โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘แก้เหลื่อมล้ำ’ นโยบายขายดี! 5 พรรคการเมือง ทุ่มซื้อเยอะสุด ใน Policy Market Place

Thai PBS

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ย้อนดูบทสรุป จาก 80 นโยบาย Policy Watch Connect 2026 สู่กิจกรรมส่งท้าย ตลาดนัดนโยบาย ตัวแทน 5 พรรคเห็นพ้อง ‘ความมั่นคงทางรายได้ผู้สูงอายุ-เพิ่มเบี้ย-จ้างงาน’ นโยบายสุดสำคัญ ชี้ กระบวนการตลาดนัดนโยบายมีประโยชน์ นำเสนอดี ฉีกกรอบ ช่วยให้เห็นข้อมูล ปัญหา และความต้องการจริงของผู้คน ย้ำ การมีส่วนร่วมประชาชน ต้องได้ไปต่อ เดินหน้าช่วยแก้วิกฤตประเทศ

ภายหลังเปิดพื้นที่รัฐสภาให้ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันแสดงความเห็น เสนอมุมมอง และร่วมกันออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศ มาตลอด 12 วัน Policy Watch Connect 2026 ก็เดินทางมาจนถึงวันสุดท้าย (22 ม.ค. 69) โดยมีอีกกระบวนการสำคัญปิดท้าย คือ Policy Market Place ตลาดนัดนโยบายที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนพรรคการเข้ามาเลือกซื้อหานโยบายที่ขายโดยประชาชน

โดยตัวแทน 5 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมประกอบไปด้วย กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย, การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์, เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม

5 ตัวแทนพรรคการเมือง รับข้อเสนอนโยบายที่ได้จากงาน Policy Watch Connect 2026 (22 ม.ค. 69)

โดยตัวแทนพรรคการเมืองได้รับ ข้อเสนอนโยบายจากภาคประชาชน ที่ผ่านการกลั่นกรองจาก 12 เวที Policy Forum ตลอดช่วงของการจัดงานที่รวบรวมเอา 80 นโยบายสำคัญที่ภาคประชาชนเห็นพ้องกันว่าจะนำพาไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤตประเทศ

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ย้ำอีกครั้งว่า Policy Watch Connect 2026 มีจุดเริ่มต้นจากที่คุยกันว่าจะ “จัดนิทรรศการคนจนเมืองที่สระมรกต” แต่พัฒนาสู่งานเสวนา 12 วง ต่อเนื่อง 10 วัน ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ในช่วงที่วาระสำคัญของการเลือกตั้งกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

โดยความตั้งใจของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา รวมถึงองค์กรร่วมจัดงานต่าง ๆ อยากเปลี่ยนพื้นที่รัฐสภาที่ใช้ตัดสินใจเดินหน้านโยบายต่าง ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ของประชาชนเพื่อริเริ่มคิดนโยบายสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของตัวเอง ซึ่งเริ่มจากประชาชนเสนอให้ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำนโยบายจากประชาชนไปสู่การปฏิบัติ

“ครั้งนี้จะเป็นเวที เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเป็นพระเอก แล้วก็จะมานำเสนอให้ฝ่ายการเมืองรับฟัง จึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้รับฟังข้อเสนอจากประชาชนรวม 80 ข้อเสนอ ผ่านการเสวนาตลอด 10 วันที่ผ่านมา ฝากทางว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟังข้อเสนอของประชาชน ดูว่าข้อเสนอไหนน่าสนใจ ข้อเสนอไหนที่จะมาเติมช่องว่างนโยบายที่ตัวเองทำอยู่ และฝากผลักดันข้อสเนอของประชาชนด้วย”

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

ในฐานะตัวแทนจาก 12 เวที Policy Forum กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ได้ย้ำถึงบทสรุปของการสังเคราะห์ข้อเสนอ นโยบายจากภาคประชาชน ซึ่งนโยบายสาธารณะของภาคประชาชนนี้ไม่ได้เพิ่งมาพูดคุยกันเพียง 12 วันของการจัดงาน แต่ทั้งหมดล้วนมาจากประสบการณ์ชีวิต บทเรียนของผู้คน ที่ถูกกลั่นออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ปัญญารวมหมู่ ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ออกแบบมาจากผู้เชี่ยวชาญจากข้างบนลงมาข้างล่าง แต่คือเรียงร้อยจากชีวิตผู้คนเข้าหากัน และตอบโจทย์กับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่สังคมไทยต้องผชิญ

“ประสบการณ์ที่มาร้อยเรียงกันเป็นปัญญารวมหมู่ หรือความหวังร่วมกัน เราอยากเห็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ ทั้งหมดจึงเป็นข้อเสนอที่เน้นไปที่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน เราเคยมีนโยบายที่เน้นความปลอดภัย ซึ่งรัฐไทยมีมาตลอด คำถามคือนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสิ่งที่เราแลกคืออะไร มีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปจำนวนมาก มีนโยบายมากที่เราอยากแข่งขันทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตของ GDP สร้างการสั่งสมทุน แต่สิ่งที่เสียหรือราคาที่ต้องจ่ายคือ ความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรม”

