
วันนี้ (23 ม.ค.2569) The Independent รายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อินเดียกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ หลังยืนยันผู้ป่วยเพิ่มเป็น 5 คนในรัฐเวสต์เบงกอลทางตะวันออกของประเทศ พร้อมสั่งกักตัวเกือบ 100 คนในที่พักอาศัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย เจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยว่า ผู้ป่วยใหม่ 3 คนที่พบเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพิ่มจากผู้ป่วยเดิม 2 คน ซึ่งเป็นพยาบาลชายและหญิง ที่ทำงานประจำโรงพยาบาลเอกชนในบาราซัท ใกล้เมืองหลวงรัฐโกลกาตา
ผู้ป่วยทั้ง 5 คนได้รับการส่งรักษาอย่างเร่งด่วน โดยผู้ป่วยคนล่าสุดถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลโรคติดต่อในเขตเบเลกาตา ทางตะวันออกของโกลกาตา ขณะที่พยาบาล 2 รายเดิมยังคงพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ที่โรงพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากแผนกสาธารณสุขเวสต์เบงกอลแจ้งว่า อาการของพยาบาลชายมีแนวโน้มดีขึ้น แต่พยาบาลหญิงยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยทั้งคู่รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ (ICCU) อย่างใกล้ชิด
รู้จัก "ไวรัสนิปาห์"
ไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อโรคติดเชื้อที่แพร่จากสัตว์สู่คน หรือคนสู่สัตว์ตามธรรมชาติ ได้รับการจัดประเภทเป็นเชื้อก่อโรคสำคัญโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากมีศักยภาพในการก่อการระบาดใหญ่ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะทาง การติดเชื้อในมนุษย์เกิดขึ้นได้ยาก หากติด มักมาจากการสัมผัสโดยบังเอิญกับค้างคาวผลไม้ซึ่งเป็นพาหะหลัก โดยเฉพาะการบริโภคผลไม้ที่ปนเปื้อนด้วยของเหลวร่างกายของค้างคาว เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรือ เลือด
ราชีฟ จายาเดวาน อดีตประธานสมาคมการแพทย์อินเดีย กล่าวว่า ในพื้นที่ชนบทใกล้ป่ามีความเสี่ยงสูงที่เพิ่มโอกาสการติดต่อระหว่างมนุษย์และค้างคาวที่กำลังหาอาหาร
ไวรัสนิปาห์สามารถก่อให้เกิดอาการหลากหลายตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ คออักเสบ อาเจียน และอ่อนเพลีย ภายใน 3-14 วันหลังติดเชื้อ ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก สับสน สมองอักเสบ ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40-75 ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการรักษา การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือดหรือน้ำลายเพื่อหาแอนติบอดีหรือ RNA ของไวรัส โดยใช้เทคนิค RT-PCR ซึ่งต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการระดับสูงเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากไวรัสนี้ถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงโดยองค์การอนามัยโลก
ปัจจุบัน การรักษาโรคจากไวรัสนิปาห์ ยังคงเน้นการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การให้ออกซิเจนช่วยหายใจ การใช้ยาต้านชัก และการจัดการน้ำในร่างกาย ยังไม่มียาเฉพาะทางหรือวัคซีนที่ได้รับการรับรองสำหรับมนุษย์
อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยวัคซีนหลายตัวอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิก เช่น mRNA vaccine ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Moderna และวัคซีนจากเวกเตอร์ไวรัส โดยองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานระหว่างประเทศกำลังเร่งพัฒนาเพื่อรับมือการระบาดในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะพร้อมใช้งานในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากผลทดลองเป็นไปตามแผน
สถานการณ์ล่าสุดในอินเดียและภูมิภาคเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการป้องกันระยะยาว โดยตั้งแต่ปี 2561 มีรายงานการระบาดซ้ำในรัฐเกรละและเวสต์เบงกอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 100 คน คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกคือ การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงใกล้ป่าและฟาร์มหมู ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากต้นมะพร้าวดิบหรือกินผลไม้ที่อาจปนเปื้อน สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับบุคลากรสาธารณสุข และรายงานอาการผิดปกติทันทีเพื่อจำกัดวงการแพร่
นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียได้เพิ่มงบประมาณสำหรับระบบเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ Nipah ก้าวสู่การระบาดใหญ่ระดับโลก
อินเดียเผชิญกับการระบาดของ Nipah ทุกปี โดยเฉพาะในรัฐเกรละทางใต้ที่ไวรัสนี้ปรากฏครั้งแรกในปี 2561 และเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของผู้คนนับสิบราย ไวรัส Nipah ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2541 จากการระบาดในหมูที่เลี้ยงในมาเลเซียและสิงคโปร์ สามารถแพร่ข้ามสายพันธุ์ผ่านของเหลวร่างกายของสัตว์ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวและหมู
และมีบันทึกกรณีการแพร่จากมนุษย์สู่มนุษย์บางราย นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าไวรัสนิปาห์ อาจมีอยู่ในค้างคาวมานับพันปี และกลัวว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่แพร่กระจายสูงจะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ดิบในพื้นที่เสี่ยง และเฝ้าระวังอาการไข้เฉียบพลัน โดยเจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกลาม
ขณะที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้ยกระดับการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จากสถานการณ์ระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ โดยเร่งประสานงานกับเครือข่าย One Health ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายประชาชน การตรวจคัดกรองนักเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง และเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังในจุดนำเข้าอย่างสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
นอกจากนี้ กรมยังย้ำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวผลไม้และผลไม้ดิบจากพื้นที่ชนบทใกล้ป่า
อ่านข่าวอื่น :
ชาวบ้านค้านตัดต้นไม้ใหญ่ ริมคลองแสนแสบ กทม.
สภาทนายความฯ เผย “ทนายแก้ว” ยื่นลาออกจากคณะกรรมการชุดย่อย
"ทิม-พิธา" มาแล้ว ตัวช่วย ปชน.โค้งสุดท้าย