กฤษฎา บุญชัย

ตัวแทนภาคประชาชน ยังย้ำถึงสิ่งที่ภาคประชาชนช่วยกันสังเคราะห์มาจาก 12 Forum นั้น เป็นนโยบายที่อยู่บนฐานคิดและสิทธิความเป็นธรรม เพราะเรามีบทเรียนที่เห็นได้ว่า ถ้าเราเริ่มต้นจากสิทธิและความเป็นธรรม จะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยได้ ถ้าเราตั้งต้นจากสิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจที่แข็งแรงก็จะเกิดขึ้นได้ สิ่งนี้คือจุดตั้งต้นของทุก Forum ที่สังเคราะห์มา หรือเรียกว่า ทฤษฎีของการเปลี่ยนแปลง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้าง

จากปัญหาที่เผชิญในปัจจุบัน ไม่ว่าคุยเรื่องสิ่งแวดล้อม, สุขภาพ, สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำ, เศรษฐกิจ, การเมือง ฯลฯ ภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

  • เน้นไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของประชาชนข้างล่าง ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะเปลี่ยนผ่าน หรือระยะยาวก็ตาม จะต้องก้าวข้ามไปมากกว่านโยบายประชาชนิยมชั่วคราว หาทางทำให้คนข้างล่างแข็งแรง ให้มีภูมิคุ้มกันในชีวิต ความสามารถที่จะปรับตัวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม หรือสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ดังนั้น ความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ และอื่น ๆ เราอยากเห็นนโยบายที่พุ่งเป้าไปที่การสร้างความเข้มแข็ง

  • นโยบายต้องอยู่บนฐานสิทธิของประชาชน รวมทั้งสิทธิของธรรมชาติด้วย ประเด็นนี้ภาคประชาชนที่ทำงานไม่ว่าจะทำงานด้านไหนก็ตาม เราไม่เคยแบ่งหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ที่มีระบบสวัสดิการ หรือสิทธิการศึกษา ฯลฯ เป็นฐานที่เราอยากจะเห็นความชัดเจน แข็งแรง และโยงไปสู่วิกฤตของโลกอย่าง การเปลี่ยนแปลงจของสภาภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอื่น ๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเราคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม เราจะมองแค่มนุษย์เป็นส่วนกลางไม่พอ ก้าวต่อไปที่อยากจะเห็นคือสิทธิของธรรมชาติ ควบคู่ไปกับสิทธิของมนุษย์ และสิทธิของชุมชนด้วย

  • อยากเห็นระบบธรรมาภิบาลเกิดขึ้น ธรรมาภิบาลที่สร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นธรรม สามารถมีความพร้อมรับผิดชอบที่แตกต่าง ใครสร้างผลกระทบเยอะก็ต้องมีความรับผิดชอบมาก

“ทั้งหมดนี้ทุกฝ่ายจึงอยากเห็นข้อเสนอนโยบายจะนำไปสู่การพลิกโฉมอนาคต สิ่งที่เราพูดจึงไม่ใช่ข้อเสนอระยะสั้นที่จะทำเพียง 1 – 2 ปี แต่จะนำไปเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป โดยการพลิกโฉมอนาคตที่เราอยากจะเห็นคือ คนรุ่นหลังมีสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี แม้กระทั่งสิทธิการตาย อยากเห็นเรื่องของสวัสดิการถ้วนหน้าทั้งระบบ สิทธิในการกระทรัพยากร โอกาส งบประมาณ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำให้ได้ การเมืองที่มีธรรมาธิปไตย จัดการเรื่องสิทธิต่าง ๆ ได้ และเป็นสิทธิที่ชีวิตผู้คนมีความหล่กหลาย ทั้งเพศ ชาติพันธุ์ เราต้องรองรับความหลากหลายเหล่านี้ ทั้งหมดนี้ คืออนาคตที่เราอยากจะพลิกโฉมไปสู่ตรงนั้น สิทธิที่ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทั้งกระบวนการยุติธรรม นโยบาย กฎหมาย ฯลฯ”

กฤษฎา บุญชัย

กฤษฎา ยังสะท้อนด้วยว่า ในคอขวดเราต้องแก้ปัญหาโครงสร้างให้ได้ ซึ่งโครงสร้างสำคัญคือรัฐธรรมนูญ ประชาชนเห็นตรงกันว่าเราต้องเปลี่ยน ต้องสร้างรัฐธรรมนูญใหม่โดยชุมชน ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว และรัฐธรรมนูญนั้นต้องอยู่บนฐานของการปฏิรูปโครงสร้าง ให้เกิดนิติรัฐ หรือนิติธรรมขึ้นมา และเป็นรัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจ ลดความเหลื่อมล้ำ และทั้งร้อยเรียงฐานสิทธิของประชาชน นี่คือแก่นสำคัญ

“เราไม่ได้เพียงเสนอนโยบาย เช็กลิสต์หรือให้ช้อปปิ้งสั้น ๆ แต่มาพร้อมแนวคิดที่เราจะผลักดัน และภาคประชาชนต้องติดตามและขับเคลื่อนเพื่อให้สิ่งเหล่านี้บรรลุผล เราไม่ได้เป็นผู้รอนโยบาย แต่เราผู้ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนประเทศนี้ไปด้วยกัน”

กฤษฎา บุญชัย

จากนั้นมาถึงช่วงเวลาสำคัญ กับการเปิดโอกาสให้ตัวแทนทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้เลือกตัดสินใจซื้อหานโยบายจากประชาชนในกิจกรรม Policy Market Place ตลาดที่พรรคการเมืองไม่ใช่มาแค่ดีเบต แต่ต้องเป็นฝ่ายมาเลือกซื้อนโยบายไปทำจริง ผ่าน 5 ร้านค้าที่รวมเอาวิกฤตทางรอดของไทยไว้ครบทุกมิติ ประกอบด้วย

  • ร้านน้องจ๊ะ คอฟฟี่ : เมนูข้อเสนอนโยบายแก้ปัญหาการเมืองและการมีส่วนร่วม

  • ร้านสมคิด โชห่วย : เมนูข้อเสนอนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

  • ร้านป้าลี ผักสด : เมนูข้อเสนอนโยบายแก้ปัญหาประชากรและระบบสุขภาพ

  • ร้านเจ๊พร ดอกไม้สด : เมนูข้อเสนอนโยบายแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ

  • ร้านเฮียชัยขายเส้น : เมนูข้อเสนอนโยบายแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐ

พร้อมด้วยกติกา คือ ตัวแทนทั้ง 5 พรรคการเมือง จะมี 20 Tokens ในมือ เพื่อเลือกช็อปนโยบายที่โดนใจที่สุด จาก 5 ร้านดังกล่าว ภายในเวลาตัดสินใจแค่เพียงร้านละ 10 นาที และจะวนไปแบบนี้จนครบ เพื่อให้ทุกพรรคได้เข้าไปเลือกซื้อนโยบายจากทุกร้าน

บทสรุปของการช็อปนโยบาย ปรากฎว่า นโยบายที่ได้รับความสนใจและพรรคการเมืองซื้อเยอะที่สุด คือ นโยบายเรื่องการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ, การเพิ่มเบี้ย-การจ้างงาน, ผู้ดูแลคนพิการ ที่มี 4 จาก 5 พรรคการเมืองซื้อนโยบายนี้ ซึ่งอยู่ในหมวดเรื่องความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการ

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งให้คะแนนกับนโยบายด้านความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ถึง 7 คะแนน ยอมรับว่า หมดเหรียญ Tokens ไปกับปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหนึ่งในความเหลื่อมล้ำที่ชอบและมองว่าโดดเด่นมาก คือเรื่องของนโยบายการศึกษา

“ดูแล้วอมยิ้มเพราะเขาพูดเรื่องที่จบมาจะต้องตรงกับงานและเอาไปใช้งานได้ พูดถึงเรื่องของการศึกษาฐานสมรรถนะ คือไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องของวิชาการแต่ดูด้านอื่นประกอบด้วย”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ทั้งนี้ยังมีข้อสังเกตถึงระบบการศึกษาประเด็น “o-net เอาไว้ทำไม ?” เนื่องจากมองเห็นถึงปัญหาของการทดสอบนี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทดสอบระบบนี้กับทุกคน ซึ่งสิ่งนี้อาจทำให้ไม่ได้ค่าเฉลี่ยตรงกลาง

“ตลาดนโยบายนี้ นำเสนอดีมาก
เน้นความหลากหลายทางการศึกษา ผมว่าเป็นการฉีกกรอบ”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

เขายังย้ำว่า เรื่องที่เลือกตรงกันกับหลายพรรคคือเรื่องของผู้สูงอายุ โดยมองไปที่เบี้ยยังชีพ 1,500 บาท ผู้พิการก็มองไปที่ 1,500 บาท ซึ่งมองว่านี่คือสิ่งจำเป็นที่ต้องดูแล และใช้งบประมาณในส่วนนี้สำหรับสังคมไทย

อีกทั้งยังเน้นย้ำว่าสนใจนโยบายเรื่องการศึกษา แต่แปลกที่ว่าประเด็นการศึกษาเวลาหาเสียง หรือพูดในที่สาธารณะแล้วคนไม่ค่อยฟัง แม้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการศึกษาที่จบมาแล้วได้ใช้จริง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในหลักสูตรปกติ อีกหนึ่งเรื่องที่ชอบมาก คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย รวมถึงนโยบายด้านการเมืองและการมีส่วนร่วม

ส่วนนโยบายที่ไม่ได้เลือก คือ การมีส่วนร่วม เพราะไปถูกใจเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาพูดถึงเรื่องของ EIA เนื่องจากว่าที่ผ่านมาเวลามีการรับฟัง ประชาพิจารณ์เพื่อทำ EIA แม้จะมีเสียงคัดค้านการสร้างโครงการ ก็ยังพบว่า ท้ายที่สุดก็ยังสร้างโรงงานเหมือนเดิม

“ความจริงแล้วไม่ใช่แค่การฟังประชาพิจารณ์ แต่ต้องมากกว่านั้น ซึ่งในหมวดนี้ข้อเสนอชัดว่าเอาตาม EIA ตามชาวบ้านเป็นหลัก ไม่ใช่ฟัง รู้ปัญหา แต่จะเอาเหมือนเดิม จึงสนใจประเด็นนี้ที่ชัดเจน และ ฟังความคิดเห็นของชาวบ้านที่เข้มขึ้น”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน มองว่า เรื่องการเมืองเป็นหัวใจสำคัญ เพียงแต่ไม่ได้ตีความว่า เหรียญ Tokens ที่เอาไว้ซื้อนโยบายคือเงิน แต่ตีความว่า เหรียญคือความสำคัญ ว่าจะให้น้ำหนักกับการทำเรื่องไหน ก็เลยอาจจะเลือกหลาย ๆเรื่องกระจายกันออกไป ซึ่งมีหลายเรื่องน่าสนใจ

โดยนโยบายที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ รัฐธรรมนูญเป็นสิทธิของทุกคนได้จริง เพราะมีคำว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และต้องให้ความยุติธรรมระหว่างรุ่น เป็นความน่าสนใจมาก เพราะโดยส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงความยุติธรรมระหว่างรุ่นมักจะพูดถึงเรื่องภาษี ภาระงบประมาณ แต่นี่เป็นการตีความยุติธรรมระหว่างรุ่น เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงขอรับเป็นโจทย์ไปเป็นภารกิจที่ต้องทำให้ได้ และจะนำไปใช้ในการตีความเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะระมัดระวังเรื่องการใช้ทรัพยากรของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ไปทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับคนรุ่นอนาคต เราจะเขียนอย่างไรในรัฐรรมนูญ

เดชรัต ยังชี้ว่า วันนี้อาจโฟกัสที่การเลือกนโยบาย ที่ประทับใจไม่ใช่นโยบายทั้ง 20 แต่คือกระดาน 10 กระดาน ที่ต้องทำทุก ๆ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน แล้วมันจะเกิดขึ้นจริง ถ้าพวกเราทุกคนไม่สามารถร่วมมือกันได้ดีในสภาฯ และวุฒิสภา รวมทั้งผู้ที่เป็นรัฐบาล และประชาชน ในระหว่างก่อนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราอาจจะโฟกัสที่ว่าจะเลือกอะไร แต่ในอนาคตหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สิ่งที่ท้ายทายมากกว่าการเลือก คือเราจะร่วมมือกันได้อย่างไร เพื่อให้สิ่งที่เราเลือกเกิดขึ้นจริง

“การเลือกในวันนี้เราเลือกภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด คือคนละ 20 เหรียญ แต่ถ้าวันข้างหน้าเราจะเปลี่ยน 10 กระดานให้เป็นจริง 20 เหรียญนี้ไม่พอ จริง ๆ ทุกร้านมีเหรียญของตัวเองอยู่ ถ้าเรามาช่วยกัน ระดมทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่เหรียญที่เรามี ย้ำว่า สิ่งที่ท้าทายสังคมไทยที่สุดไม่ใช่การเลือก แต่การเลือกยังสำคัญ แต่สิ่งที่ท้าทายเราที่สุด คือ เราจะร่วมกันอย่างไรในสิ่งที่เราเลือก

เดชรัต สุขกำเนิด

การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์

การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญกับเรื่อง การเปิดข้อมูล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่เรื่องของฟอกเงิน ทุนเทา รัฐไม่คอรัปชั่น แล้วก็ในแนวคิดเดียวกันนี้ ที่สามารถเอามาต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของภาครัฐในการลงทุนช ดูว่ารัฐลงทุนมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ในคอนเซ็ป Open Data มันอาจจะเป็นเดต้าคนละส่วน ก็จะใช้ประโยชน์ อย่างเช่น ระบบสุขภาพ สาธารณสุข ไปจนถึงในเรื่องของการบริหารภัยพิบัติ ก็เพราะว่ามีทั้งสองด้านในเรื่องของความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม เรื่องของการป้องกันในอนาคต และที่สำคัญการป้องกันความเสียหายในปัจจุบันด้วย

เมื่อถามถึงว่าจะทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้อย่างไร ? การดี มีคำตอบว่า หากต้องเลือกอยากทำทุกอย่าง การทำงานจริงไม่ได้อยู่แค่การเมืองอย่างเดียว ต้องหมายรวมกับภาคประชาชนด้วย

“วันนี้เรามีโอกาสได้เจอกันแล้ว เราคิดว่าหลายอย่างมันเกิดขึ้นจากมันเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของผู้คน ของคนที่อยู่ในการเมืองที่เราอาสามาทำที่นี่ เราอาจจะไม่ได้ต้องการดิริเวอร์นโยบายเพื่อที่จะบอกว่าทำเสร็จแล้ว ทำได้แล้วในระยะสั้น แต่จริง ๆ เราอยากจะมานั่งมองร่วมกันว่าในอนาคตของลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร”

การดี เลียวไพโรจน์

พร้อมทั้งให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อยากจะเพิ่มร้านค้าเป็นกลุ่มที่ 6 ที่จะพูดถึงว่าในอนาคตผู้ใหญ่รับผิดชอบ และให้สัญญาว่าจะไม่ปล้นอนาคตของลูกหลาน ประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม

ส่วน น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม ชอบที่สุดคือร้าน สมคิดโชว์ห่วย โดยซื้อเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ เพราะมองว่า รากฐานของประเทศโดยเฉพาะทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดของประเทศ คือลูกหลาน หรือเยาวชน ฉะนั้น เรื่องการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เชื่อว่าหากเยาวชนได้ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และทันต่อโลก ก็จะเป็นต้นทุนสำคัญให้กับประเทศ

โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เราพูดถึง Global Citizen จะเห็นว่าเพื่อนบ้านเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย ซึ่งภาพในวันนี้ที่อยากเห็นคือลูกหลานของเราเติบโตอย่างแข็งแรงในประเทศไทยและไม่ต้องไปหากินที่ต่างประเทศ ถ้าเราไม่พัฒนาต้นทุนมนุษย์ สุดท้ายปลายทางเราจะเติบโตไม่ทันเขา เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

อีกเรื่อง คือ ความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ เป็นหัวใจสำคัญโดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการปรับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะนำไปสู่การคุ้มครองคนทุกกลุ่ม มีการคุ้มครองคนทุกกลุ่ม ซึ่งถ้าตรงนี้เป็นโจทย์ เป็นกติกาของประเทศเอาไว้เรียบร้อยทุกอย่างก็จะขับเคลื่อน

“จะทำนโยบายนี้ให้เป็นจริง ต้องพัฒนามนุษย์ตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ศักยภาพเต็มที่ โดยจะหยิบเรื่องการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ขึ้นมา เพราะมองว่าเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งการศึกษาฐานสมรรถนะ จะเป็นทิศทางสำคัญที่ทำให้เยาวชนมีความชัดเจน ว่าถ้าจะเติบโตจะชอบเรื่องไหน เก่งเรื่องไหน หรือตัวของเด็กเติบโตไปแล้วมีความรู้ในการทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความแข็งแรง เป็นคนที่มีพลังในอนาคต”

น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ส่วนนโยบายการส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล พอมีความชัดเจนแล้วว่า เด็กมีความสนใจอะไร เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว เขาสามารถจะเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นได้เลย ก็จะทำให้เราสร้างคนที่มีทักษะขั้นสูง ซึ่งครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะวิชาเรียน ฉะนั้น เราจะได้ต้นทุนมนุษย์ที่มีราคาสูง และสุดท้ายเราต้องปฏิรูประบบแรงงานและทักษะ

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย

ปิดท้ายที่ กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย ยอมรับเลยว่า เลือกยากมากเนื่องจากชอบทุกนโยบาย แต่ด้วย DNA ของเพื่อไทยจึงเลือกมองที่เรื่องการสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเป็นนโยบายที่ให้เหรียญเยอะที่สุด

“เราเชื่อในประชาธิปไตยที่กินได้และสร้างคุณภาพชีวิต ประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนผมคิดว่ารากฐานที่สำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อย่างที่เราพูดกันมาโดยตลอด”

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

พร้อมระบุว่า เมื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนดีแล้วเขาจะมีพื้นที่ ที่สามารถใช้เพื่อยกระดับตัวเองในทุก ๆ ด้าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม จึงอยากให้ประชาชนมีความมั่นคงทางรายได้และชีวิต

สำหรับนโยบายที่ กฤดิกร เลือกเยอะที่สุด คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการ มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ถ้าไม่สามารถหาทางให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างฐานที่มั่นคงเพื่อให้ผู้สูงวัยกลับมากล้าฝันได้อีกครั้งนึง ไม่มีทางที่ประเทศจะโตได้ เช่นกันกับผู้พิการซึ่งนับว่าเป็นจำนวนประชากรที่เยอะในประเทศไทย

“เพื่อไทย มีนโยบายที่สำคัญมากคือ Universal Design บริการต่างๆที่ผ่านมาผู้พิการไม่สามารถเข้าถึงได้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาชีพ สุดท้ายก็กลับมาที่เรื่อง การสร้างชีวิตที่มั่นคง โดยที่เขาสามารถมีรากฐานที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐตลอดเวลา”

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

หลังจากนั้นตัวแทนพรรคการเมือง ยังมีโอกาสแสดงทัศนะ มุมมองต่อเรื่องการนำนโยบายที่เลือกไปสู่การขับเคลื่อน ปฏิบัติจริง ในช่วงถามตอบ โดยแต่ละพรรคจะต้องสุ่มเลือกคำถาม

พรรคกล้าธรรม สุ่มเลือกได้คำถามข้อที่ 1 :

พรรคของท่านจะมีกลไกรูปธรรมใดที่ทำให้ประชาชนร่วมตัดสินใจนโยบายได้จริงตั้งแต่ต้นทางไม่ใช่แค่รับฟังหลังเลือกตั้ง ?

น.อ. อนุดิษฐ์ มีคำตอบเรื่องนี้ว่า พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ฉะนั้น ต้นทุนจะทำให้ประชาชนไว้ใจ เชื่อใจ รัก แล้วก็เลือกยากมาก เราจึงรวบรวมคนที่มี DNA คล้ายกัน คือคนที่ลงพื้นที่ เพื่อไปสัมผัสกับปัญหาของพี่น้องประชาชน

กลไกสำคัญ คือกล้าธรรมมีผู้ปฏิบัติทางการเมือง เราส่งผู้สมัครเกือบ 400 เขต เราหย่อนเมล็ดพันธุ์ของคนกล้าธรรมไปโตในแต่ละพื้นที่ วันนี้เราจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ต้องยอมรับในแต่ละเขตมีปัญหาที่ต่างกัน ฉะนั้น การที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สำคัญที่สุดคือตัวแทนพรรคการเมืองที่จะลงไปสัมผัสปัญหา แล้วนำมาเป็นจุดเริ่มตั้น โดยพรรคกล้าธรรมจะใช้ความรู้ ประสบการณ์ กลไกทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ในการนำสิ่งเหล่านั้นมาสู่แนวทางในการจัดการปัญหาต่อไป

“เชื่อว่าพรรคมีบุคลากรสำคัญในพรรค ซึ่งมีความรู้ มีประสบการณ์แตกต่างกัน ส่วนตัวมีความรู้ ความเข้าใจ ความมั่นคง มีความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นทีมยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรม ในการรับและฟังปัญหาทั้งหลาย นำมาสู่การกำหนดนโยบายที่จะนำไปตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาในประชาชนได้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้”

น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

พรรคประชาธิปัตย์ คำถามข้อที่ 2

พรรคของท่านจะออกแบบกลไกใด ในการแบ่งปันอำนาจ และกระจายทรัพยากร งบประมาณ ให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ?

การดี ตอบประเด็นนี้ว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ออกแบบอย่างระมัดระวัง ข้อที่ 1 ต้องตอบจุดเจ็บและโอกาสของคนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด เรียนหนังสือ ทำงานแล้วก็เกษียน ที่สำคัญให้ความมั่นใจในการคิดถึงงบประมาณที่ไม่ได้ลำบากกับภาษีพวกเราทุกคน สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เสียภาษีมากเกินไป

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญว่ากลไกนั้นคืออะไร โดยได้ตัวอย่างประเด็นที่ 1 ก่อน ประชาธิปัตย์เน้นนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” เราจะหายจนได้ในลักษณะแบบนี้ ข้อที่ 1 เราจะลดค่าใช้จ่าย

ข้อที่ 2 เพิ่มรายได้ ยกตัวอย่างการลดค่าใช้จ่ายประจำวันของทุกคน เช่น ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า และมีการพูดถึงการจะเชื่อมไปถึงการใช้อาเซียนเกรด แทนที่เราจะใช้งบประมาณของภาษี

“เราเน้นการใช้พลังงานสะอาดจากต่างประเทศ ปรับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพลังงานสะอาด สามารถส่งต่อไปในต่างประเทศอื่นได้ เพราะฉะนั้นแนวคิดในการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นกลไกที่เราจะสามารถทำได้ ไม่เพียงเฉพาะภายในประเทศ แต่หมายถึงกลไกที่อยู่ในภูมิภาคที่จะเริ่มทำ”

การดี เลียวไพโรจน์

นอกจากนี้ การดี ยังระบุถึง ประเด็นที่ 2 ว่าในยุคดิจิทัล การเข้าถึงบริการดิจิทัลในราคาที่ถูก เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถได้ใช้ต่อยอดได้ วิธีคิดก็คือว่าเรามีการลงทุนด้านเดต้าเซนเตอร์ที่สนใจที่จะมาร่วมลงทุนที่นี่ การที่จะส่งงบประมาณไปเท่านั้นมันคงจะไม่ถูกต้องนัก

ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ คือการที่ฝึกงาน หรือฝึกคนในประเทศให้ตอบโจทย์ในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ หรือ 2 ที่เราจะสามารถใช้ฟรีเมี่ยมโมเดลของคลาวด์เซอร์วิสให้กับคนที่เป็นนักเรียน หรือว่าอยู่ใน SME แบบนี้ที่เราควรจะสร้างกลไกในการมีอำนาจต่อรองจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะใช้งบประมาณและทรัพยากรให้ดีที่สุด

เมื่อลดค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือไทยหายจน คือเราต้องสร้างรายได้ใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นเรารู้ดีค่ะว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่เครื่อจักรเดิมของเราก็เก่า คนของเราก็แก่ เราจะทำยังไงให้คนแก่ซึ่งเป็นคนวัยเก่ามีประสบการณ์สามารถต่อยอดการทำงานได้และมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องเปิดทางให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้น

พรรคเพื่อไทย คำถามข้อที่ 3

ข้อเสนอจากภาคประชาชนวันนี้ พรรคของท่านจะนำไปสู่การตัดสินใจและดำเนินนโยบายผ่านกลไกใด ?

กฤดิกร ย้ำว่า กระบวนการในการขับเคลื่อนมีจุดร่วมเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ open data และการกระจายอำนาจ เวลาเราทำงานทางนโยบาย ไม่ใช่รัฐบาลขับเคลื่อนคนเดียวแต่ต้องขับเคลื่อนผ่านตัวระบบราชการและฝั่งประชาชนขับเคลื่อนร่วมกันไปด้วย ฉะนั้นก็จะสอดคล้องกับการที่ตัวของ เพื่อไทย ช็อบนโยบายหมวดนี้ไม่เยอะ เพราะไม่ได้มองว่านั่นคือนโยบาย แต่เป็นเป้าหมายทางการเมืองที่จะต้องไปให้ถึง

“เวลามีการทำงานของทั้ง 3 ภาคส่วน เริ่มต้นคือทำให้ชัดว่าเป้าหมายทางการเมืองคืออะไร นโยบายคือ วิธีการทำให้เป้าหมายทางการเมืองเป็นจริงได้ ปัญหาที่ผ่านมาคือไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจริง ๆ ว่าประเทศจะเคลื่อนไปทางไหน แต่หากประเทศเคลื่อนชัดแล้วกลไกในการดึงทุกอย่างมาให้ชัดเจนแล้ว ซึ่งเมื่อมองจากร้านค้านโยบายแล้ว สิ่งที่จะทำให้นโยบายขับเคลื่อนไปได้จริงคือ open data ที่ร่วมกันทำจริงๆ เพราะถ้าไม่มีฐานข้อมูลที่เป็นกลาง ไม่มีทางที่จะรู้ความต้องการของประชาชน”

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

ทั้งยนี้ยังมองว่า รัฐในฐานะผู้ที่ต้องคอยสนับสนุน ประชาชนจะไม่มีทางออกแบบแผนการลงมือทำนโยบายที่แม่นยำกับประชาชนได้เลย ถ้าการเปิดเผยข้อมูลขาดความชัดเจน ทั้งกับคนที่ทำงานในภาครัฐและประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในฐานะ Foundation พรรคเพื่อไทยโชว์เรื่องของ รัฐบาลดิจิทัล เพื่อจะแชร์ข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตัดสินใจและดำเนินนโยบายอย่าง แม่นยำ

เชื่อว่าเมื่อมีนโยบายที่แม่นยำแล้ว จะต้องมีแผนระดับกลาง และระดับภาคอุตสาหกรรม ต้องมีแผนละเอียดระดับนี้เลยว่าปฏิบัติการจะเป็นอย่างไรเพราะว่าสิ่งที่ตนพูดเสมอ การทำนโยบายให้สำเร็จ ต้องการเจตจำนงทางการเมือง แต่ไม่ใช่เราต้องการแผนที่ละเอียดมากพอ

พรรคประชาชน คำถามข้อที่ 4

ในภาวะวิกฤตที่มากขึ้นเรื่อย ๆ พรรคของท่านจะออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อไม่ทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยไว้ข้างหลัง ?

คำถามนี้ เดชรัต ให้คำตอบว่า ปัญหาซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมสูงวัย ผู้พิการ ไปจนถึงเรื่องภัยพิบัติ คิดว่าอย่างแรกต้องออกแบบระบบสวัสดิการที่เป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้าเหมือนที่เรามีแบบอย่างที่ดีในเรื่องสุขภาพ หรือการศึกษาในบางเรื่อง เพราะการมีสวัสดิการถ้วนหน้าจะเป็นเกราะให้ทุก ๆ คนเป็นลำดับแรก

ถัดมาคือต้องดูว่า ใครคือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อให้เขาสามาถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ยกตัวอย่าว การศึกษาก็มีการพูดถึงรูปแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล หรือเรื่องสวัสดิการก็มีเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ มีเรื่องการดูแลระยะท้ายของชีวิต เรามองว่าต้องมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

และสิ่งที่จะมาเป็นตัวช่วย คือ ข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลเรายังไม่เชื่อมโยงกันทั้งหมด เกิดความตกหล่นเชิงข้อมูลตั้งแต่ต้น และข้อมูลก็กลายเป็น ยาขม จนเกินความจำเป็น เพราะอย่างในเรื่องสุขภาพ ก็มีการเขียนเรื่องการลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น เช่น งานเดียวกันก็ต้องกรอกหลาย ๆ แอปฯ เพราะหลายหน่วยใช้แอปฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งลดได้

สุดท้ายเราจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ชื่นชอบ ภัยพิบัติ ที่เขียนว่าการจัดการภัยพิบัติ ควรทำควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าเราปรับความคิดใหม่ให้ภัยพิบัติกับการพัฒนาเศรษฐกิจเดินไปพร้อม ๆ กันได้ ก็จะทำให้การลงทุนในเรื่องนั้น ๆ คุ้มค่ามากขึ้น หรืออย่างเรื่องการศึกษา ก็ทำควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ถ้าเรามองไม่เห็นความจำเป็นในการผลักดันประเทศให้ไปข้างหน้าอย่างไร เราอาจจะลงทุนน้อยเกินไป คือ ประเทศเรามีการลงทุนน้อยเกินไป แต่เราอาจจะไม่ได้มาวิเคราะห์ว่าเรื่องไหนที่เราลงทุนน้อยเกินไป

สรุปว่า

  • มีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า

  • เข้าใจความท้ายเฉพาะของกลุ่ม Special needs

  • มีระบบข้อมูลที่ดีพอ

  • ลงทุนใหม่พอด้วยกรอบความคิดใหม่ ถ้าลงทุนดีมันจะไม่ under investment ในเรื่องที่ควรจะลงทุน

เจตจำนงว่าข้อเสนอของประชาชนวันนี้สำคัญอย่างไร

“อยากจะให้ประเทศไทยของเรามีอนาคตที่ไม่ได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการเลือกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อยากให้ท่านคิดดีดีว่าเลือกใครแล้วอนาคตจะเหมือนเดิมหรือเลือกใครแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยรอเราอยู่ข้างหน้าเราไม่อาจหยุดอยู่ที่เดิมได้อีกต่อไป”

เดชรัต สุขกำเนิด

พรรครวมไทยสร้างชาติ คำถามข้อที่ 5

พรรคของท่านจะตรวจสอบและประเมินผลนโยบายให้ประชาชนตรวจสอบและมีส่วนร่วมได้อย่างไร ?

อรรถวิชช์ มีคำตอบว่า ขั้นแรกพอตอนไปในสภาฯ ต้องชวนหลายภาคส่วนมาร่วมด้วย พรรคร่วมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่ทำนโยบายชัดหลายเรื่อง เช่น มารตราการเรื่องปุ๋ย ปุ๋ยโปรแตสเราบอกว่าต่อไปนี้จะเอาปุ๋ยโปแตสเป็นปุ๋ยรัฐ กระสอบละ 500 บาท เรื่องนี้พอจะดำเนินนโยบายจริงมันต้องเอาคนที่มีส่วนร่วมเข้ามาร่วมด้วย คนชำนาญด้านภาคอุตสาหกรรม ด้านภาคเกษตร ด้านการตลาด ต้องมาประชุมร่วมแล้วก็ตั้งใจว่าโคต้าของกรรมธิการ

“ถ้าพรรคได้ร่างกฏหมายฉบับไหน จะแบ่งครึ่งนึงให้เป็นของคนนอกไป เพราะว่าความจำเป็นเพราะนักการเมืองไม่ได้รู้ทุกเรื่องจำเป็นต้องให้คนนอกมาช่วยดูแลอยู่ในพรรคการเมือง ตั้งใจแบบนี้และคุยเรื่องนี้กับหัวหน้าพีระพันธ์ไว้แล้วว่าร่วมไทยสร้างชาติจะต้องเป็นพรรคของประชาชน”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

อรรถวิชช์ ย้ำว่า ถ้าดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แล้วรู้ว่าเราทำอะไร ภาคประชาชนจะบอกแทนเรา เขาจะขับเคลื่อนไปยังกลุ่มของเขาจะรู้ว่าเราทำอะไร เอาประชาชนเป็นเกราะป้องกันไว้ดีที่สุด เลือกร่วมไทยสร้างชาติ เวลามาทำงานจะได้มาทำงานร่วมกัน เราสื่อสารสาธารณะร่วมกันเรื่องนี้คือการติดตามที่ดีที่สุด ทำร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

กรมควบคุมโรคยืนยัน ไทยยังไม่พบผู้ป่วย “นิปาห์ไวรัส”

56 นาทีที่แล้ว

“ณัฐพงษ์” อ้อนชาวลำพูนเลือกพรรคส้ม ให้มี "นายก เฮง - เท้ง"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อนุทิน" หาเสียง จ.นครสวรรค์ ตอบสื่อ"เป็นไปได้ "พิธา" ช่วย "ปชน." หาเสียงโค้งสุดท้าย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กทม.ขอปราจีนบุรี-6 จังหวัดต้นลม งดเผา 24-28 ม.ค.นี้ ลดฝุ่น PM2.5

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...